ต่างประเทศ
WHO เผยวัคซีนต้านไวรัสอีโบลา อาจรอนาน 9 เดือน ยอดดับพุ่ง 139 ราย
3 ชั่วโมงที่แล้ว
48 views
องค์การอนามัยโลก (WHO) เปิดเผยว่า การแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลาในพื้นที่ทางตะวันออกของ สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC) มีแนวโน้มเริ่มต้นมาตั้งแต่ 2 เดือนก่อน และคาดการณ์ว่าสถานการณ์จะทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดพบผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 130 ราย
การระบาดครั้งนี้เป็น สายพันธุ์บุนดีบูเกียว (Bundibugyo) ซึ่งเป็นสายพันธุ์หายาก และมีความน่ากังวลอย่างยิ่ง เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันและไม่มีแนวทางการรักษาเฉพาะทาง
โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศให้การระบาดครั้งนี้เป็นภาวะฉุกเฉินระหว่างประเทศ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ท่ามกลางความกังวลของผู้เชี่ยวชาญว่าเชื้อได้แพร่กระจายในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นเป็นเวลานานโดยไม่มีการตรวจพบ ส่งผลให้การติดตามและกักตัวผู้สัมผัสใกล้ชิดเป็นไปอย่างยากลำบาก
ล่าสุด WHO ได้ออกมาเปิดเผยผลการสอบสวน โดยระบุว่า พบ “ช่องว่างวิกฤต” นานถึง 4 สัปดาห์ นับตั้งแต่พบผู้ป่วยรายแรกที่แสดงอาการ จนถึงการยืนยันผลทางห้องปฏิบัติการ
เจ้าหน้าที่ด้านภัยคุกคามจากไวรัสของ WHO ประเมินว่า การระบาดน่าจะเริ่มขึ้นเมื่อประมาณ 2 เดือนก่อน โดยมีรายงานผู้เสียชีวิตรายแรกเป็นพยาบาลในเมืองบูเนีย จังหวัดอิตูรี เมื่อวันที่ 24 เมษายน ก่อนจะเกิดการแพร่ระบาดในวงกว้าง (Super-Spreading) ซึ่งอาจเกิดขึ้นในงานศพหรือภายในสถานพยาบาล
ปัจจุบันมีผู้ป่วยต้องสงสัยติดเชื้อแล้วอย่างน้อย 600 ราย และมีผู้เสียชีวิต 139 ราย ในจำนวนนี้ได้รับการยืนยันผลตรวจเป็นบวกจากห้องปฏิบัติการในคองโก 51 ราย และในยูกันดา 2 ราย อย่างไรก็ตาม ดร.เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ WHO ย้ำว่า แม้จะประกาศเป็นภาวะฉุกเฉินระหว่างประเทศ แต่ในขณะนี้ยังไม่จัดว่าเป็นการแพร่ระบาดใหญ่ทั่วโลก (Pandemic)
แม้คองโกจะเคยผ่านประสบการณ์การระบาดของอีโบลามาแล้วถึง 16 ครั้ง แต่บุคลากรด่านหน้ายังคงประสบปัญหาขาดแคลนอุปกรณ์พื้นฐานอย่างหนัก ตั้งแต่ยาสามัญ หน้ากากอนามัย ไปจนถึงรถจักรยานยนต์ที่จำเป็นในการเดินทางติดตามผู้สัมผัสเชื้อ
นอกจากนี้ รายงานจากสำนักข่าวรอยเตอร์ระบุว่า มีความผิดพลาดในการวินิจฉัยเกิดขึ้น โดยบุคลากรทางการแพทย์ไม่ได้ส่งตัวอย่างเชื้อไปตรวจวิเคราะห์เพิ่มเติม หลังจากผลตรวจเบื้องต้นในสายพันธุ์ซาอีร์ (Zaire) ออกมาเป็นลบ ทำให้การระบุสายพันธุ์บุนดีบูเกียวล่าช้าออกไป
ส่วนวัคซีน ล่าสุด WHO กำลังพิจารณาวัคซีนต้นแบบ 2 ตัวที่อาจนำมาใช้รับมือกับสายพันธุ์บุนดีบูเกียว แต่อาจต้องใช้เวลาอีกประมาณ 9 เดือนกว่าจะพร้อมใช้งาน เนื่องจากยังไม่มีวัคซีนตัวใดผ่านการทดลองทางคลินิก โดยวัคซีนตัวแรกกำลังพัฒนาเพื่อให้มีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับวัคซีนที่ใช้ป้องกันสายพันธุ์ซาอีร์ ส่วนวัคซีนตัวที่สอง ใช้แพลตฟอร์มเดียวกับวัคซีนโควิด-19 ของแอสตราเซเนกา ซึ่งอยู่ระหว่างกระบวนการผลิต แต่ยังไม่มีการเผยแพร่ข้อมูลจากการทดลองในสัตว์
แท็กที่เกี่ยวข้อง อีโบลา ,องค์การอนามัยโลก ,WHO