ต่างประเทศ

"ทรัมป์" ขู่ตัดขาดการค้าสเปน เหตุไม่ให้ใช้ฐานทัพโจมตีอิหร่าน - สเปนแถลงโต้ มีทรัพยากรเพียงพอ พร้อมรับมือ

2 ชั่วโมงที่แล้ว

17 views

ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวระหว่างการประชุมกับนายกรัฐมนตรีฟรีดริช แมร์ซ ของเยอรมนีว่า สเปนทำตัวแย่มาก พร้อมเสริมว่าเขาได้สั่งการให้ นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตัดขาดการทำธุรกรรมทั้งหมดกับสเปนแล้ว



ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวอย่างดุดันว่า "เรากำลังจะตัดขาดการค้าทั้งหมดกับสเปน เราไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวกับสเปนอีกต่อไป"



ความเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นหลังจากนายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ ของสเปน ประกาศไม่อนุญาตให้กองทัพสหรัฐฯ ใช้ฐานทัพของสเปนในปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน ซึ่งสร้างความไม่พอใจเป็นอย่างมากให้กับทรัมป์



ทรัมป์ยังได้ยกประเด็นที่สเปนเพิกเฉยต่อข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ที่ต้องการให้สมาชิก NATO เพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมเป็น 5% ของ GDP มาพูดด้วย โดยระบุว่า “สเปนไม่มีสินค้าอะไรเลยที่จำเป็นสำหรับเรา ธุรกิจทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับสเปน ผมมีสิทธิ์ที่จะสั่งระงับได้ ไม่ว่าจะเป็นการคว่ำบาตรหรือทำอะไรก็ได้ที่ผมต้องการ และเราอาจจะทำแบบนั้นกับสเปน”



อย่างไรก็ดี ทางนายกรัฐมนตรีของเยอรมนี ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า เขาได้บอกกับทรัมป์เป็นการส่วนตัวว่าสเปนไม่สามารถถูกกีดกันออกจากข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหภาพยุโรปและสหรัฐฯ ที่ทำไว้เมื่อปีที่แล้วได้ เพราะสเปนเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป



ด้านผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า หากทรัมป์จะคว่ำบาตรจริง เขาจำเป็นต้องประกาศ "ภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ" โดยระบุว่าสเปนเป็นภัยคุกคามที่ผิดปกติและร้ายแรงต่อสหรัฐฯ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่เกินขอบเขตกว่าที่เคยมีมา



ทางด้านรัฐบาลสเปนได้ออกมาแถลงตอบโต้ประกาศของทรัมป์ โดยระบุว่า สหรัฐฯ ควรตระหนักถึงสิทธิอิสระของภาคเอกชน กฎหมายระหว่างประเทศ และข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ-ยุโรป พร้อมยืนยันว่าสเปนมีทรัพยากรเพียงพอที่จะรับมือกับผลกระทบจากการคว่ำบาตร และจะยังคงเดินหน้าสนับสนุนการค้าเสรีต่อไป



ทั้งนี้ สเปนเป็นผู้ส่งออกน้ำมันมะกอกรายใหญ่ที่สุดของโลก และยังส่งออกชิ้นส่วนรถยนต์ เหล็ก และเคมีภัณฑ์ไปยังสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม สเปนอาจมีความเปราะบางต่อคำขู่ของทรัมป์น้อยกว่าประเทศยุโรปอื่นๆ เนื่องจากในปี 2568 สหรัฐฯ เป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้ากับสเปนถึง 4.8 พันล้านดอลลาร์ โดยสหรัฐฯ ส่งออกสินค้ามูลค่า 2.61 หมื่นล้านดอลลาร์ (ส่วนใหญ่คือน้ำมันดิบและก๊าซ LNG) ในขณะที่นำเข้าจากสเปนเพียง 2.13 หมื่นล้านดอลลาร์



และท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ล่าสุด ประธานาธิบดีเอมมานูเอล มาครงของฝรั่งเศส ได้สั่งการให้กองเรือบรรทุกเครื่องบินมุ่งหน้าสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เพื่อตอบโต้สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้น



มาครงกล่าวว่า เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่มั่นคงและความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ผมจึงได้สั่งการให้เรือบรรทุกเครื่องบิน Charles de Gaulle พร้อมด้วยกองกำลังทางอากาศและเรือฟริเกตคุ้มกัน ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน



นอกจากนี้ ผู้นำฝรั่งเศสยังระบุว่า ฝรั่งเศสกำลังดำเนินการส่งอุปกรณ์ป้องกันทางอากาศเพิ่มเติม รวมถึงเรือฟริเกต "ลองเกอด็อก (Languedoc)” ไปยังประเทศไซปรัส หลังจากที่รันเวย์ ของฐานทัพอาโครติรี (Akrotiri) ของสหราชอาณาจักรในไซปรัส ถูกโจมตีโดยโดรนที่ผลิตโดยอิหร่าน



มาครงกล่าวเน้นย้ำว่า อิหร่านต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อการแพร่กระจายของความขัดแย้งไปทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม เขาได้กล่าวเตือนอิสราเอลว่า หากมีการพิจารณาใช้ปฏิบัติการภาคพื้นดิน สิ่งนั้นจะเป็นการยกระดับความรุนแรงที่อันตรายและถือเป็นความผิดพลาดทางยุทธศาสตร์



ในส่วนของการดูแลพลเมือง มาครงระบุว่าเที่ยวบินอพยพ 2 เที่ยวแรกที่จะนำพลเมืองฝรั่งเศสที่ตกค้างอยู่ในภูมิภาคดังกล่าวเนื่องจากการปิดน่านฟ้ากลับสู่ประเทศ จะเดินทางถึงกรุงปารีสในช่วงค่ำของวันอังคารนี้



ส่วนสหราชอาณาจักร แหล่งข่าววงในเปิดเผยเมื่อวานนี้ว่า รัฐบาลสหราชอาณาจักรยังไม่ได้ตัดสินใจขั้นเด็ดขาดว่าจะส่งเรือรบไปปกป้องฐานทัพอากาศอาโครติรี (RAF Akrotiri) ในประเทศไซปรัสหรือไม่ ภายหลังจากที่หนังสือพิมพ์เดอะไทมส์ (The Times) รายงานว่าบรรดารัฐมนตรีได้มีการหารือถึงความเป็นไปได้ในการวางกำลังพลดังกล่าว



สถานการณ์ความตึงเครียดนี้เกิดขึ้นหลังจากที่โดรนซึ่งผลิตโดยอิหร่านได้โจมตีรันเวย์ของฐานทัพอากาศอาโครติรี เมื่อช่วงเช้ามืดของวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยทางการอังกฤษระบุชัดเจนว่าทรัพย์สินและฐานที่มั่นของสหราชอาณาจักรตกเป็นเป้าหมายการโจมตีจากอิหร่าน



รายงานจากเดอะไทมส์ ซึ่งอ้างอิงแหล่งข่าว 3 แห่ง ระบุว่า นายจอห์น ฮีลีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอังกฤษ ได้ประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพเมื่อวานนี้ เพื่อหารือเกี่ยวกับแผนการส่งเรือรบเอชมเอส ดันแคน (HMS Duncan) ไปยังภูมิภาคดังกล่าวเพื่อรับมือกับภัยคุกคาม



อย่างไรก็ตาม กระทรวงกลาโหมอังกฤษยังไม่ได้ออกมาให้ความเห็นอย่างเป็นทางการต่อรายงานข่าวชิ้นนี้ในทันที



อ่านข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : https://youtu.be/570OB-IMBGM

คุณอาจสนใจ

Related News