บันเทิง

“บุ๋ม ปนัดดา” แถลงยันไม่รู้-ไม่เคยไปที่ดินสามี แฉเงินลูกหาย 7 ล้าน ประกาศขอหย่าผ่านสื่อ

3 ชั่วโมงที่แล้ว

172 views

“บุ๋ม ปนัดดา” แถลงโชว์สัญญาซื้อขาย ยันไม่รู้-ไม่เคยไปที่ดินสามี “ก็อต อธิป” ที่นครนายก แฉเงินลูกหาย 7 ล้าน ล้มทั้งยืนสามีแอบเอาไปใช้ ประกาศขอหย่าผ่านสื่อ เผยถูกคนสนิทหักหลัง

เมื่อวันที่ 27 ต.ค. 2569 น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี หรือ บุ๋ม ปนัดดา นักแสดงชื่อดังและประธานมูลนิธิองค์กรทำดี ตั้งโต๊ะแถลงข่าวชี้แจงกรณีสามี หรือ ก็อต ถูกพาดพิงเกี่ยวกับการครอบครองที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เนื้อที่ประมาณ 100 ไร่ พร้อมเปิดเผยปัญหาชีวิตครอบครัว ความสัมพันธ์กับสามี และเรื่องราวที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลากว่า 2 ปีที่ผ่านมา

นางสาวปนัดดา กล่าวว่า สาเหตุที่ต้องรอจนถึงวันนี้จึงออกมาแถลงข่าว เนื่องจากมีหลายเรื่องเกิดขึ้นพร้อมกัน ซึ่งตนไม่เคยคาดคิดว่าจะต้องออกมายืนชี้แจงเรื่องส่วนตัวต่อสาธารณะ แต่หากการเปิดเผยข้อเท็จจริงและเอกสารจะทำให้ทุกฝ่ายเข้าใจจุดยืนของตนเองและมูลนิธิองค์กรทำดี ก็ยินดีที่จะชี้แจง พร้อมยืนยันว่าการเลื่อนแถลงข่าวไม่ได้เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือบุคคลใด หรือการออกไปจัดหาเอกสารหลักฐานตามที่มีกระแสข่าวลือ

สำหรับประเด็นที่ดินซึ่งสามีถูกกล่าวหาว่าบุกรุกป่าสงวนนั้น นางสาวปนัดดา กล่าวยืนยันว่า ไม่เคยรับรู้รายละเอียดเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวมาก่อน และไม่เคยเดินทางไปยังพื้นที่แม้แต่ครั้งเดียว โดยทราบเพียงว่าสามีเคยบอกว่าจะไปทำกิจกรรมเทรลรันนิง เนื่องจากเคยเห็นเหรียญรางวัลส่งมาที่บ้าน แต่ไม่เคยได้รับการบอกเล่าถึงรายละเอียดเกี่ยวกับการครอบครองที่ดินหรือการทำธุรกรรมใดๆ

กระทั่งเกิดประเด็นเป็นข่าว จึงได้ตรวจสอบเอกสารภายในตู้เซฟของสามี และพบสัญญาซื้อขายที่ดินลงวันที่ 5 ตุลาคม 2567 ระบุมูลค่าการซื้อขาย 2.5 ล้านบาท ซึ่งเป็นเอกสารที่ตนเพิ่งเห็นเป็นครั้งแรกเช่นกัน โดยไม่ทราบว่าสามีไปทำสัญญากับบุคคลใด หรือมีรายละเอียดเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอย่างไร จึงนำเอกสารดังกล่าวมาเปิดเผยต่อสื่อมวลชน พร้อมยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนร่วมในการทำสัญญาดังกล่าว

ด้านทนายตุ๋ย พรศักดิ์ วิภาสอาภานนท์ อธิบายว่า ต้องตรวจสอบก่อนว่าที่ดินดังกล่าวอยู่ภายใต้สิทธิประเภทใด และเป็นพื้นที่ตามสิทธิทำกิน หรือ ส.ป.ก. หรือไม่ เนื่องจากสิทธิดังกล่าวมีข้อจำกัดในการใช้ประโยชน์และการซื้อขายโอนสิทธิ โดยต้องให้หน่วยงานรัฐตรวจสอบข้อเท็จจริง รวมถึงเจตนาของผู้เข้าไปครอบครองพื้นที่ว่ามีเจตนาบุกรุกหรือไม่ ทั้งนี้ การเป็นสามีภรรยาที่จดทะเบียนสมรสไม่ได้หมายความว่าจะต้องรับรู้การทำนิติกรรมทุกเรื่องของอีกฝ่ายเสมอไป

