คลิปเต็มรายการ
ชีวิตพังเพราะรักษานอนกรน! ผ่าตัดหลายรอบ เสียเลือดจนชักหมดสติ สุดท้ายหมอตัดลิ้นไก่
7 ชั่วโมงที่แล้ว
118 views
โหนกระแสวันนี้ (10 กุมภาพันธ์ 2569) ภรรยาผู้ป่วยร้องสื่อ ผ่าตัดแก้นอนกรนโรงพยาบาลเอกชนย่านเกษตร–บางเขน ซ้ำซ้อน 4 ครั้ง อาการทรุดหนัก เสียเลือด ชัก หมดสติ เกิดผังผืดช่องคอจำนวนมากจนทานอาหารไม่ได้ เสี่ยงพูดไม่ชัดและทานอาหารทางปากไม่ได้ตลอดชีวิต ก่อนตัดสินใจย้ายรพ.ปรึกษาแพทย์ศิริราช ชี้รักษาผิดแนวทาง ไม่ควรผ่าตัดตั้งแต่ต้น แต่โรงพยาบาลต้นเรื่องยังนิ่ง-ไม่เยียวยา
คุณเพลง เล่าว่า เริ่มสังเกตว่าสามีมีอาการกรนรุนแรงตั้งแต่ช่วงปี 2566–2567 โดยเฉพาะอาการหยุดหายใจขณะนอนหลับเป็นช่วง ๆ หายใจเหือกเข้าไปแล้วหยุดนิ่งหลายวินาที ทำให้เธอเองเกิดความกังวลอย่างมาก เกรงว่าจะเกิดอันตรายถึงชีวิต จึงพยายามหาข้อมูลแนวทางการรักษา และวางแผนจะเข้ารับการตรวจ Sleep Test เพื่อขอใช้เครื่อง CPAP (ซีแพพ) ตามสิทธิประกันสังคม
ทั้งคู่จึงตัดสินใจเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งย่านเกษตร–บางเขน เนื่องจากมีแผนกเฉพาะทางหู คอ จมูก และรองรับสิทธิประกันสังคม โดยเข้าพบแพทย์ครั้งแรกในปี 2567 ซึ่งแพทย์ทำการส่องกล้องตรวจช่องจมูกและลำคอ ก่อนวินิจฉัยว่า สามีมีต่อมทอนซิลโตทั้งสองข้าง เป็นสาเหตุของการกรน และแนะนำให้ผ่าตัดต่อมทอนซิลทั้งสองข้าง โดยหมอยืนยันว่าผ่าตัดเพียงครั้งเดียวอาการกรนจะหายขาด เพราะเป็นการแก้ไขที่ต้นเหตุ ไม่ต้องใช้เครื่อง CPAP ตลอดชีวิตและไม่ได้เสนอให้ตรวจ Sleep Test ก่อน แม้ครอบครัวจะร้องขอหลายครั้ง
คุณเพลงระบุว่า ก่อนผ่าตัด แพทย์แจ้งเพียงว่าจะตัดต่อมทอนซิลเท่านั้น แต่หลังการผ่าตัดครั้งแรก กลับพบว่าลิ้นไก่ถูกตัดออก เพดานอ่อนและผนังคอหอยถูกผ่าตัด ทาฃแพทย์อ้างว่า มันอยู่ในแผนการรักษา ต้องผ่าตัด ตัดแต่งช่องปาหด้วยเพื่อให้อาการกรนหายขาด รวมถึงคุณเพลง พบว่าปลายลิ้นของสามีมีลักษณะแหว่ง คุณเพลง เชื่อว่า เกิดจากการผ่าตัดผิดพลาด ปลายมีดอาจจะไม่โดนลิ้น และ จากการสอบถามหมอบอกว่า ไม่เป็นไรเดี๋ยวก็หาย แต่สุดท้ายช่วงพักรักษาตัวเกิดการเสียเลือดเยอะ จนต้องถูกส่งเข้าห้องไอซียู
หลังจากนั้น ผู้ป่วยต้องเข้าพบแพทย์ทุกสัปดาห์ เพื่อติดตามอาการ และถูกเลเซอร์จี้ผังผืดในลำคอซ้ำๆ เป็นเวลานานกว่า 1 ปี แต่กลับยิ่งทำให้เกิดผังผืดมากขึ้น จนแพทย์แจ้งว่าจำเป็นต้องผ่าตัดครั้งที่ 2 เนื่องจากหากไม่ผ่า ผู้ป่วยอาจหายใจไม่ได้
