24 ก.ย. 2569
คนไทยเดินทางเที่ยวต่างประเทศสูงสุดเป็นประวัติการณ์ “จีน” หมุดหมายอันดับ 1 “เกาหลีใต้” ร่วงมาอยู่ที่ 13
คนไทยเดินทางเที่ยวต่างประเทศสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ปี 2568 ยอดทะลุกว่า 13.06 ล้านคน และใช้จ่ายรวม 5.59 แสนล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ทั้งในแง่จำนวนคนและการใช้จ่าย “จีน” ขึ้นเป็นจุดหมายอันดับ 1 หลังฟรีวีซ่า ขณะที่ “เกาหลีใต้” ร่วงมาอยู่อันดับที่ 13
สราลี วงษ์เงิน นักเศรษฐศาสตร์ จากทีม Bnomics โดยธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่าคนไทยเที่ยวเมืองนอกสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งปี 2568 คนไทยไปเที่ยวต่างประเทศกว่า 13.06 ล้านคน เพิ่มขึ้น 11.4% และสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่รายจ่ายรวมแตะ 5.59 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 29.5% คิดเป็นเงินกว่า 1,530 ล้านบาทต่อวัน หรือเฉลี่ยประมาณ 42,790 บาทต่อทริป หรือราว 6,609 บาทต่อวัน
ส่วนหนึ่งมาจากการกลับมาของจีน หลังความตกลงยกเว้นวีซ่าถาวรไทย–จีนช่วยให้การเดินทางง่ายขึ้นมาก แต่แม้ตัดรายจ่ายของคนไทยที่เดินทางไปจีนออกทั้งหมด รายจ่ายท่องเที่ยวต่างประเทศของคนไทยก็ยังสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ สิ่งที่เกิดขึ้นในปี 2568 จึงไม่ได้มีเพียง “China Effect” แต่เป็นการกลับมาของความต้องการเดินทางต่างประเทศในวงกว้าง
แต่ละประเทศทำอะไร จึงสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวไทยได้สำเร็จ
-“จีน” : ฟรีวีซ่าคือจุดเริ่มต้น แต่ “ความคุ้มค่า” ทำให้คนอยากไป
จีนขึ้นเป็นจุดหมายอันดับ 1 ด้วยนักท่องเที่ยวไทยกว่า 3.06 ล้านคน หรือเกือบ 1 ใน 4 ของคนไทยที่เดินทางไปต่างประเทศทั้งหมด และมีรายจ่ายรวมกว่า 120,253 ล้านบาท ซึ่งค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 39,317 บาทต่อทริป หรือ 5,670 บาทต่อวัน พัก 6.9 วัน
ความตกลงยกเว้นวีซ่าถาวรไทย–จีนที่มีผลตั้งแต่เดือนมีนาคม 2567 ช่วยลดทั้งค่าใช้จ่าย เวลา และความยุ่งยากก่อนออกเดินทาง แต่ฟรีวีซ่าเพียงอย่างเดียวคงอธิบายไม่ได้ทั้งหมดว่าเหตุใดจีนจึงขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งได้อย่างรวดเร็ว
จีนมีทั้งระบบขนส่งที่ครอบคลุมและแหล่งท่องเที่ยวหลากหลาย ตั้งแต่มหานคร เมืองประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ ไปจนถึงเมืองหิมะ ขณะที่คนไทยใช้เงินเที่ยวจีนเฉลี่ยต่อทริปต่ำกว่าญี่ปุ่นประมาณ 24% จุดแข็งของจีนจึงอยู่ที่ Value for Money ฟรีวีซ่าช่วยลดอุปสรรค ส่วนความคุ้มค่าช่วยให้จีนแข่งขันกับจุดหมายอื่นได้ดีขึ้น
