“ทรัมป์” ผู้นำสหรัฐฯ ยุ “อิหร่าน” เปลี่ยนระบอบการปกครอง หลังเปิดฉากโจมตีโรงงานนิวเคลียร์

“โดนัลด์ ทรัมป์” ผู้นำสหรัฐฯ ยุ “อิหร่าน” เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ใช้สโลแกนเดียวกับสหรัฐฯ “Make Iran Great Again” หลังเปิดฉากโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ ด้าน รองประธานาธิบดี แจงเพิ่มเติมปัดเปลี่ยนระบอบ แค่ต้องการยุติโครงการนิวเคลียร์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐอเมริกาโพสต์ข้อความส่งสัญญาณถึง “การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง” ของอิหร่าน หลังจากเปิดฉากโจมตีเป้าหมายทางนิวเคลียร์ที่สำคัญ 3 แห่งของอิหร่านไปเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ผู้นำสหรัฐฯ ได้เขียนข้อความลงบนแพลตฟอร์มทรูธโซเชียลของเขาว่า “การใช้คำว่า ‘เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง’ อาจจะไม่ถูกต้องทางการเมือง แต่ถ้าระบอบการปกครองปัจจุบันไม่สามารถทำให้อิหร่านกลับมายิ่งใหญ่ได้ ทำไมจะมีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองไม่ได้ล่ะ?”

ในข้อความดังกล่าว ทรัมป์ยังเขียนคำว่า “MIGA” ซึ่งย่อมาจากคำว่า “Make Iran Great Again” (ทำให้อิหร่านกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง” ในทำนองเดียวกับสโลแกน “MAGA” หรือ “Make America Great Again” (ทำให้สหรัฐฯ กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง”

อย่างไรก็ดี ข้อความดังกล่าวของทรัมป์ค่อนข้างที่จะสวนทางกับถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลของเขา เช่น รองประธานาธิบดีเจดี แวนซ์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายพีท เฮกเซธ ที่บอกว่าสหรัฐฯ ไม่ได้ต้องการโค่นล้มหรือทำสงครามกับรัฐบาลอิหร่าน แต่มีเป้าหมายที่โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเท่านั้น

รองประธานาธิบดีแวนซ์ ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการของสถานีโทรทัศน์ NBC ว่า “จุดยืนที่ชัดเจนของเราคือ เราไม่ได้ต้องการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง เราไม่ต้องการทำให้ความขัดแย้งยืดเยื้อหรือบานปลาย เราเพียงต้องการยุติโครงการนิวเคลียร์ของพวกเขา จากนั้นเราต้องการเจรจากับฝ่ายอิหร่านเพื่อหาข้อยุติในระยะยาว" พร้อมเสริมว่า “สหรัฐฯ ไม่มีความสนใจที่จะส่งทหารภาคพื้นดินเข้าไปในอิหร่านด้วย"

ทั้งนี้ ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้เปิดปฏิบัติการที่ชื่อว่า “Operation Midnight Hammer” ซึ่งเป็นปฏิบัติการลับที่รับรู้กันในวงจำกัดเพียงไม่กี่คนในรัฐบาลและกองบัญชาการปฏิบัติการตะวันออกกลางของกองทัพสหรัฐฯ ในเมืองแทมปา รัฐฟลอริดา

พลเอก แดน เคน ประธานคณะเสนาธิการร่วมทางทหารของกองทัพสหรัฐฯ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า เครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 จำนวน 7 ลำ ใช้เวลาบิน 18 ชั่วโมงจากสหรัฐฯ เข้าไปยังอิหร่านเพื่อทิ้งระเบิด “บังเกอร์ บัสเตอร์” ที่มีน้ำหนัก 30,000 ปอนด์ จำนวน 14 ลูก และโดยรวมแล้ว สหรัฐฯ ยังใช้อาวุธนำวิถีความแม่นยำสูง 75 ลูก ซึ่งรวมถึงขีปนาวุธโทมาฮอว์กกว่า 24 ลูก และใช้อากาศยานกว่า 125 ลำในปฏิบัติการโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ 3 แห่ง

พลเอกเคนกล่าวว่า การประเมินความเสียหายเบื้องต้นชี้ให้เห็นว่าโรงงานทั้งสามแห่งได้รับความเสียหายและถูกทำลายอย่างรุนแรง แต่ยังไม่ยืนยันว่าขีดความสามารถทางนิวเคลียร์ของอิหร่านยังคงหลงเหลืออยู่หรือไม่

ด้านนายราฟาเอล กรอสซี ผู้อำนวยการสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ระบุว่า ยังไม่สามารถประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมที่ฟอร์โดได้เช่นกัน

อย่างไรก็ดี แหล่งข่าวระดับสูงของอิหร่านเปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์สว่า ก่อนการโจมตีของสหรัฐฯ อิหร่านได้ขนย้ายยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงส่วนใหญ่จากโรงงานฟอร์โด ไปยังสถานที่อื่นที่ไม่ถูกเปิดเผยแล้ว

ด้านรัฐบาลอิหร่านประกาศว่าจะเดินหน้าปกป้องตนเอง และได้ตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธใส่อิสราเอล ทำให้มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก และอาคารหลายแห่งในเมืองเทลอาวีฟได้รับความเสียหาย แต่ยังไม่มีการตอบโต้ฐานทัพสหรัฐฯ โดยตรงตามที่เคยขู่ไว้ก่อนหน้านี้

อย่างไรก็ดี มีรายงานถึงความเป็นไปได้ที่อิหร่านอาจตอบโต้สหรัฐฯ ด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก โดยมีรายงานว่ารัฐบาลอิหร่านมีมติปิดช่องแคบดังกล่าวแล้ว แต่ยังคงต้องรอการอนุมัติขั้นสุดท้ายจากสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดและอยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของประเทศ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ นายมาร์โก รูบิโอ ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลจีนช่วยยับยั้งไม่ให้อิหร่านปิดช่องแคบดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่า “อิหร่านต้องพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซอย่างมากในการขนส่งน้ำมัน การปิดช่องแคบนี้ถือเป็นการฆ่าตัวตายทางเศรษฐกิจสำหรับอิหร่าน”

ผู้เชี่ยวชาญจากบริษัท Washington Ivy Advisors กล่าวว่า การที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ อาจทำให้อิหร่านเผชิญแรงกดดันจากจีน ซึ่งเป็นลูกค้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุด เนื่องจากจีนไม่ต้องการให้การส่งออกน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียหยุดชะงักและไม่ต้องการให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น ดังนั้นจึงคาดว่าจีนจะใช้อิทธิพลทางเศรษฐกิจเพื่อกดดันอิหร่าน



สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของรัฐบาลสหรัฐฯ (EIA) เตือนว่า การปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งอยู่ระหว่างอิหร่านกับโอมาน อาจส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อเศรษฐกิจโลก พร้อมเปิดเผยข้อมูลว่า ในปี 2567 มีน้ำมันดิบประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็น 20% ของการใช้น้ำมันทั่วโลก ถูกขนส่งผ่านช่องแคบแห่งนี้

23 มิ.ย. 2568

197 views

EP อื่นๆ