การผ่าตัดครั้งที่ 2 เกิดเหตุการณ์วิกฤติอีก เมื่อสามีมีเลือดซึมจากคอและจมูกตลอดคืน เลือดไหลลงกระเพาะจนเกิดอาการอาเจียนเป็นเลือดหลายครั้ง ก่อนจะล้มหมดสติ ชักต่อหน้าพยาบาล และมีอาการมองไม่เห็นชั่วคราว พยาบาลช่วยปฐมพยาบาลด้วยการให้อมน้ำแข็งเพื่อให้เลือดหยุด โดยไม่มีแพทย์เข้ามาประเมินอาการ จนกระทั่งแพทย์เจ้าของไข้เดินทางมาดูอาการเอง แต่ไม่ยอมส่งตัวไปห้องไอซียู ทำการรักษาเองในห้องผู้ป่วยและไม่มีคำขอโทษหรือคำชี้แจงใด ๆ หลังเหตุการณ์ผ่านไป
แม้เกิดเหตุรุนแรง ผู้ป่วยยังต้องเข้ารับการเลเซอร์และผ่าตัดซ้ำอีกเป็นครั้งที่ 3 และครั้งที่ 4 จากปัญหาผังผืดและเลือดออกไม่หยุด โดยครั้งที่ 4 เป็นการผ่าตัดฉุกเฉิน หลังแผลแตกและเสียเลือดจำนวนมากระหว่างทำหัตถการ จนแพทย์ไม่สามารถห้ามเลือดได้
คุณเพลงระบุว่า ตลอดระยะเวลาประมาณ 2–3 ปี อาการของสามีไม่เคยดีขึ้น กลับทรุดหนักลงเรื่อย ๆ ทั้งหายใจลำบาก รับกลิ่นและรสไม่ได้ หน้ามืดบ่อย จนตัดสินใจย้ายไปรักษาที่โรงพยาบาลศิริราช โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ตรวจอย่างละเอียด ทำ MRI, CT Scan และ Sleep Test ใหม่ทั้งหมด และชี้ชัดว่าการรักษาที่ผ่านมาเป็นการรักษาที่ไม่ถูกต้อง ผ่าตัดผิดจุด โดยเฉพาะเพดานอ่อน , ผนังคอหอยและลิ้นไก่ ซึ่งเป็นบริเวณที่ไม่ควรผ่าตัด ไม่ควรไปยุ่งกับมัน เพราะมีความเสี่ยงมีผลข้างเคียงสูงและแนวทางมาตรฐานควรเริ่มจากการทำ Sleep Test และใช้เครื่อง CPAP เป็นหลัก
จนถึงขณะนี้ ครอบครัวได้ยื่นร้องเรียนขอความรับผิดชอบจากโรงพยาบาลเอกชนต้นเรื่องมานานกว่า 6 เดือน แต่ยังไม่ได้รับคำชี้แจงหรือการเยียวยาใด ๆ โดยโรงพยาบาลระบุเพียงว่ายังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการ ซึ่งได้ข้อมูลล่าสุดว่าแพทย์ที่ทำการผ่าตัดคนดังกล่าวได้ลาออกจากโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังแห่งนี้แล้วด้วย
ในส่วนของ "เพื่อนป๋อง กพล" ซึ่งเป็นผู้เสียหายรายที่สาม ได้เปิดเผยเรื่องราวที่น่าเหลือเชื่อยิ่งกว่าในเชิงพฤติกรรมของแพทย์ท่านนี้ เพื่อนป๋องเล่าว่าตนเองเป็นคนที่มีอาการนอนกรนและหยุดหายใจขณะหลับมานานกว่า 10 ปี โดยใช้เครื่อง CPAP ในการรักษามาตลอด จนกระทั่งเห็นป้ายโฆษณาของแพทย์ท่านนี้ที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน จึงเข้าไปปรึกษาด้วยความหวังว่าจะหายขาดโดยไม่ต้องใช้เครื่อง ด้วยความที่เป็นคนรอบคอบ เขาได้ตรวจสอบประวัติการศึกษาของแพทย์อย่างละเอียด พบว่าเป็นระดับหัวกะทิของประเทศและจบจากต่างประเทศ จึงเกิดความมั่นใจ แต่หลังจากผ่าตัดครั้งแรก เขาก็ต้องเผชิญกับภาวะเลือดออกผิดปกติจนต้องแอดมิตซ้ำ และต้องผ่าตัดแก้ไขถึง 5 ครั้งภายในเวลา 20 เดือน