ขณะที่นางสาวปนัดดา กล่าวต่อว่า หากย้อนกลับไปเมื่อเดือนมิถุนายน 2567 ตนเคยกู้เงินจากธนาคารไทยพาณิชย์กว่า 4 ล้านบาท หรือเกือบ 5 ล้านบาท เพื่อนำมาใช้ในการดำเนินงานของมูลนิธิองค์กรทำดี รวมถึงค่าใช้จ่ายส่วนตัว เนื่องจากที่ผ่านมาได้ใช้เงินส่วนตัวสนับสนุนการทำงานของมูลนิธิมาโดยตลอด ก่อนที่ช่วงปลายปี 2567 จะเริ่มมีเงินสนับสนุนเข้ามาจากโครงการช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่แม่สาย

ต่อมาประมาณเดือนตุลาคม 2567 สามีได้ขอยืมเงินจำนวนกว่า 2 ล้านบาท เกือบ 3 ล้านบาท โดยอ้างว่าจะนำไปทำธุรกิจ ซึ่งขณะนั้นตนยังมีเงินจากการกู้ธนาคารเหลืออยู่ จึงให้ยืมไป แต่ไม่ได้รับทราบรายละเอียดว่าเงินดังกล่าวถูกนำไปใช้ทำอะไร และจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่ได้รับเงินคืน กระทั่งพบสัญญาซื้อขายที่ดินมูลค่า 2.5 ล้านบาท จึงเพิ่งทราบว่าเงินจำนวนดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการซื้อที่ดินที่กำลังเป็นประเด็นอยู่ในขณะนี้

นางสาวปนัดดา เปิดเผยอีกว่า ในช่วงปลายปี 2567 ซึ่งเป็นช่วงใกล้คลอดบุตร ตนได้รับทราบเรื่องพฤติกรรมส่วนตัวของสามีจากพี่เลี้ยงเด็กคนหนึ่ง ซึ่งเล่าว่าสามีได้พาลูกสาววัยประมาณ 17-18 ปีของพี่เลี้ยงไปดื่มเบียร์และดูแล ในลักษณะที่ทำให้ตนไม่สบายใจ เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เปลี่ยนไป และตัดสินใจใช้ชีวิตแยกกัน แม้ยังคงสถานะสามีภรรยาตามกฎหมาย โดยยอมรับว่า ในเวลานั้นยังไม่เข้มแข็งพอที่จะยุติความสัมพันธ์ เนื่องจากกำลังตั้งครรภ์และมีลูกเล็ก อีกทั้งต้องการรักษาภาพความเป็นครอบครัวให้ลูกทั้งสองคนมีความทรงจำที่ดีร่วมกับพ่อและแม่ จึงพยายามประคับประคองความสัมพันธ์ต่อไป โดยต่างฝ่ายต่างใช้ชีวิตและทำงานของตนเอง แต่ยังคงทำหน้าที่พ่อแม่ร่วมกัน

“ทุกคนอาจจะเห็นความแข็งแรงของบุ๋ม จนลืมไปแล้วว่าบุ๋มท้อง วันนั้นบุ๋มอาจจะไม่เข้มแข็งพอ เพราะเราใกล้คลอด อยากให้ภาพความเป็นครอบครัวมันเดินต่อไปได้ ด้วยคำว่าพ่อและแม่” นางสาวปนัดดา กล่าว

นอกจากนี้ นางสาวปนัดดาเปิดเผยว่า ตลอดช่วงเวลาที่แยกกันใช้ชีวิต ตนไม่ได้ติดตามเรื่องส่วนตัวของสามีมากนัก เนื่องจากต้องทำงานและลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง แม้จะเคยพบสิ่งของบางอย่างในกระเป๋าเดินทางของสามีที่ทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น แต่ก็ไม่ได้ต้องการติดตามหาคำตอบ เพราะมองว่าทั้งคู่ยังมีหน้าที่สำคัญคือการเป็นพ่อและแม่ของลูก ต่อมาในช่วงปี 2568-2569 เริ่มพบความผิดปกติเกี่ยวกับการเงินภายในครอบครัว โดยเฉพาะเงินสดจำนวน 7 ล้านบาทที่เก็บไว้ภายในตู้เซฟ ซึ่งเป็นเงินที่ญาติผู้ใหญ่ให้เป็นของขวัญรับขวัญหลาน รวมถึงเงินที่เก็บสะสมไว้ให้ลูก แต่ภายหลังพบว่าเงินจำนวนดังกล่าวหายไป ตนทราบเรื่องดังกล่าวระหว่างพูดคุยเกี่ยวกับการซื้อบ้านหลังใหม่ เนื่องจากต้องการพาลูกมาอยู่ด้วยกันทั้งหมด จึงสอบถามสามีว่าเงินในตู้เซฟยังอยู่หรือไม่ แต่กลับได้รับคำตอบว่าใช้เงินหมดแล้ว โดยไม่ได้ชี้แจงว่านำเงินไปใช้จ่ายเรื่องใด ทำให้รู้สึกตกใจและเสียใจอย่างมาก เพราะมองว่าเป็นเงินของลูก ตอนนั้นมันแทบล้มทั้งยืนจริงๆ เพราะมันเป็นเงินของลูก รวมถึง ลูกและญาติผู้ใหญ่ที่ให้เงินดังกล่าวเพิ่งทราบภายหลังว่าเงินได้หายไปแล้ว

