27 พ.ค. 2568
'เศรษฐา' แจงเติมเงินกระเป๋าดิจิทัล 1 หมื่นบาท ช่วยปั๊มหัวใจคนไทย ถ้าเป็นรัฐบาล เริ่มได้เลย 1 ม.ค.67
“เศรษฐา” นำทีมเศรษฐกิจเพื่อไทย ร่ายยาวแจงเติมเงินกระเป๋าดิจิทัล 1 หมื่นบาท ลั่นประชานิยมสุดโต่ง-ไม่ได้มองคนเป็นยาจก ยันช่วยปั๊มหัวใจคนไทย ไม่ใช่หยอดน้ำข้าวต้มไปวันๆ ประกาศหากเป็นรัฐบาลจะเริ่มโครงการได้ 1 ม.ค. 67
นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ประธานคณะทำงานนโยบาย พรรคเพื่อไทย และประธานกรรมการด้านเศรษฐกิจ นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และกรรมการ เลขานุการ และโฆษกคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจ และนายจักรพงษ์ แสงมณี นายทะเบียนพรรค และกรรมการด้านเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทย ร่วมกันแถลงข่าวชี้แจงถึงนโยบาย เติมเงิน10,000 บาทในกระเป๋าตังดิจิทัล
นายเศรษฐา กล่าวว่า 8 ปีที่ผ่านมาประเทศบอบช้ำรวมถึงด้านเศรษฐกิจซึมลึกซึมยาวซึมงาน รัฐบาลที่ผ่านมาหยอดน้ำข้าวต้มมาเรื่อยเป็นเงินเล็กน้อย ซึ่งตามหลักเศรษฐศาสตร์แล้ว วิธีนี้เป็นวิธีที่ไม่ถูกต้อง ไม่ก่อให้เกิดการเติบโตของเศรษฐกิจ ที่เหมาะสมและถูกต้อง

พรรคเพื่อไทยจึงเติมเงินครั้งเดียว 10,000 บาท เป็นเงินสกุลดิจิทัล ผ่าน digital Wallet แทนเงินสด เพราะเงินสดอาจจะนำไปใช้ทางอื่นที่ไม่เหมาะสม เช่น การพนัน ยาเสพติดหรือ การใช้หนี้นอกระบบ เพราะเงินดิจิทัลสามารถติดตามได้ว่าจะใช้จ่ายอะไร ซึ่งเงิน จำนวนนี้ยังสามารถ นำไปใช้จ่ายขั้นพื้นฐานได้อย่าง เช่น ค่าน้ำค่าไฟ ค่าน้ำมัน เป็นต้น ยกเว้นเหล้าบุหรี่หรืออะไรที่ไม่เหมาะสม เพราะสามารถเขียนโปรแกรมป้องกันได้ แต่หนี้จากสถาบันการเงิน พรรคกำลังจะมีการพิจารณาว่าอาจจะมีการหักส่วนหนึ่งจาก 10,000 บาทนั้นเพื่อนำไปใช้หนี้ในระบบ
ส่วนร้านสะดวกซื้อก็สามารถเข้าร่วมโครงการได้ เพราะพรรคเพื่อไทยเล็งเห็นความเสมอภาคไม่ได้กีดกันใครคนใดคนนึง
ส่วนที่กำหนดระยะเวลา 6 เดือนนั้น เพื่อเป็นการเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่รัศมีในการใช้ตามบัตรประชาชน 4 กิโลเมตรนั้น อาจจะมีการขยายระยะทางตามความเหมาะสม สำหรับพื้นที่อาจจะไม่มีร้านค้าที่สามารถใช้ได้ในรัศมี 4 กิโลเมตร เช่นพื้นที่ห่างไกล หรือบนเขา แต่จะไม่สามารถข้ามพื้นที่ได้ เช่น คนที่มาทำงานในกรุงเทพฯก็จะไม่สามารถใช้ได้ เพราะพรรคเพื่อไทยต้องการขยายความเจริญไปสู่ภูมิภาคไม่ใช่กระจุกตัวอยู่แต่หัวเมืองอย่างเดียว
สำหรับงบประมาณที่จะนำมาใช้ในโครงการ หลังนักวิชาการบอกว่าเป็นประชานิยมสุดขั้ว หวั่นจะกระกระทบหนี้สาธารณะของประเทศ

นายเศรษฐา กล่าวว่าจะนำมาจากการจัดสรรงบประมาณปี 2567 การจัดเก็บภาษี รวมถึง ภาษีนิติบุคคล ที่ห้างร้าน เอสเอ็มอี ภาคอุตสาหกรรม จะได้รายได้เพิ่มมากขึ้น อีกส่วนหนึ่งมาจากสวัสดิการรัฐที่ลดน้อยลง “จึงไม่อยากให้ใช้คำว่าประชานิยมสุดโต่งแต่เป็นความจำเป็นและความต้องการของพี่น้องประชาชนที่ต้องการการช่วยเหลือเวลานี้”
เมื่อถามถึงงบประมาณปี 2567 ที่ตั้งไว้ 3.35 ล้านล้านบาท ถ้าเปลี่ยนรัฐบาลจะมีการปรับลดจากส่วนไหน รวมถึงกระทรวงกลาโหมด้วยหรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่าการจัดเก็บภาษีจะได้เงินเพิ่มกว่า 200,000 ล้านบาทอยู่แล้ว ส่วนงบอื่นหากได้รับความไว้วางใจจากประชาชนเป็นรัฐบาล ก็ต้องดูส่วนอื่นๆด้วยไม่ใช่กระทรวงกลาโหมเพียงอย่างเดียว และต้องให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน
นายเศรษฐา ย้ำว่าเงินในกระเป๋าดิจิทัล จะได้ทุกคนที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป เพราะรัฐธรรมนูญระบุชัดห้ามกีดกัน ซึ่งจะใช้งบประมาณ 5 แสนกว่าล้านบาท และหากได้รับความไว้วางใจจากประชาชนสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้แล้ว คาดว่าภาย1 มกราคม 2567 จะสามารถเริ่มนโยบายได้เลย

