15 ก.ย. 2568
เปิดที่มา ‘ปลาหมอคางดำ’ เข้าไทยได้อย่างไร ระบาดแหล่งน้ำกว่า 20 ปี แนะยกระดับกำจัดเป็นวาระแห่งชาติ
เปิดปูมหลังที่มา “ปลาหมอคางดำ” พบแห่งแรกใน จ.สมุทรสงคราม ประมาณ 20 ปีที่แล้ว ก่อนจะระบาดไปหลายจังหวัดภาคกลาง ภาคตะวันออก ล่าสุดเริ่มพบในพื้นที่ภาคใต้ นครศรีธรรมราช-สุราษฏร์ธานี-สงขลา แนะยกระดับแก้ปัญหาให้เป็น “วาระแห่งชาติ”
นายปัญญา โตกทอง อายุ 66 ปี เครือข่ายรักษ์อ่าวไทยตอนบน และเครือข่ายประชาคมคนรักแม่กลอง กล่าวถึงปลาหมอคางดำว่า เริ่มระบาดเข้ามาที่ ต.แพรกหนามแดง อ.อัมพวา จ.สมุทรสงครามประมาณ ปี 2544 ตอนนั้นตนมีอาชีพเลี้ยงกุ้ง แรกๆ ก็ไม่รู้ว่าปลาอะไรปะปนกับกุ้งประมาณ 10-20 เปอร์เซ็นต์
ชาวบ้านพูดกันปากต่อปากว่า มีบริษัทแห่งหนึ่งนำปลาพันธุ์นี้เข้ามาในพื้นที่เพาะเลี้ยง จ.สมุทรสงคราม เนื่องจากช่วงนั้นการเลี้ยงปลานิลและปลาทับทิมในการเพาะเลี้ยงตายจำนวนมาก จึงหาวิธีแก้ปัญหา มีผู้แนะนำให้ทดลองนำ “ปลาหมอคางดำ” จากทวีปแอฟริกา มาช่วยพัฒนาสายพันธุ์เป็นปลาเศรษฐกิจตัวใหม่ โดยนำเข้ามาลอตแรกประมาณ 2,000 ตัว สุดท้ายได้กระจายลงแหล่งน้ำธรรมชาติสร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านที่เลี้ยงกุ้งทั้งแบบพัฒนาคือการซื้อลูกกุ้งมาปล่อยในบ่อเลี้ยง และเลี้ยงแบบธรรมชาติคือการสูบน้ำจากแหล่งน้ำสาธารณะ
นายปัญญา กล่าวว่า ช่วงนั้นนอกจากกุ้งที่เลี้ยงไว้การจับเริ่มน้อยลงแล้ว สัตว์น้ำพื้นถิ่นที่เคยชุกชุมก็เริ่มหายากขึ้น และชาวบ้านก็มีการนำปลาหมอคางดำมาทำกินแต่เนื้อปลาไม่อร่อยและก้างเยอะ จึงไม่เป็นที่นิยม ตอนนั้นเครือข่าย 4 อำเภอ 2 จังหวัด คือ อ.เมืองสมุทรสงคราม อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม อ.บ้านแหลม และ อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี เริ่มออกมาเคลื่อนไหวโดยไปร้อง เรื่องการละเมิดสิทธิ์ต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เรียกว่าร้องกันจนเสียงแห้ง กรณี “ผู้ใดก่อมลพิษผู้นั้นต้องรับผิดชอบ”
โชคยังดีที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้เรียกกรมประมงเข้าหารือกับทุกภาคส่วน จนทราบว่ามีต้นตอมาจากบริษัทใหญ่ อ้างว่านำเข้าปลาหมอคางดำจริง ในปี 2549 และปลาที่นำเข้ามาทั้ง 2,000 ตัวนั้นได้ทำลายโดยฝังกลบแล้ว แต่เมื่อมีปลาหมอคางดำอยู่ในแหล่งน้ำธรรมชาติก็ไม่ได้ออกมารับผิดชอบใดๆ
“บทสรุปคราวนั้นคือ ชาวบ้านเสนอให้กรมประมงรับซื้อปลาหมอคางดำ เริ่มระบาดกิโลกรัมละ 20 บาทเพื่อเยียวยาและสร้างแรงจูงใจให้มีการจับปลาหมอคางดำมาขาย เพราะตอนนั้นระบาดแค่ 4 อำเภอ 2 จังหวัด โดยเปรียบเสมือนข้าว 4 ชาม ใช้งบกวาดล้างตอนนั้นก็ไม่มาก จับให้หมดอย่าให้เหลือข้าวในชามแม้แต่เม็ดเดียว เพราะถ้าปล่อยไว้ก็แพร่พันธุ์มากขึ้นและรวดเร็วมาก ปลาชนิดนี้ออกไข่ทุก 22 วัน ปลา 1 คู่ออกลูก 6 ล้านตัวภายใน 1 ปี ทำให้ทั้งพ่อแม่ปลาไม่สร้างโปรตีน ก้างจึงแข็งเนื้อน้อยวนเวียนกันอยู่แบบนี้”
