31 ก.ค. 2568
ดร.หนุ่มถูกแก๊งคอลฯ หลอกคุยโทรศัพท์ 7 วัน 7 คืน ก่อนสั่งโอนเงินสูญกว่า 8 ล้าน
วิศวกร อายุ 32 ปี เดินทางเข้าร้องทุกข์กับคุณเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด หลังถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ บังคับให้โอนเงินกว่า 8 ล้านบาท ในห้วงเวลา 7 วัน
คุณศิวัช เล่าว่า เหตุการณ์เกิดเมื่อวันที่ 5 เมษายน ที่ผ่านมา โดยได้รับสายจากมิจฉาชีพที่อ้างตัวเป็นดีเอสไอ แจ้งว่าตนเองมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีเปิดบัญชีม้า ก่อนจะออกอุบายให้แอดไลน์ และเปิดกล้อง video call มา
โดยก่อนหน้านี้ ได้ส่งเอกสารการอายัดมา และบอกว่าให้โอนเงินไปเพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงิน ซึ่งในขณะนั้น มิจฉาชีพ จะให้ตนอยู่ภายในห้องคนเดียว ทำให้ตนรู้สึกตกใจเพราะยังข่มขู่ว่าหากไม่ทำตาม จะถูกอายัดทรัพย์สินทั้งของตน และคนในครอบครัวทั้งหมด จึงยอมกระทำตามคำสั่ง
ซึ่งพฤติการณ์คือ ให้ตนคุยกับบุคคลแรกที่เป็นผู้หญิง แล้วหลังจากนั้นก็จะสายต่อให้สายต่อๆ ไปเรื่อยๆ รวมเบ็ดเสร็จเท่าที่นับได้ 5 คน ตร.คนแรกเป็นคนแจ้งเรื่องว่าโดนคดี คนที่ 2 เป็นตำรวจชั้นผู้น้อย คนที่ 3 เป็นผู้กำกับการ คนที่ 4 เป็นตำรวจที่มาคอยจับตาดู 24 ชม. และ คนที่ 5 เป็นผู้ช่วยตำรวจคนที่ 4
ซึ่งการถือสายในการพูดคุยครั้งนี้ ใช้ระยะเวลาไปถึง 7 วัน 7 คืน ตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน ถึง11 เมษายน โดยห้ามวางสาย
และจะออกอุบายให้โอนเงินออกไปเรื่อยๆ ในบัญชีที่แตกต่างกัน รวม 11 ครั้ง จากไป 5 บัญชี 4 ธนาคาร รวม 8,465,084 บาท
และคนร้ายพยายามตรวจสอบว่าตนเองมีทรัพย์สินอะไรที่เป็นชื่อเจ้าของเพียงคนเดียวให้เอามาให้หมดเพื่อมาแปลงเป็นทรัพย์สิน ไม่ว่าจะเป็นคอนโดมิเนียม ที่จะให้ไปจำนอง มูลค่าหนึ่งล้านบาท แต่เคราะห์ดีที่ธนาคารปฏิเสธ
แต่คนร้าย ก็ยังให้เอาบัตรเครดิตของตนไปกดเงินสดออกมาทั้งหมด จนบัตรเครดิตเต็มวงเงิน และให้โอนให้คนร้าย
รวมถึงเมื่อทราบว่าคุณศิวัช มีสลากออมสินมูลค่ากว่า 2 ล้าน 5 แสน และสลากดิจิตอลอีก 1 แสน 7 หมื่นบาท ก็บอกให้คุณศิวัช เดินทางไปกลับที่หาดใหญ่ เพื่อนำสลากออมสินมาเพื่อแปลงเป็นเงินโอนให้อีกด้วย
โดยตลอดการเดินทางก็ยังคงให้ค้างสายตลอด แม้แต่ตอนที่ได้สลากไปแล้ว และจะเดินทางกลับกรุงเทพฯ มิจฉาชีพก็ยังให้ตนเซลฟี่รูปคู่กับตั๋วเครื่องบิน เพื่อยืนยันว่าขึ้นเครื่องแล้วจริงๆ โดยบอกว่าให้ค้างสายไว้จนสายตัด พอเครื่องลง ก็จะติดต่อมาอีก
เมื่อสอบถามว่าทำไมถึงไม่เอะใจถึงพฤติกรรมดังกล่าว นายศิวัช บอกว่า ปนไปอาศัยอยู่ที่ต่างประเทศเป็นเวลา 9 ปี ซึ่งไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้มาก่อนกระทั่งกลับมามาถึงที่ประเทศไทย และอาศัยอยู่ที่นี่ประมาณ 1 ปี ก็พบว่าตลอดระยะเวลาที่อาศัยในประเทศไทยนั้น ก็มีเบอร์มิจฉาชีพโทรเข้ามาอยู่บ่อยครั้ง แต่ตนก็จับได้ทุกครั้งแต่ในครั้งนี้กลับมีความแนบเนียนในการหลอกลวง และด้วยความกลัวตนจึงต้องทำตามอีกฝ่ายที่ได้ข่มขู่มา
