เลือกตั้งและการเมือง
เลขาฯ กกต.สั่งตรวจสอบแล้ว ป้ายโจมตีพรรคที่พิษณุโลก - เตือนปราศรัยใส่ร้าย ผิด พรบ.เลือกตั้ง
8 ม.ค. 2569
64 views
เลขาฯ กกต.สั่งการให้ตรวจสอบแล้ว ปมป้ายใส่ร้ายที่พิษณุโลก พร้อมเตือนพรรคการเมือง ควบคุมสมาชิกพรรคอย่างเข้มงวด หากเพิกเฉยโทษหนักถึงขั้นพ้นตำแหน่งทั้งคณะ ส่วนกรณีบางพรรคการเมืองปราศรัยหาเสียง แต่ไปโจมตีผู้สมัครของพรรคการเมืองอื่น ต้องไปดูในรายละเอียดว่าเป็นการใส่ร้ายหรือไม่ ถ้าเป็นการใส่ร้ายถือว่าผิด พรบ.เลือกตั้ง
วันที่ 8 ม.ค.2569 นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. เป็นประธานในการประชุมร่วมกับพรรคการเมือง เพื่อชี้แจงแนวทางการหาเสียงและจัดเวทีประชันนโยบาย พร้อมทั้งดำเนินการจับสลากลำดับการออกอากาศเทปโฆษณาหาเสียงทางสถานีโทรทัศน์ความยาวไม่เกิน 10 นาที โดยให้พรรคการเมืองที่จดทะเบียนจัดตั้งพรรคเป็นลำดับแรกเริ่มจับสลากก่อน ซึ่งผลการจัดลำดับปรากฏว่า พรรคประชาธิปัตย์ จะได้ออกอากาศเป็นลำดับที่ 1 ขณะที่ พรรคเพื่อไทย ได้ลำดับที่ 9 ซึ่งตรงกับหมายเลขพรรคพอดี พรรคภูมิใจไทย ได้ลำดับที่ 10 พรรคประชาชน ลำดับที่ 51 ส่วนพรรคอื่น ๆ เช่น พรรคไทยก้าวใหม่ ได้ลำดับที่ 19 พรรคเสรีรวมไทย ลำดับที่ 49 และพรรคเศรษฐกิจ ได้ลำดับที่ 6 เป็นต้น
หลังจากนั้นนายแสวง ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน โดยกล่าวถึงความคืบหน้ากรณีปรากฏป้ายที่มีลักษณะใส่ร้ายพรรคการเมืองในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกโดยระบุว่า ขณะนี้ทางสำนักงาน กกต. จังหวัดพิษณุโลกได้รายงานเบื้องต้นและได้เห็นข้อมูลที่ปรากฏแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อดูข้อเท็จจริงว่าใครเป็นผู้ว่าจ้างและข้อความดังกล่าว เข้าข่ายการใส่ร้ายผู้สมัครหรือพรรคการเมืองหรือไม่ เบื้องต้นทาง กกต.ทราบตัวโรงพิมพ์ที่จัดทำป้ายดังกล่าวแล้ว
นายแสวง ย้ำว่ากฎหมายพรรคการเมือง มาตรา 22 ที่กำหนดให้คณะกรรมการบริหารพรรค ต้องควบคุมกำกับสมาชิกพรรค ไม่ให้กระทำการที่ทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริต หากนายทะเบียนแจ้งให้แก้ไขแล้ว พรรคยังเพิกเฉย กกต. มีอำนาจสั่งให้ กรรมการบริหารพรรคพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ และอาจมีโทษอาญาด้วยการจำคุก รวมถึงถูกห้ามยุ่งเกี่ยวกับการเมืองนานถึง 20 ปี
ทั้งนี้ เลขา กกต.ระบุว่าอยากให้บรรยากาศการแข่งขันเป็นไปอย่างสวยงาม ไม่ควรมีการข่มขู่หรือใช้ถ้อยคำที่สร้างความเกลียดชัง
เมื่อถามถึงกรณีการใช้ถ้อยคำรุนแรงในการปราศรัยของสมาชิกพรรคการเมืองหนึ่ง ที่กล่าวคำไม่สุภาพและใช้คำพูดรุนแรง กับผู้สมัครพรรคหนึ่งนั่น นายแสวงอธิบายว่า กฎหมายมุ่งเน้นเรื่องการใส่ร้าย ซึ่งหมายถึงการพูดข้อความอันเป็นเท็จ เพื่อให้เกิดความเสียหายมีนัยยะเพื่อจูงใจให้คนไม่ลงคะแนน
หากเป็นการใช้คำด่าหรือคำหยาบคายนั้น วิญญูชนย่อมรู้ว่าเป็นสิ่งไม่เหมาะสม แต่อาจไม่ผิดกฎหมายเลือกตั้งหากไม่ใช่การใส่ร้าย