ต่อมาจึงเสนออีกแนวทางให้กรมประมงเลี้ยงปลานักล่า เช่น ปลากะพง ปลากุเลา ฯลฯ เพื่อปล่อยกินลูกปลาหมอคางดำ เพราะตอนนั้นการรับซื้อของกรมประมงเป็นช่วงสั้นๆ พอหมดเงินปลาหมอคางดำก็กลับมาเยอะอีก จากนั้นก็มีแต่การแก้ปัญหาเป็นช่วงๆ เหมือนจัดอีเวนท์ จนตอนนี้ 18 ปีแล้ว จ.สมุทรสงคราม มีการระบาดกระจายไป 90 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่
และปัจจุบันยังขยายไป 14 จังหวัดอื่นๆ ทั้งภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ตอนที่ระบาดน้อย 2 จังหวัดไม่ได้ทำจริงจัง อีกทั้งบริษัทต้นเหตุก็ไม่ออกมารับผิดชอบใดๆ เพราะขณะนี้เริ่มส่งผลกระทบระบบนิเวศ เพราะปลาหมอคางดำกินทั้งลูกกุ้งลูกปลาทำให้ “ปลาท้องถิ่น” เริ่มลดน้อยหายไป เช่น ปลาหมอเทศ ส่วนปลากระบอก ที่เคยชุกชุมก็หายากขึ้น ส่วนบ่อปลาสลิด ตอนนี้ก็พบว่ามีปลาหมอคางดำเข้าไปปะปนประมาณ 20% แล้ว
ส่วนสาเหตุที่ปลาหมอคางดำ เริ่มแพร่ระบาดไปยังภาคใต้นั้น นายปัญญา บอกว่า น่าจะไปเองตามแหล่งน้ำธรรมชาติ เพราะปลาชนิดนี้อยู่ได้ทุกสภาพน้ำ ทั้งน้ำจืด น้ำกร่อย น้ำเค็ม รวมถึงน้ำคุณภาพต่ำ ชอบที่สุดคือน้ำกร่อย แต่จะไม่ลงไปในทะเลลึกหรือพื้นที่ดินทราม โดยจะว่ายลัดเลาะชายฝั่งและขยายพันธุ์ตามป่าชายเลน
สำหรับการแก้ปัญหาปลาหมอคางดำนั้น นายปัญญา บอกว่าอันดับแรกภาครัฐต้องจริงใจก่อน อย่าคิดแทนชาวบ้านแต่ให้คิดร่วมกัน ให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมหรือกำหนดให้การแก้ปัญหาปลาหมอคางดำเป็น “วาระแห่งชาติ” หน้าที่ของกรมประมงคือการกำจัดปลาหมอคางดำไม่ต้องยุ่งกับเรื่องแปรรูปให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานอื่น และต้องจับมือกับบริษัทใหญ่ต้นเหตุให้มาร่วมรับผิดชอบเพราะได้นำเข้ามาแล้วละเมิดสิทธิ์ชาวบ้านก็ต้องร่วมรับผิดชอบด้วย รับซื้อปลาที่ได้กลับไป
นายบัณฑิต กุลละวณิชย์ ประมง จ.สมุทรสงคราม กล่าวถึงปัญหาปลาหมอคางดำที่แพร่ระบาดอยู่ขณะนี้ว่า ภาครัฐได้ตั้งคณะกรรมการแก้ปัญหาระดับประเทศและระดับจังหวัด โดยมีตัวแทนจากทุกภาคส่วนเข้าร่วมทั้งภาครัฐ ชาวบ้าน เกษตรกร ชาวประมงผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะมีการประชุมหารือระดับจังหวัดทุกจังหวัด
เบื้องต้นได้ใช้วิธีแก้ปัญหาด้วยการร่วมกับชาวบ้าน ลงแขกลงคลอง และอาจจะมีการนําเสนอเครื่องมือที่จะมากําจัดปลาหมอคางดำเพิ่มเติม รวมทั้งนำเสนอแผนการรับซื้อปลาหมอคางดำในราคากิโลกรัมละ 20 บาทให้คณะทำงานชุดใหญ่ขณะนี้อยู่ระหว่างรอผลการพิจารณา
นายบัณฑิต กล่าวว่า ที่ผ่านมากระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยกรมประมงและประมง จ.สมุทรสงครามได้จัดกิจกรรม “ลงแขกลงคลอง” ครั้งแรกเมื่อวันที่ 20 มิ.ย.66 ที่คลองสัมมะงา คลองสาธารณะ หมู่ 5 ต.แพรกหนามแดง โดยร่วมกับชาวบ้านลากอวน หว่านแห จับปลาหมอคางดำ เพื่อพื้นฟูระบบนิเวศคืนความหลากหลายทางชีวภาพ ครั้งนั้นได้ปลาหมอคางดำ 31 กก.จากนั้นได้ทำต่อเนื่องมาจนปัจจุบันรวม 10 ครั้ง ได้ปลาหมอคางดำ รวม 704.8 กิโลกรัม นำไปใช้ประโยชน์ทำปุ๋ยหมักและบางส่วนนำไปแปรรูป
นอกจากนี้ยังสนับสนุนการจับปลาหมอคางดำเพื่อการบริโภคและใช้เป็นวัตถุดิบในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์และสร้างสรรค์เมนูอาหารรูปแบบใหม่ๆ เช่นปลาแดดเดียวออกขาย เป็นรายได้เพิ่มให้กับชุมชนเพื่อจูงใจให้มีการจับปลาหมอคางดำให้มากขึ้นควบคู่ไปกับกิจกรรมลงแขกลงคลอง นอกจากนี้ยังมีการปล่อยสัตว์น้ำผู้ล่าหรือปลากะพงต่อเนื่อง