-มาเลเซีย: เมื่อข้อได้เปรียบคือ “ไปง่าย”
มาเลเซียเป็นจุดหมายอันดับ 2 ด้วยนักท่องเที่ยวไทย 1.72 ล้านคน และมีรายจ่ายรวมประมาณ 33,381 ล้านบาท ซึ่งค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 19,407 บาทต่อทริป หรือ 4,652 บาทต่อวัน พัก ? 4.2 วัน
ข้อได้เปรียบสำคัญคือความใกล้และความสะดวก ไทยและมาเลเซียมีพรมแดนติดกัน ทำให้เดินทางได้ทั้งรถยนต์ รถโดยสาร รถไฟ และเครื่องบิน ขณะที่กัวลาลัมเปอร์ ปีนัง และยะโฮร์บาห์รูเป็นทั้งเมืองท่องเที่ยวและศูนย์กลางการเดินทาง
มาเลเซียจึงเป็นตัวอย่างว่า Accessibility สามารถเป็น Competitive Advantage ได้ไม่ต่างจากตัวแหล่งท่องเที่ยวเอง
-ลาว: เมื่อ Connectivity เปลี่ยนวิธีที่คนเดินทาง
คนไทยเดินทางไปลาวกว่า 1.44 ล้านคน และใช้จ่ายรวมประมาณ 22,057 ล้านบาท ซึ่งค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 15,313 บาทต่อทริป หรือ 4,229 บาทต่อวัน พัก 3.6 วัน
ลาวได้เปรียบจากความใกล้ ค่าใช้จ่ายไม่สูง และความเชื่อมโยงกับไทยอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คือ โครงสร้างพื้นฐานด้านการเดินทาง รถไฟลาว–จีนที่เปิดให้บริการในปี 2564 ทำให้การเดินทางจากเวียงจันทน์ไปวังเวียงและหลวงพระบางรวดเร็วขึ้น และยังเชื่อมต่อไปยังจีนตอนใต้
เมื่อเมืองต่าง ๆ เข้าถึงง่ายขึ้น ต้นทุนด้านเวลาของนักท่องเที่ยวก็ลดลง กรณีของลาวจึงแสดงให้เห็นว่า Connectivity ไม่ได้ช่วยเฉพาะการค้าและโลจิสติกส์ แต่ยังเพิ่มโอกาสให้ภาคท่องเที่ยวด้วย
-ญี่ปุ่น: ประเทศที่คนไทย “ยอมจ่าย”
ญี่ปุ่นอยู่ในอันดับ 4 ด้วยนักท่องเที่ยวไทยกว่า 1.23 ล้านคน และมีรายจ่ายรวมประมาณ 63,269 ล้านบาท ซึ่งค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 51,558 บาทต่อทริป หรือ 7,902 บาทต่อวัน พัก ? 6.5 วัน
แม้จำนวนผู้เดินทางจะต่ำกว่าจีน มาเลเซีย และลาว แต่รายจ่ายรวมกลับสูงกว่ามาเลเซียและลาวอย่างชัดเจน โดยญี่ปุ่นมีธรรมชาติ อาหาร วัฒนธรรม แหล่งชอปปิ้ง ความสะอาด ความปลอดภัย และระบบขนส่งที่เดินทางด้วยตัวเองได้ง่าย ทำให้นักท่องเที่ยวไทย ยอมจ่ายมากขึ้นต่อหนึ่งทริป
การแข่งขันของญี่ปุ่นจึงไม่ได้อยู่ที่จำนวนเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ มูลค่าที่สร้างได้จากนักท่องเที่ยวแต่ละคน
-สหราชอาณาจักร: ตลาดไกลที่กลับมาคึกคัก
ปี 2568 คนไทยเดินทางไปสหราชอาณาจักรกว่า 4.92 แสนคน เพิ่มขึ้นถึง 39.7% และมีรายจ่ายรวมกว่า 64,627 ล้านบาท ซึ่งค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 131,089 บาทต่อทริป หรือ 9,619 บาทต่อวัน พัก 13.6 วัน
