ต่างประเทศ

“ทรัมป์” เมินความเสี่ยงจาก AI หลังผู้เชี่ยวชาญเตือนอาจเป็นภัยต่อมนุษยชาติ

1 ชั่วโมงที่แล้ว

7 views

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ปัดความเสี่ยงที่อาจเกิดจากปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI หลังผู้เชี่ยวชาญออกมาเตือนถึงอันตรายร้ายแรงจากการพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายวันที่ผ่านมา


ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวระหว่างการเดินทางเยือนประเทศไอร์แลนด์ เมื่อวานนี้ (13 ก.ย.) ว่า “มีพลังด้านลบมากมายที่กำลังหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมา ทั้งที่ไม่ควรนำมาพูดถึง และพวกเขากำลังพูดถึงสิ่งที่จะไม่เกิดขึ้น”


ทรัมป์ย้ำว่า ตอนนี้ สหรัฐฯ กำลังนำหน้าจีนในด้าน AI และเขาต้องการให้มันเป็นเช่นนั้นต่อไป เพราะถ้าใครชนะในด้าน AI ก็จะเป็นผู้ชนะตลอดไป


ท่าทีของทรัมป์มีขึ้นหลังจากเจค็อบ ค็อกซอน อดีตนักวิจัยของบริษัท Anthropic ออกมาเตือนว่า หากการพัฒนาเทคโนโลยี AI ยังคงดำเนินไปในอัตราความเร็วปัจจุบัน มีความเป็นไปได้ที่มนุษย์ทุกคนอาจเสียชีวิตในอนาคตอันใกล้


ขณะที่เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ดาริโอ อโมเดอี ซีอีโอของ Anthropic ก็ได้ออกมาเรียกร้องให้บริษัท AI ชั้นนำชะลอการพัฒนาเทคโนโลยี โดยเตือนว่าเทคโนโลยี AI ที่มีความเป็นอิสระมากขึ้นอาจสามารถพัฒนาความสามารถของตัวเอง หลบเลี่ยงมาตรการป้องกัน และก่อการโจมตีทางไซเบอร์ขนาดใหญ่ที่มนุษย์ไม่สามารถควบคุมได้ในอนาคตอันใกล้


อย่างไรก็ตาม อโมเดอีระบุว่า การชะลอการพัฒนาจะต้องดำเนินการในขอบเขตที่จำกัด เพื่อไม่ให้จีนก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้าน AI แทนสหรัฐฯ


ข้อเสนอดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจาก แซม อัลต์แมน ซีอีโอ OpenAI และ อีลอน มัสก์ ซีอีโอ xAI ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักในอุตสาหกรรม AI ซึ่งบรรดาบริษัทชั้นนำมักแข่งขันกันอย่างดุเดือด


ค็อกซอน ซึ่งเคยทำงานที่บริษัท OpenAI ด้วย แสดงความเห็นด้วยกับแนวคิดการชะลอการพัฒนา AI แต่ระบุว่า การดำเนินการดังกล่าวจำเป็นต้องมีการประสานงานกับจีน


ในด้านหนึ่ง ภาคอุตสาหกรรม AI ถูกมองว่าเป็นโอกาสครั้งใหญ่ในการกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมถึงช่วยปรับปรุงระบบดิจิทัลและรูปแบบการทำงานที่ล้าสมัย แต่อีกด้านหนึ่ง ก็เกิดเหตุการณ์หลายครั้งที่แสดงให้เห็นว่า AI อาจทำงานผิดพลาดอย่างร้ายแรง


เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา OpenAI เปิดเผยว่า บริษัทได้ชะลอการฝึกฝนโมเดล AI ขั้นสูงบางรุ่น เพื่อปรับปรุงมาตรการรักษาความปลอดภัย โดยระบุว่า ได้เพิ่มมาตรการใหม่ หลังจากพบว่าเอเจนต์ AI ของบริษัทสามารถหลบเลี่ยงระบบป้องกันและเจาะระบบ Hugging Face ซึ่งเป็นสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยีได้


ในเดือนเดียวกัน ยังมีการเปิดเผยว่าเครื่องมือ AI ที่ทรงพลังที่สุดในโลก 2 ระบบ ได้สร้างโปรไฟล์มนุษย์ปลอมขึ้นมา เพื่อพยายามหลอกลวงผู้คนในการโจมตีทางไซเบอร์