สำหรับ ปลาหมอคางดำ มีถิ่นกำเนิดในทวีปแอฟริกา ตั้งแต่ประเทศมอริทาเนีย ถึงประเทศแคเมอรูน ส่วนประเทศไทยพบการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ เริ่มมีการรายงานช่วงปี พ.ศ. 2560-2561 และพบการแพร่ระบาดในพื้นที่เลี้ยงกุ้งทะเลแบบกึ่งพัฒนาในเขต จ.สมุทรสงคราม จากนั้นช่วงปี พ.ศ.2563 - 2564 พบมีการแพร่กระจายเป็นวงกว้างเพิ่มขึ้นรวม 7 จังหวัดได้แก่ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี ระยอง ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี และจากการรวบรวมข้อมูลในปี พ.ศ.2566 พบมีการแพร่ระบาดเพิ่มขึ้นอีก 7 จังหวัดรวมเป็น 13 จังหวัด ประกอบด้วยภาคตะวันออกได้แก่ จันทบุรีและระยอง ภาคกลางได้แก่ กรุงเทพฯ สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ราชบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ บริเวณพื้นที่ภาคใต้ ได้แก่ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และสงขลา
นายบัณฑิต กล่าวอีกว่า เนื่องจากปลาหมอคางดำมีความสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมประเทศไทยได้ดี ทนความเค็มได้มากกว่า 30 ส่วนในพันส่วน และอยู่ในน้ำที่มีปริมาณออกซิเจนต่ำได้ จึงทำให้มีการแพร่กระจายและขยายประชากรได้ทั้งในระบบนิเวศน้ำกร่อย น้ำเค็ม และน้ำจืดบางส่วนที่มีพื้นที่ติดต่อกับชายฝั่งทะเล มีการขยายพันธุ์ได้รวดเร็วตั้งแต่อายุเพียง 3-4 เดือน จึงทำให้ปลาหมอคางดำมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในทุกพื้นที่
และจากข้อมูลชีววิทยาของปลาหมอคางดำ พบว่าตัวผู้เป็นผู้อมไข่เลี้ยงลูก ส่วนตัวเมียไม่อมไข่จึงออกลูกได้เรื่อยๆ เพราะไม่ต้องเลี้ยงลูก พฤติกรรมนี้ทำให้ปลาสืบพันธุ์วางไข่ได้รวดเร็ว ประกอบกับรูปแบบการเลี้ยงสัตว์น้ำของเกษตรกรเป็นวิธีเลี้ยงสัตว์น้ำแบบกึ่งธรรมชาติ โดยใช้วิธีนำน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติเข้าสู่บ่อเลี้ยงและไม่มีการกรองน้ำเข้าบ่อเพราะต้องการลูกพันธุ์สัตว์น้ำจำพวกลูกหอย ลูกปู และลูกปลาจากธรรมชาติเข้ามาสู่บ่อเลี้ยง แล้วซื้อลูกพันธุ์สัตว์น้ำมาปล่อยเสริมเพื่อเพิ่มปริมาณสัตว์น้ำที่เลี้ยง จึงเป็นแหล่งแพร่ขยายพันธุ์ของปลาหมอคางดำที่ดีในบ่อเลี้ยง
ปัญหาที่ตามมาคือเมื่อเกษตรกรสูบน้ำจากภายนอกเข้ามาสู่ระบบการเลี้ยงในบ่อจะมีปลาหมอคางดำหลุดรอดเข้าไปแย่งกินอาหารรวมถึงกินลูกพันธุ์กุ้งทะเลที่เกษตรกรซื้อมาปล่อยเสริมทำให้ผลผลิตกุ้งทะเลที่ต้องการลดน้อยลง ดังนั้นปลาหมอคางดำ จึงไม่เป็นที่ต้องการของเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำและต้องการกำจัดออกจากระบบการเลี้ยง
9 ก.ค. 2567
1.9K views
EP อื่นๆ
12 ก.ย. 2568
12 ก.ย. 2568
11 ก.ย. 2568
11 ก.ย. 2568
11 ก.ย. 2568
11 ก.ย. 2568
11 ก.ย. 2568
10 ก.ย. 2568
10 ก.ย. 2568
10 ก.ย. 2568
10 ก.ย. 2568
9 ก.ย. 2568
9 ก.ย. 2568
8 ก.ย. 2568
8 ก.ย. 2568
8 ก.ย. 2568
8 ก.ย. 2568
8 ก.ย. 2568