23 มี.ค. 2569
จับกลุ่มอิทธิพลเชียงใหม่ ลอบขุดทรายนาน 19 ปี สนิทสนมกับนักการเมือง ชาวบ้านเดือดร้อนไม่กล้าแจ้ง
จับกลุ่มผู้มีอิทธิพล จ.เชียงใหม่ ลักลอบขุดทรายนาน 19 ปี ชาวบ้านในพื้นที่เดือดร้อนมานานแต่ไม่กล้าแจ้ง หวั่นไม่ปลอดภัย ตำรวจเผย จากการรวบรวมเบาะแสประชาชนในพื้นที่ยังรับรู้กันว่าเจ้าของเหมืองทรายมีความสนิทสนมกับนักการเมือง ข้าราชการระดับสูง และบุคคลสำคัญในกลุ่มการเมือง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมนำโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปราม (กก.4 บก.ป.) พร้อมด้วยคณะเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปราม การกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (กก.4 บก.ปทส.), เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่33 เชียงใหม่, เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการปฏิบัติการพิเศษ กองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจภูธร ภาค 5 (กก.ปพ.สส.ภ.5), เจ้าหน้าที่สถานีตำรวจภูธรสันป่าตอง และ เจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันและรักษาป่าที่ ชม.13 (สันป่าตอง) จับกุมผู้ต้องหาจำนวน 7 ราย
1.ร้อยเอก อายุ 80 ปี เจ้าของที่ดิน/ผู้ว่าจ้าง/นายจ้าง/ผู้รับอนุญาตตามใบแจ้งการขุดดิน/ถมดิน
2.ชายอายุ 33 ปี ผู้ต้องหาที่ 1 ตรวจพบอยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุขณะทำหน้าที่เป็นผู้ขับขี่/ควบคุมรถแบคโฮล
3.ชายอายุ 30 ปี ผู้ต้องหาที่ 2 ตรวจพบอยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุขณะทำหน้าที่เป็นผู้ขับขี่/ควบคุมรถแบคโฮล
4.ชายอายุ 34 ปี ผู้ต้องหาที่ 3 พบเป็นผู้ขับขี่/ควบคุมรถบรรทุกหกล้อแบบยกดั้มได้ ทะเบียน เชียงใหม่ ซึ่งบรรทุกทรายขุด ขน ลำเลียง ชักลาก ออกมาจากบริเวณที่เกิดเหตุ
5. ชายอายุ 31 ปี ผู้ต้องหาที่ 4 พบเป็นผู้ขับขี่/ควบคุมรถบรรทุกหกล้อ แบบยกดั้มได้ ทะเบียน เชียงใหม่ ซึ่งบรรทุกทรายขุด ขน ลำเลียง ชักลาก ออกมาจากบริเวณที่เกิดเหตุ
6.ชายอายุ 39 ปี ผู้ต้องหาที่ 5 พบเป็นผู้ขับขี่/ควบคุมรถบรรทุกหกล้อ แบบยกดั้มได้ ทะเบียน เชียงใหม่ ซึ่งบรรทุกทรายขุด ขน ลำเลียง ชักลาก ออกมาจากบริเวณที่เกิดเหตุ
7.หญิงอายุ 35 ปี ผู้ต้องหาที่ 6 พบเป็นผู้จดรายการเที่ยวรถวิ่งทรายขุดประจำบ่อขุดดินฯ พร้อมของกลาง รถแบคโฮล 2 คัน, รถบรรทุกหกล้อแบบยกดั๊มได้ บรรทุกทรายขุดเต็มลำรถ รวม 3 คัน ใบจดรายการเที่ยวรถวิ่งทราย
จับกุมที่บริเวณบริเวณโฉนดที่ดินแห่งหนึ่ง และ น.ส.3 ก ท้องที่หมู่ 7 ตำบลน้ำบ่อหลวง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่
พฤติการณ์ในการจับกุม เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปราม (กก.4 บก.ป.) ได้รับแจ้งเบาะแสและเรื่องร้องเรียน จากประชาชนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ว่า มีกลุ่มบุคคลซึ่งมีพฤติการณ์ เข้าข่ายเป็นผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ดำเนินกิจการขุด ตัก และลอกทรายฝ่าฝืนกฎหมายมาเป็นระยะเวลานาน ตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ.2550 ไม่เคยถูกจับกุมโดยอาศัยอิทธิพลและความสัมพันธ์กับบุคคลมีสี และนักการเมือง

