น้ำเหนือหลากลง “เจ้าพระยา” ทำระดับเพิ่มสูงขึ้น-ไหลเชี่ยว-มีขุ่นแดง กระทบปลากระชังตายอื้อ

ที่จังหวัดอุทัยธานี วันนี้ (31 พ.ค.) สถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาในพื้นที่ ตำบลหาดทนง ตำบลเกาะเทโพ และตำบลท่าซุง อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งเป็นพื้นที่รับมวลน้ำก่อนถึงเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท มีระดับน้ำสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และขุ่นแดง ไหลเชี่ยวแรง โดยช่วงเช้า ที่สถานีวัดน้ำ C2 เมืองนครสวรรค์ (เจ้าพระยา) มีอัตราน้ำไหลผ่านอยู่ที่ 1,357 ลบ.ม/วินาที แม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท อยู่ที่ 1,100 ลบ.ม./วินาที มีระดับเหนือเขื่อน +15.80 ม.รทก. (ต่ำกว่าตลิ่ง 4 ม.) และมีระดับท้ายเขื่อน +17.61 ม.รทก.


นายสุทัศ อายุ 40 ปี ผู้จัดการฟาร์ม ในพื้นที่ตำบลเกาะเทโพ ซึ่งเป็นฟาร์มเลี้ยงปลากระชังใหญ่ที่สุดในย่านนี้ มีทั้งปลาแรดและปลาทับทิมกว่า 100 กระชัง กล่าวว่า ขณะนี้ปริมาณน้ำที่ไหลผ่านพื้นที่เลี้ยงปลามีปริมาณสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และไหลเชี่ยวแรง ส่งผลกระทบต่อกระชังปลาของตนและเกษตรกรรายอื่นๆ ในพื้นที่ ปลาในกระชังเริ่มทยอยตายลงวันละหลายสิบตัวต่อกระชัง รวมแล้วหลายร้อยตัว


พบส่วนใหญ่เป็นปลาขนาดเล็กที่ลงเลี้ยงได้ประมาณ 1 - 2 เดือน เนื่องจากน้ำมีสีขุ่นแดงเป็นตะกอนทำให้ตะกอนไปเกาะเหงือกปลาทำให้ขาดออกซิเจนน็อกตาย จึงต้องชักลากกระชังปลาเข้าฝั่งให้มากที่สุดเพราะเกรงว่าจะได้รับความเสียหายไปมากกว่านี้ และเพิ่มให้การดูแลโดยให้อาหารน้อยลง และให้วิตามินที่จะช่วยให้ปลาในกระชังแข็งแรง พร้อมกับเร่งจับปลาที่ได้ขนาด โดยเฉพาะปลาทับทิมส่งขายทันที ส่วนปลาที่ยังไม่ได้ขนาด หากสถานการณ์น้ำไม่รุนแรงมากขึ้นกว่านี้ก็ยังถือว่ารับมือได้ แต่ต้องเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด


เช่นเดียวกับเกษตรกรรายนย่อยที่มีอาชีพเลียงปลาในกระชังจำนวนมากก็ได้รับความเดือดร้อนกันสถานการณ์ดังกล่าว นายเปรย อายุ 71 ปี เกษตรกรผู้เลียงปลาในกระชังในแม่น้ำเจ้าพระยา ที่บ้านท่ารากหวาย หมูที่ 3 ตำบลเกาะเทโพ อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี กล่าสวว่า ตนเองเลี้ยงปลามานานกว่า 30 ปี ตอนนี้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แม่น้ำเจ้าพระยาสูงจึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกระแสน้ำชี่ยวแรงที่สำคัญน้ำมีสีขุ่นแดงและมีตะกอน ซึ่งตะกอนจะไปเกาะเหงือกทำให้ปลาน็อคตาย ปลาที่เลี้ยงจำนวน 6 กระชัง รวมจำนวน 8 พัน ตัว มีน้ำหนักตัวละ 8 ขีด ซึ่งอีก 1 เดือนก็สามารถจะจับขายได้แล้ว แต่ปลาต้องทนอยตายอย่างต่อเนื่องวันละหลายสิบตัว หากจับขายได้จะขายได้กิโลกรัมละ 100 บาท ต้องสูญเงินไปวันละหลายพันบาท และต้องนำปลาที่ตายนำไปทำปุ๋ยหรือฝังกลบเท่านั้น


ส่วนปลาที่เหลืออาจจะต้องจับปลาขายก่อนกำหนดเพื่อลดความเสียหายดีกว่าปลาจะตายไปทั้งหมด หากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น และเกษตรกรผู้เลี้ยงปลารายนี้ยังได้ตัดพ่อถึงหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ไม่เคยเข้าท่ตรวจ และหากแจ้งไปก็เข้ามาเพียงมาดูเท่านั้น ไม่เคยให้การช่วยเหลือ ตอนนี้คงทำได้โดยการช่วยเหลือตัวเองเท่านั้น แต่ก็ของสะท้อนไปถึงรัฐบาลว่า ขอให้ให้ดูให้การช่วยเหลือเกษตรกรทุกประเภทเหมือนกันก็พอ

31 พ.ค. 2568

89 views

EP อื่นๆ