จุดพีคของเรื่องราวเพื่อนป๋อง กพล อยู่ที่พฤติกรรมส่วนตัวของแพทย์ โดยเพื่อนป๋องเล่าว่าในระหว่างการรักษาที่ยืดเยื้อ แพทย์ได้ทำการแอดไลน์ส่วนตัวมาหา ไม่ใช่เพื่อติดตามอาการ แต่เพื่อ "ขอยืมเงิน" จำนวน 25,000 บาท โดยอ้างว่ามีปัญหาเรื่องที่ดินและต้องการเงินหมุนเวียนฉุกเฉิน เพื่อนป๋องรู้สึกตกใจและแปลกใจมากที่แพทย์ระดับอาจารย์ในโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังจะมีพฤติกรรมเช่นนี้ เขาพยายามบ่ายเบี่ยงด้วยการอ้างว่าภรรยาไม่อนุมัติการโอนเงิน โดยหวังว่าแพทย์จะเลิกล้มความตั้งใจ แต่เมื่อถึงวันที่ต้องไปติดตามอาการที่โรงพยาบาล เขาได้พกเงินสดติดตัวไปเพียงธนบัตรใบละ 500 บาท จำนวน 2 ใบ และตัดสินใจพูดกับแพทย์ตรงๆ ว่ามีเงินติดตัวเพียงเท่านี้ หากแพทย์ต้องการจะเอา เขาแบ่งให้ได้ครึ่งหนึ่งคือ 500 บาท โดยในใจลึกๆ หวังว่าแพทย์จะปฏิเสธด้วยความละอาย แต่ผิดคาด แพทย์กลับคว้าเงิน 500 บาทนั้นไปทันที สร้างความมึนงงให้กับเพื่อนป๋องเป็นอย่างมาก
ในส่วนของ เพื่อนป๋องกพล ซึ่งเป็นผู้เสียหายรายที่สาม ได้เปิดเผยเรื่องราวที่น่าเหลือเชื่อยิ่งกว่าในเชิงพฤติกรรมของแพทย์ท่านนี้ เพื่อนป๋องเล่าว่าตนเองเป็นคนที่มีอาการนอนกรนและหยุดหายใจขณะหลับมานานกว่า 10 ปี โดยใช้เครื่อง CPAP ในการรักษามาตลอด จนกระทั่งเห็นป้ายโฆษณาของแพทย์ท่านนี้ที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน จึงเข้าไปปรึกษาด้วยความหวังว่าจะหายขาดโดยไม่ต้องใช้เครื่อง ด้วยความที่เป็นคนรอบคอบ เขาได้ตรวจสอบประวัติการศึกษาของแพทย์อย่างละเอียด พบว่าเป็นระดับหัวกะทิของประเทศและจบจากต่างประเทศ จึงเกิดความมั่นใจ แต่หลังจากผ่าตัดครั้งแรก เขาก็ต้องเผชิญกับภาวะเลือดออกผิดปกติจนต้องแอดมิตซ้ำ และต้องผ่าตัดแก้ไขถึง 5 ครั้งภายในเวลา 20 เดือน
ยอมรับว่าที่ยอมให้เงินและโอนเพิ่มให้อีกในภายหลังรวมเป็น 5,000 บาท เพราะกลัวว่าหากไม่ให้ จะส่งผลกระทบต่อการรักษา เนื่องจากตนเองต้องนอนอยู่บนเตียงผ่าตัดภายใต้มีดหมอของคนคนนี้ จึงจำยอมต้องทำตามเพื่อซื้อความปลอดภัย แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับตรงกันข้าม การผ่าตัดครั้งที่ 4 และ 5 ยิ่งทำให้สภาพร่างกายแย่ลง จมูกของเขาถูกตัดกระดูกและผนังกั้นจนทะลุถึงกัน ล่าสุดเมื่อไปตรวจ Sleep Test ใหม่ พบว่าค่าการหยุดหายใจขณะหลับพุ่งสูงขึ้นเป็น 28 ครั้งต่อชั่วโมง ซึ่งแย่กว่าก่อนผ่าตัดที่มีค่าอยู่ที่ 25 ครั้งเสียอีก เพื่อนป๋องเล่าด้วยความเจ็บปวดว่า ทุกวันนี้เขายังมีอาการสำลักน้ำ มีเสมหะและเลือดไหลลงคอตลอดเวลา และต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากไม่ต่างจากผู้เสียหายรายอื่น
แท็กที่เกี่ยวข้อง โหนกระแส ,รายการโหนกระแส