ทำให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับความเดือดร้อน เกรงกลัวอิทธิพลและไม่กล้าเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อหน่วยงานในท้องที่ประชาชนจึงร้องขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปราม เข้าทำการตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมาย
จากการสืบสวนตรวจสอบของเจ้าหน้าที่พบว่า มีการใช้เครื่องจักรกลหนักเข้าขุด ตัก และลอกทราย ในลำน้ำแม่ขาน ท้องที่อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีการขุดลอกใต้แนวฝาย ส่งผลให้โครงสร้างฝาย เกิดความเสียหาย ทิศทางการไหลของน้ำเปลี่ยนแปลง ก่อให้เกิดการกัดเซาะตลิ่งอย่างรุนแรง บ้านเรือนและที่ดินของประชาชนซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง และส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและความเป็นอยู่ของชุมชนโดยรอบ
ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้สนธิกำลังเข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ บริเวณโฉนดที่ดินแห่งหึ่ง และที่ดิน น.ส.3 ก หมู่ 7 ตำบลน้ำบ่อหลวง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ พบการกระทำความผิดกำลังดำเนินอยู่ โดยมีการใช้รถแบคโฮลขุดตักทราย และใช้รถบรรทุกหกล้อหลายคันลำเลียงทรายออกจากพื้นที่ไปจำหน่ายเชิงพาณิชย์
จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงในที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่พบว่า ร้อยเอก อายุ 80 ปี เป็นเจ้าของที่ดินและผู้ว่าจ้างให้มีการดำเนินการดังกล่าว โดยให้การยอมรับว่าได้ว่าจ้างให้มีการขุดตักและลอกทรายในพื้นที่จริง โดยอ้างว่าเป็นการขุดทรายที่ไหลมาทับถมจากเหตุอุทกภัย เพื่อนำไปจำหน่ายและนำเงินรายได้ไปใช้ในการก่อสร้างเขื่อนหรือแนวป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำ
จากการตรวจสอบเอกสารพบว่า แม้จะมีการแจ้งการขุดดินตามพระราชบัญญัติการขุดดินและถมดิน แต่ใบอนุญาตตั้งและประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4) ซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการประกอบกิจการลักษณะดังกล่าว ได้สิ้นอายุไปแล้วเป็นเวลานาน และไม่มีการยื่นขอต่ออายุตามที่กฎหมายกำหนด นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังตรวจพบพฤติการณ์การลำเลียงทรายออกจากพื้นที่ด้วยรถบรรทุกหกล้อจำนวนหลายคัน โดยบรรทุกทรายเปียกเต็มคันรถ ไม่มีการคลุมผ้าใบหรือวัสดุป้องกัน ทำให้น้ำเสียและเศษทรายตกหล่นบนถนนสาธารณะตลอดเส้นทาง ส่งผลให้ถนนในชุมชนชำรุดเป็นหลุมเป็นบ่อ สร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ และก่อให้เกิดมลภาวะฝุ่นละอองและเสียงดังรบกวนต่อชุมชนอย่างต่อเนื่อง
ขณะเข้าตรวจสอบ เจ้าหน้าที่พบผู้ต้องหาทั้งหมด รวม 7 ราย มีการแบ่งหน้าที่กันทำอย่างชัดเจน ได้แก่ เจ้าของเหมืองทราย ผู้ควบคุมรถแบคโฮลขุดตักทราย ผู้ขับขี่รถบรรทุกลำเลียงทราย และผู้จดบันทึกรายการเที่ยวรถวิ่งทราย เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัวเข้าจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมด พร้อมตรวจยึดของกลางซึ่งเป็นเครื่องจักรกลหนักและรถบรรทุกที่ใช้ในการกระทำความผิด รวมมูลค่าหลายล้านบาท