กระทั่งวันที่ 11 เมษายนตน คนร้ายให้ ตนโทนศัพท์ไปขอเงินทางคุณพ่ออีก ตนเองจึงโทรไปและพ่อก็พยามซักถามว่าจะเอาไปทำอะไร แต่เป็นเพราะว่าปกติตนเองไม่โกหก และตอบคำถามไม่ได้ พ่อเลยถามว่าใครสั่ง ให้โอน ตนจึงบอกพ่อไป ก่อนที่พ่อจะบอกว่า "อย่าโอนเงิน" จึงรู้ตัว และทางครอบครัวก็พยามแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ
จากนั้นตนก็ไปแจ้งความที่ สภ.คลองหลวง ซึ่งสอบถามกับทางตำรวจเมื่อตอนสัปดาห์ที่ผ่านมาบอกว่า อยู่ระหว่างรอการรวบรวมเอกสารจากทางธนาคารมาให้ตำรวจ แล้วจะออกหมายจับภายหลัง ซึ่งส่วนตัวก็ไม่รู้ว่าจะได้เงินคืนหรือไม่ แต่ตอนนี้ ต้องเอาเงินเก็บที่เหลืออยู่ไปจ่ายบัตรเครดิตที่คนร้ายให้กดไป ทำให้เงินก้อนนี้ที่ต้องเอามาใช้ต่อลมหายใจร้านอาหารย่านคลองสามของตนเอง ก็กลายเป็นว่าอาจจะต้องปิดร้านลง แล้วไปเช่าเพื่อเปิดร้านที่เล็กลง
ทางด้านนายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด ได้เปิดเผยหลังจากที่รับฟังเรื่องราวดังกล่าวว่า ทางเพจฯ จะประสานไปยังผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือตำรวจไซเบอร์ เพื่อให้ติดตามตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษต่อไป
ชชชชชชชชชชชชชชช
ดร.หนุ่มถูกแก๊งคอลฯ หลอกคุยโทรศัพท์ 7 วัน 7 คืน ก่อนสั่งโอนเงินสูญกว่า 8 ล้าน
ด็อกเตอร์หนุ่มโดนเอง แก๊งคอลเซ็นเตอร์อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ บังคับคุย 7 วัน 7 คืน ถูกสั่งโอนเงินกว่า 8 ล้านบาท
ดร.ศิวัช วิศวกรอายุ 32 ปี เดินทางเข้าร้องทุกข์กับคุณเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด หลังถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ บังคับให้โอนเงินกว่า 8 ล้านบาท ในห้วงเวลา 7 วัน
คุณศิวัช เล่าว่า เหตุการณ์เกิดเมื่อวันที่ 5 เมษายน ที่ผ่านมา โดยได้รับสายจากมิจฉาชีพที่อ้างตัวเป็นดีเอสไอ แจ้งว่าตนเองมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีเปิดบัญชีม้า ก่อนจะออกอุบายให้แอดไลน์ และเปิดกล้อง video call มา
โดยก่อนหน้านี้ ได้ส่งเอกสารการอายัดมา และบอกว่าให้โอนเงินไปเพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงิน ซึ่งในขณะนั้น มิจฉาชีพ จะให้ตนอยู่ภายในห้องคนเดียว ทำให้ตนรู้สึกตกใจเพราะยังข่มขู่ว่าหากไม่ทำตาม จะถูกอายัดทรัพย์สินทั้งของตน และคนในครอบครัวทั้งหมด จึงยอมกระทำตามคำสั่ง
ซึ่งพฤติการณ์คือ ให้ตนคุยกับบุคคลแรกที่เป็นผู้หญิง แล้วหลังจากนั้นก็จะสายต่อให้สายต่อๆ ไปเรื่อยๆ รวมเบ็ดเสร็จเท่าที่นับได้ 5 คน ตร.คนแรกเป็นคนแจ้งเรื่องว่าโดนคดี คนที่ 2 เป็นตำรวจชั้นผู้น้อย คนที่ 3 เป็นผู้กำกับการ คนที่ 4 เป็นตำรวจที่มาคอยจับตาดู 24 ชม. และ คนที่ 5 เป็นผู้ช่วยตำรวจคนที่ 4
ซึ่งการถือสายในการพูดคุยครั้งนี้ ใช้ระยะเวลาไปถึง 7 วัน 7 คืน ตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน ถึง11 เมษายน โดยห้ามวางสาย
และจะออกอุบายให้โอนเงินออกไปเรื่อยๆ ในบัญชีที่แตกต่างกัน รวม 11 ครั้ง จากไป 5 บัญชี 4 ธนาคาร รวม 8,465,084 บาท