อย่างไรก็ดี ทางด้านทำเนียบขาวยืนยันว่า สหรัฐฯ จำเป็นต้องรักษาความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีของโลกไว้ เพื่อความมั่นคงแห่งชาติ แม้จะยอมรับว่าจำเป็นต้องเฝ้าระวังความเสี่ยงที่เกิดจากเทคโนโลยีเกิดใหม่นี้อย่างใกล้ชิด


การเรียกร้องให้ชะลอการพัฒนา AI จากผู้บริหารบริษัทชั้นนำในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้จุดประเด็นถกเถียงอย่างหนักในรัฐบาลสหรัฐฯ ขณะที่สมาชิกสภาคองเกรสกำลังเผชิญแรงกดดันให้ดำเนินการรับมือกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการพัฒนา AI อย่างรวดเร็ว


เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันกลุ่มหนึ่ง ได้ร่วมกันเสนอร่างกฎหมาย Frontier Act ซึ่งเป็นร่างกฎหมายที่มีเป้าหมายจัดตั้งกรอบการกำกับดูแลและความปลอดภัยด้าน AI ในระดับชาติ


ลอรี ทราฮาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเดโมแครต รัฐแมสซาชูเซตส์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมเสนอร่างกฎหมายระบุว่า “นักวิจัยด้านความปลอดภัยกำลังลาออก โมเดล AI ที่ทรงพลังสามารถหลุดออกจากห้องทดลองของบริษัทได้ และบริษัทต่าง ๆ ยังคงเร่งเดินหน้าต่อไป ถึงเวลาแล้วที่สภาคองเกรสต้องเลิกยืนอยู่ข้างสนาม และทำหน้าที่ของตัวเอง”


ในด้านการแข่งขันกับจีน แม้สหรัฐฯ จะใช้มาตรการคว่ำบาตรและจำกัดการส่งออกชิปขั้นสูง รวมถึงเทคโนโลยีสำคัญไปยังจีน แต่นักพัฒนา AI ของจีนกลับสามารถลดช่องว่างกับคู่แข่งสหรัฐฯ ได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการพัฒนา Open-source models และ Open-weight models ที่มีต้นทุนต่ำกว่า


คณะที่ปรึกษารัฐสภาสหรัฐฯ เตือนเมื่อต้นปีว่า AI แบบโอเพนซอร์สของจีนกำลังสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน โดยโมเดลจากบริษัทอย่าง Alibaba, Moonshot และ MiniMax ติดอันดับการใช้งานสูงบนแพลตฟอร์ม AI หลายแห่ง


ขณะเดียวกัน ในการประชุมสุดยอด BRICS ที่กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน ได้เสนอให้มีการจัดตั้งชุมชน AI แบบโอเพนซอร์สของ BRICS เพื่อสนับสนุนการพัฒนาและใช้งานโมเดลภาษาขนาดใหญ่ร่วมกัน รวมถึงการฝึกอบรมเฉพาะทาง และสร้าง “ระบบนิเวศแบบเปิดสำหรับ AI”


ผู้นำจีนยังเชิญสมาชิก BRICS เข้าร่วม องค์การความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์โลก (WAICO) ที่จีนเป็นผู้นำในการก่อตั้งที่นครเซี่ยงไฮ้เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยระบุว่าองค์กรนี้มีเป้าหมายช่วยให้ประเทศกำลังพัฒนาสามารถเข้าถึงเทคโนโลยี AI ได้มากขึ้น และมีบทบาทในการกำหนดกติกา AI ระดับโลก พร้อมเสนอการฝึกอบรมด้าน AI และจัดตั้งศูนย์ความร่วมมือกับ BRICS, ASEAN, สหภาพแอฟริกา และองค์กรอื่น ๆ


ความเคลื่อนไหวดังกล่าวกำลังกลายเป็น คู่แข่งของกรอบความร่วมมือ Pax Silica ของสหรัฐฯ ซึ่งมุ่งจัดระบบห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ แร่สำคัญ และ AI ระหว่างประเทศพันธมิตรที่สหรัฐฯมองว่าเป็นหุ้นส่วนที่ไว้วางใจได้ โดยมีรายงานว่า สหรัฐฯ กำลังเตรียมเตือนประเทศที่เข้าร่วมกรอบความร่วมมือเหล่านี้ว่า พวกเขาอาจต้องเลือกระหว่าง ระบบที่นำโดยสหรัฐฯ กับจีน สะท้อนการแข่งขันด้าน AI ที่กำลังขยายตัวจากเรื่องเทคโนโลยีไปสู่การแข่งขันเชิงภูมิรัฐศาสตร์อย่างเต็มรูปแบบ

แท็กที่เกี่ยวข้อง  

คุณอาจสนใจ