นายแสวงระบุว่า ความจริงก็คือความจริง การนำความจริงในอดีตมาพูดไม่ถือเป็นการใส่ร้าย แต่อาจเป็นเรื่องหมิ่นประมาท ตามกฎหมายอาญาซึ่งเป็นคนละส่วนกัน
ส่วนเรื่องการพิมพ์ข้อความในบัตรตัวอย่างประชามติไม่ครบถ้วน นายแสวงยอมรับว่า เป็นการตกหล่น กกต. จะเร่งประชาสัมพันธ์ให้ชัดเจนว่าการออกเสียงประชามติให้ใช้เครื่องหมายกากบาท เพียงเครื่องหมายเดียว ส่วนเอกสารประชามติที่ส่งถึงเจ้าบ้านนั้น เป็นเนื้อหาที่ทางคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นผู้จัดทำ กกต. มีหน้าที่เพียงจัดพิมพ์และเผยแพร่ตามกฎหมายเท่านั้น
นายแสวงย้ำว่า ในเรื่องการออกเสียงประชามติประชาชนย่อมมีเสรีภาพ ในการรณรงค์หรือโพสต์จุดยืนได้ว่า เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบได้ เป็นไปตามมาตรา 17 ตราบเท่าที่ไม่เป็นการหลอกลวงหรือให้ข้อมูลเท็จ
ในส่วนของการประกาศรายชื่อผู้สมัคร สส. หลังครบกำหนด 7 วัน ของการตรวจสอบคุณสมบัติ นายแสวง ระบุว่า ข้อมูลที่ได้รับล่าสุดเมื่อวานนี้ (7 ม.ค.69) พบว่ามีผู้สมัครแบบแบ่งเขตที่ไม่ได้รับการประกาศชื่อ 16 คน ผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อที่ไม่ได้รับการประกาศชื่อ 1 คน และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีไม่ได้รับการประกาศชื่อ 1 คน เนื่องจากขาดคุณสมบัติบางอย่าง เช่น การเป็นสมาชิกพรรคไม่ครบ 30 วัน แต่รายละเอียดของทุกคนนั้น อยู่ระหว่างการรวบรวม ซึ่งผู้ที่ไม่ได้รับการประกาศชื่อ สามารถยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาได้
สำหรับกรณีที่มีการร้องเรียนผู้สมัครบางรายเต้น หรือแสดงพฤติกรรมคล้ายการจัดมหรสพ นายแสวงชี้แจงว่า ต้องดูองค์ประกอบเรื่องความรื่นเริง หากเป็นการร้องเพลงหรือเต้นประกอบการโฆษณาตัวเอง โดยไม่มีเครื่องดนตรีหรือการจัดตั้งเวทีการแสดงที่เข้าข่ายมหรสพ ตามบรรทัดฐานคำวินิจฉัยที่ผ่านมา มักจะไม่ถือว่าผิดกฎหมาย แต่ต้องไปดูรายละเอียด ว่าผู้สมัครมีกรรดำเนินการอย่างไรบ่าง
นายแสวงเปิดเผยเพิ่มเติมว่า กกต. ได้จัดตั้งศูนย์ War Room ร่วมกับกระทรวงดิจิทัลฯ และแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น TikTok และ Facebook เพื่อตรวจสอบการใส่ร้ายทางออนไลน์ พร้อมเตือนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง Voter ให้ระวังการโพสต์ข้อความที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย เพราะกฎหมายใช้คำว่าผู้ใด ซึ่งครอบคลุมทุกคนไม่ใช่แค่ผู้สมัคร
สำหรับการตรวจสอบนโยบายพรรคการเมืองตามมาตรา 57 ที่มีการตั้งคณะกรรมการ 21 คน คอยตรวจสอยดูรายละเอียดนโยบายจฝองพรรการเมือง เช่น เรื่องที่มาของเงินและความคุ้มค่า โดย กกต. จะไม่ทำหน้าที่เบรกนโยบาย เพราะอาจเสียความเป็นกลาง แต่จะให้ข้อสังเกต เพื่อให้พรรคการเมืองชี้แจงข้อมูลต่อประชาชนให้ครบถ้วน ขณะนี้มีพรรคการเมืองส่งข้อมูลนโยบายมาแล้ว 6 พรรค จากกำหนดสิ้นสุดวันที่ 19 มกราคมนี้
แท็กที่เกี่ยวข้อง เลขาธิการ กกต. ,แสวง บุญมี