ด้าน นพ.พรหมมินทร์ เชื่อว่านโยบายนี้ไม่เข้าข่ายสัญญาว่าจะให้เพราะเป็นนโยบายที่ดำเนินการให้กับทุกคน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
นายเผ่าภูมิ กล่าวเสริมว่า เราต้องไปมองว่านี่คือนโยบายประชานิยมหรือการแจกจ่าย แต่เรามี2 วัตถุประสงค์ คือ กระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนเศรษฐกิจดิจิตอล ดังนั้นนโยบายนี้คือการลงทุนเพื่อประเทศ และยืนยันว่าการใช้เงินสกุลดิจิตอลที่ใช้ผ่านระบบ blockchain มีความปลอดภัยสูงกว่าระบบปกติ
เมื่อถามว่า ร้านค้าต่างๆอาจจะไม่อยากมาลงทะเบียนเพราะกลัวเรื่องภาษี นพ.พรหมมินทร์ กล่าวว่านโยบายนี้ไม่ต่างจากโครงการคนละครึ่ง ที่ต้องมาลงทะเบียนเพียงแต่เพียงแต่เงื่อนไข คือไม่จำเป็นต้องเป็นเงินสด และเงื่อนไขยังผูกพันว่าจะต้องจัดเก็บภาษี เราสามารถเก็บคืนภาษีได้ในรูปแบบของ Vat ด้วยเทคโนโลยี blockchain
เมื่อถามว่า ระหว่างบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กับนโยบายเติมเงินในกระเป๋าดิจิทัล ประชาชนจะต้องเลือกหรือไม่ นายเผ่าภูมิ กล่าวว่า ตนไม่ได้พูดว่าประชาชนจะต้องเลือกระหว่างสองนโยบายนี้ ประชาชนจะยังมีบัญชีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกับ นโยบายเติมเงินในกระเป๋าดิจิทัล ยืนยันเราไม่ยกเลิกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแต่เราจะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น มีรายได้ดีขึ้นจนหลุดออกจากเกณฑ์ใช้บัตรคนจน
ทั้งนี้นายเศรษฐาได้กล่าวเสริมว่าหากเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลตั้งเป้าว่าจีดีพีจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 5%

ส่วนที่มีการมองว่า นโยบายนี้ทำให้ประชาชนถูกมองว่าเป็นยาจก นายเศรษฐากล่าวว่าตนไม่เคยมองประชาชนเป็นยาจก เป้าหมายของพรรคเพื่อไทยคือช่วยให้ประชาชนพ้นจากหลุมดำความยากจน หากกระเป๋าเงินดิจิทัล 10,000 บาท เป็นวิธีการจุดสตาร์ทให้ประชาชน ลุกขึ้นเดินได้อีกครั้ง ตนถือว่าเป็นการช่วยเหลือประชาชน ไม่ได้มองว่าประชาชนเป็นยาจก
นพ.พรหมมินทร์ กล่าวเสริมว่าประเทศถอยหลังลงไปเยอะ ประชาชนมีค่าใช้จ่ายสูง และกำลังจะจมน้ำหายใจแทบไม่ออก กระเป๋าเงินดิจิทัล เปรียบเหมือนห่วงยาง เพื่อให้ประชาชนพักหายใจ แล้วว่ายน้ำต่อจากมาตรการที่พรรคเพื่อไทยจะส่งต่อไป นี่จึงเป็นเพียงบทที่หนึ่งของการกระตุ้นเศรษฐกิจ
เมื่อถามว่า นโยบายเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยทั้งหมดจะใช้เงินเท่าไหร่ นพ.พรหมมินทร์ ย้อนถามว่าถามอย่างกับเป็น กกต.เพื่อมาตรวจสอบ ยืนยันดำเนินการทุกอย่างอย่างมีประสิทธิภาพพร้อมเปรียบว่าเป็นการบริหารสิ่งที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพ ไม่ใช่ประเทศไทยมีรถเฟอร์รารีแต่ให้ คนขับเวียนไปขับ มันไปไม่ได้ ต่อไปนี้คนขับรถแข่งมาเอง
7 เม.ย. 2566
166 views
EP อื่นๆ
27 พ.ค. 2568
27 พ.ค. 2568
27 พ.ค. 2568
26 พ.ค. 2568
26 พ.ค. 2568
24 พ.ค. 2568
23 พ.ค. 2568
23 พ.ค. 2568
22 พ.ค. 2568
22 พ.ค. 2568
21 พ.ค. 2568
20 พ.ค. 2568
20 พ.ค. 2568
20 พ.ค. 2568
20 พ.ค. 2568
19 พ.ค. 2568
19 พ.ค. 2568
16 พ.ค. 2568