และคนร้ายพยายามตรวจสอบว่าตนเองมีทรัพย์สินอะไรที่เป็นชื่อเจ้าของเพียงคนเดียวให้เอามาให้หมดเพื่อมาแปลงเป็นทรัพย์สิน ไม่ว่าจะเป็นคอนโดมิเนียม ที่จะให้ไปจำนอง มูลค่าหนึ่งล้านบาท แต่เคราะห์ดีที่ธนาคารปฏิเสธ
แต่คนร้าย ก็ยังให้เอาบัตรเครดิตของตนไปกดเงินสดออกมาทั้งหมด จนบัตรเครดิตเต็มวงเงิน และให้โอนให้คนร้าย
รวมถึงเมื่อทราบว่าคุณศิวัช มีสลากออมสินมูลค่ากว่า 2 ล้าน 5 แสน และสลากดิจิตอลอีก 1 แสน 7 หมื่นบาท ก็บอกให้คุณศิวัช เดินทางไปกลับที่หาดใหญ่ เพื่อนำสลากออมสินมาเพื่อแปลงเป็นเงินโอนให้อีกด้วย โดยตลอดการเดินทางก็ยังคงให้ค้างสายตลอด
แม้แต่ตอนที่ได้สลากไปแล้ว และจะเดินทางกลับกรุงเทพฯ มิจฉาชีพก็ยังให้ตนเซลฟี่รูปคู่กับตั๋วเครื่องบิน เพื่อยืนยันว่าขึ้นเครื่องแล้วจริงๆ โดยบอกว่าให้ค้างสายไว้จนสายตัด พอเครื่องลง ก็จะติดต่อมาอีก
เมื่อสอบถามว่าทำไมถึงไม่เอะใจถึงพฤติกรรมดังกล่าว นายศิวัช บอกว่า ปนไปอาศัยอยู่ที่ต่างประเทศเป็นเวลา 9 ปี ซึ่งไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้มาก่อนกระทั่งกลับมามาถึงที่ประเทศไทย และอาศัยอยู่ที่นี่ประมาณ 1 ปี ก็พบว่าตลอดระยะเวลาที่อาศัยในประเทศไทยนั้น ก็มีเบอร์มิจฉาชีพโทรเข้ามาอยู่บ่อยครั้ง แต่ตนก็จับได้ทุกครั้งแต่ในครั้งนี้กลับมีความแนบเนียนในการหลอกลวง และด้วยความกลัวตนจึงต้องทำตามอีกฝ่ายที่ได้ข่มขู่มา
กระทั่งวันที่ 11 เมษายนตน คนร้ายให้ตนโทนศัพท์ไปขอเงินทางคุณพ่ออีก ตนเองจึงโทรไปและพ่อก็พยามซักถามว่าจะเอาไปทำอะไร แต่เป็นเพราะว่าปกติตนเองไม่โกหก และตอบคำถามไม่ได้ พ่อเลยถามว่าใครสั่ง ให้โอน ตนจึงบอกพ่อไป ก่อนที่พ่อจะบอกว่า "อย่าโอนเงิน" จึงรู้ตัว และทางครอบครัวก็พยามแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ
จากนั้นตนก็ไปแจ้งความที่ สภ.คลองหลวง ซึ่งสอบถามกับทางตำรวจเมื่อตอนสัปดาห์ที่ผ่านมาบอกว่า อยู่ระหว่างรอการรวบรวมเอกสารจากทางธนาคารมาให้ตำรวจ แล้วจะออกหมายจับภายหลัง ซึ่งส่วนตัวก็ไม่รู้ว่าจะได้เงินคืนหรือไม่ แต่ตอนนี้ ต้องเอาเงินเก็บที่เหลืออยู่ไปจ่ายบัตรเครดิตที่คนร้ายให้กดไป ทำให้เงินก้อนนี้ที่ต้องเอามาใช้ต่อลมหายใจร้านอาหารย่านคลองสามของตนเอง ก็กลายเป็นว่าอาจจะต้องปิดร้านลง แล้วไปเช่าเพื่อเปิดร้านที่เล็กลง
ทางด้านนายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด ได้เปิดเผยหลังจากที่รับฟังเรื่องราวดังกล่าวว่า ทางเพจฯ จะประสานไปยังผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือตำรวจไซเบอร์ เพื่อให้ติดตามตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษต่อไป
รับชมทางยูทูบที่ : https://youtu.be/TgFXFYc92hk
1 พ.ค. 2568
664 views
EP อื่นๆ
30 ก.ค. 2568
30 ก.ค. 2568
30 ก.ค. 2568
30 ก.ค. 2568
30 ก.ค. 2568
30 ก.ค. 2568
30 ก.ค. 2568
30 ก.ค. 2568
30 ก.ค. 2568
29 ก.ค. 2568
คลิปเต็มรายการเรื่องเด่นเย็นนี้ 29 กรกฎาคม 2568
29 ก.ค. 2568
29 ก.ค. 2568
29 ก.ค. 2568
29 ก.ค. 2568
29 ก.ค. 2568