จากพฤติการณ์ดังกล่าว เจ้าหน้าที่เห็นว่า การกระทำของกลุ่มผู้ต้องหามีลักษณะเป็นการดำเนินกิจการเชิงพาณิชย์ ใช้เครื่องจักรกลขุด ตัก และลอกทราย เพื่อนำออกจำหน่ายเพื่อแสวงหาประโยชน์ทางการค้า โดยไม่ได้รับอนุญาตให้ตั้งและประกอบกิจการโรงงานตามกฎหมาย จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาตาม พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 ในข้อหา “ร่วมกันตั้งโรงงานจำพวกที่ 3 โดยไม่ได้รับอนุญาต” และ “ร่วมกันประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 3 โดยไม่ได้รับอนุญาต” พร้อมแจ้งสิทธิตามกฎหมาย ผู้ต้องหาทั้ง 7 ราย ให้การ รับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ก่อนควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธร สันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป พฤติกรรมก่อนหน้า (ตามที่ได้รับการร้องเรียนและแจ้งเบาะแส)
จากการรวบรวมข้อมูลและเบาะแสของประชาชนในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ปรากฏว่า เหมืองทรายแห่งนี้เป็นที่รับรู้กันมาโดยตลอดว่า มีเจ้าของเป็นอดีตทหารนอกราชการ และมีเครือข่ายความสัมพันธ์กับบุคคลระดับสูงในแวดวงการเมืองและข้าราชการ ซึ่งประชาชนในพื้นที่มองว่าเป็น “คนมีสี” และเป็นผู้มีอิทธิพล ส่งผลให้กิจการเหมืองทรายดังกล่าวสามารถดำเนินการมาได้อย่างยาวนาน 19 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ.2550 โดยไม่เคยปรากฏว่าถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ประชาชนในพื้นที่พบว่า
เหมืองทรายแห่งนี้ดำเนินกิจการอย่างเปิดเผย มีการใช้เครื่องจักรกลหนักขุด ตัก และลอกทรายเป็นประจำ แม้จะมีเสียงร้องเรียนและความเดือดร้อนเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ทุกครั้งเรื่องกลับเงียบหายไป โดยไม่ปรากฏว่ามีหน่วยงานใดเข้ามาดำเนินการอย่างจริงจัง จนทำให้ประชาชนในพื้นที่เข้าใจว่า กิจการดังกล่าวอาจได้รับการ “คุ้มครอง” จากผู้มีอำนาจนักการเมืองบ้านใหญ่ หรือเครือข่ายอิทธิพลคนมีสี ประชาชนในพื้นที่ยังรับรู้กันว่า เจ้าของเหมืองทรายมีความสนิทสนมกับนักการเมือง ข้าราชการระดับสูง และบุคคลสำคัญในกลุ่มการเมือง
ทำให้ประชาชน ไม่กล้าเข้าแจ้งความหรือร้องเรียนต่อหน่วยงานในพื้นที่ เนื่องจากเกรงว่าจะได้รับผลกระทบหรือถูกตอบโต้ในภายหลัง ด้วยเหตุนี้ ภาพจำของชุมชนต่อเหมืองทรายแห่งนี้ จึงไม่ใช่เพียงกิจการขุดทรายทั่วไป หากแต่ถูกมองว่าเป็น “เหมืองของผู้มีอิทธิพล” ที่สามารถฝ่าฝืนกฎหมายได้โดยไม่ต้องรับผิดชอบ ทั้งที่การดำเนินกิจการได้สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ถนนสาธารณะ บ้านเรือนประชาชน และก่อให้เกิดอุบัติเหตุหลายครั้ง ส่งผลต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในชุมชนโดยรอบอย่างต่อเนื่อง
ด้วยเหตุผลดังกล่าว ประชาชนในพื้นที่จึงได้ร้องขอให้ กองบังคับการปราบปราม เข้ามามีบทบาทหลักในการดำเนินการ บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเข้าตรวจสอบและจับกุมเหมืองทรายที่ถูกมองว่าเป็นของผู้มีอิทธิพลรายนี้อย่างจริงจัง พร้อมทั้งฝากความหวังว่า กระบวนการยุติธรรมของประเทศจะสามารถบังคับใช้กฎหมายได้อย่างเสมอภาค ไม่ว่าผู้กระทำจะมีตำแหน่ง อำนาจ หรือเครือข่ายใดอยู่เบื้องหลังก็ตาม สอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา
5 ก.พ. 2569
1.4K views
EP อื่นๆ
23 มี.ค. 2569
23 มี.ค. 2569
23 มี.ค. 2569
23 มี.ค. 2569
23 มี.ค. 2569
23 มี.ค. 2569
23 มี.ค. 2569
23 มี.ค. 2569
23 มี.ค. 2569
23 มี.ค. 2569
23 มี.ค. 2569
23 มี.ค. 2569
23 มี.ค. 2569
23 มี.ค. 2569
23 มี.ค. 2569
23 มี.ค. 2569
23 มี.ค. 2569
23 มี.ค. 2569