แม้จะเป็นตลาดระยะไกล แต่รายจ่ายเฉลี่ยต่อทริปสูงกว่าจุดหมายหลักในเอเชียหลายเท่า ส่วนหนึ่งมาจากระยะเวลาพำนักที่ยาวกว่า รวมถึงการเดินทางเพื่อท่องเที่ยว การศึกษา และเยี่ยมญาติ สะท้อนว่าการเดินทางต่างประเทศของคนไทยไม่ได้ฟื้นเฉพาะประเทศใกล้บ้านหรือจุดหมายราคาประหยัดเท่านั้น ตลาด Long-haul ก็กลับมาคึกคักเช่นกัน
-เกาหลีใต้: เมื่อ “ความไม่แน่นอน” กลายเป็นต้นทุน
ก่อนโควิด ในปี 2562 มีคนไทยเดินทางไปเกาหลีใต้กว่า 5.59 แสนคน แต่ปี 2568 ลดลงเหลือประมาณ 3.28 แสนคน หดตัว 13.8% จากปีก่อน และหล่นมาอยู่ในอันดับ 13
เกาหลีใต้ไม่ได้สูญเสียจุดแข็งด้านวัฒนธรรม อาหาร K-Pop หรือแหล่งท่องเที่ยว แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปัญหาคนไทยลักลอบทำงานผิดกฎหมายทำให้การตรวจคนเข้าเมืองเข้มงวดขึ้น และมีกรณีนักท่องเที่ยวไทยถูกปฏิเสธการเข้าเมืองจนกลายเป็นประเด็นในไทย
ความไม่แน่นอนเหล่านี้มีต้นทุน เพราะนักท่องเที่ยวต้องซื้อตั๋ว จองโรงแรม วางแผนวันลา และเตรียมค่าใช้จ่ายก่อนเดินทาง หากยังไม่มั่นใจว่าจะผ่านด่านเข้าเมืองได้หรือไม่ ต้นทุนที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการเดินทางก็สูงขึ้น และเมื่อมีทางเลือกอื่นที่เดินทางง่ายกว่า นักท่องเที่ยวบางส่วนก็สามารถเปลี่ยนจุดหมายได้
เกาหลีใต้ทำให้เห็นว่าการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวไม่ได้มีเพียงการทำให้คน “อยากมา” แต่ต้องทำให้คน “มั่นใจว่าจะมาได้” ด้วย
จาก Outbound Boom สู่บทเรียนสำหรับการท่องเที่ยวไทย
สิ่งที่เห็นจากหลายประเทศคือ นักท่องเที่ยวไม่ได้ตัดสินใจจากแหล่งท่องเที่ยวหรือราคาเพียงอย่างเดียว การค้นหาข้อมูล เที่ยวบิน การผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง ระบบขนส่ง การชำระเงิน ไปจนถึงบริการระหว่างทริป ทุกขั้นตอนล้วนมีผลต่อการตัดสินใจ
สำหรับประเทศไทย การดึงนักท่องเที่ยวให้ได้มากขึ้นอาจเป็นเพียงแค่ส่วนเดียว แต่การทำอย่างไรให้คนที่เลือกมาเที่ยวไทยรู้สึกว่า การเดินทางครั้งนี้ง่าย คุ้มค่า อุ่นใจ และอยากกลับมาอีกครั้ง เพราะนักท่องเที่ยวไม่ได้จ่ายเพียง “เงิน” แต่ยังจ่ายด้วย เวลาและความสะดวกสบาย
ดังนั้น ประเทศที่ “คุ้มกับเงินและเวลาที่จ่ายไป” ก็จะมีโอกาสอยู่ในตัวเลือกของนักท่องเที่ยวมากขึ้น
24 ก.ย. 2569
1.4K views
EP อื่นๆ
24 ก.ย. 2569
24 ก.ย. 2569
24 ก.ย. 2569
24 ก.ย. 2569
24 ก.ย. 2569
24 ก.ย. 2569
24 ก.ย. 2569
24 ก.ย. 2569
24 ก.ย. 2569
24 ก.ย. 2569
24 ก.ย. 2569
24 ก.ย. 2569
24 ก.ย. 2569
24 ก.ย. 2569
24 ก.ย. 2569
24 ก.ย. 2569
24 ก.ย. 2569
24 ก.ย. 2569