นอกจากนี้ ยังเริ่มมีบุคคลติดต่อเข้ามาทวงถามเรื่องเงินและธุรกิจของสามี รวมถึงประเด็นการทำธุรกิจในจังหวัดภูเก็ต และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับที่ดิน ทำให้ตนเริ่มสงสัยว่ามีปัญหาทางการเงินอื่นๆ ที่ไม่เคยรับรู้มาก่อนหรือไม่ กระทั่งวันที่ 12 ตุลาคมที่ผ่านมา สามีได้โทรศัพท์มาขอเงินจำนวน 10 ล้านบาท โดยไม่ได้ชี้แจงรายละเอียดว่าจะนำไปใช้ทำอะไร ซึ่งตนปฏิเสธที่จะให้ เนื่องจากตนมีภาระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบ้านหลังใหม่และค่าตกแต่งบ้านอีกกว่า 10 ล้านบาท โดยในวันดังกล่าว สามีโทรศัพท์มาพูดคุยช่วงเที่ยง ก่อนที่เวลาประมาณ 19.21 น. จะส่งข้อความมาสอบถามว่าเหตุใดเงินจึงยังไม่เข้าบัญชี ทำให้ตนรู้สึกกดดันอย่างมาก เพราะในระยะหลังความสัมพันธ์ของทั้งคู่มีแต่เรื่องการเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง

“บุ๋มรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเอทีเอ็ม รู้สึกเหมือนเป็นคนที่ต้องดูแลและแบกทุกสิ่งทุกอย่างไว้ ชีวิตแบบนี้มันไม่ใช่แล้ว มีแต่เรื่องเงิน เงิน เงิน” นางสาวปนัดดา กล่าว

หลังจากปฏิเสธการให้เงิน 10 ล้านบาท เช้าวันที่ 13 ตุลาคม สามีได้พาลูกทั้งสองคนออกจากบ้านไป โดยไม่ได้พาพี่เลี้ยงไปด้วย และไม่สามารถติดต่อได้ ทำให้ตนเกิดความกังวลอย่างมาก เนื่องจากไม่ทราบว่าลูกอยู่ที่ใด ขณะนั้นตนอยู่ระหว่างการฝึกอบรมด้านกู้ภัยที่ประเทศญี่ปุ่น จึงตัดสินใจโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือจาก หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย ให้ช่วยประสานติดตามหาลูก กระทั่งทราบในวันที่ 14 ตุลาคมว่า ลูกอยู่ที่คาแคร์แห่งหนึ่งในย่านคลองสาม ซึ่งเป็นสถานที่ที่ตนไม่เคยทราบมาก่อนว่าสามีมีส่วนเกี่ยวข้อง และระหว่างการติดตามตัวลูก สามีได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าไม่ต้องเข้ามายุ่งเกี่ยว เนื่องจากเป็นเรื่องภายในครอบครัวที่จะจัดการกันเอง แต่หลังจากนั้นก็ยังไม่มีการพูดคุยหรือประสานงานกันโดยตรง อีกทั้งสามียังพาลูกเดินทางต่อไปยังจังหวัดภูเก็ต

ต่อมาเมื่อวันที่ 20 ตุลาคมที่ผ่านมา สามีได้กลับเข้ามาที่บ้าน และตรงไปยังห้องเก็บตู้เซฟ โดยตนตั้งข้อสังเกตว่าอาจต้องการค้นหาเอกสารบางอย่าง อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านั้นตนได้ตรวจสอบตู้เซฟแล้ว เนื่องจากมีเจ้าหนี้ติดต่อเข้ามาหลายราย จนพบเอกสารสัญญาซื้อขายที่ดินซึ่งนำมาเปิดเผยในการแถลงข่าวครั้งนี

หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว ตนตัดสินใจพาลูกทั้งสองคนกลับมาอยู่ในการดูแลของตนเอง โดยเล่าว่าเป็นเหตุการณ์ที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งรีบ จนต้องพาลูกออกมาในสภาพที่ไม่มีรองเท้าและสวมกางเกงขาสั้น ก่อนวิ่งเข้าไปยังโรงแรมแห่งหนึ่งเพื่อความปลอดภัย ปัจจุบันลูกทั้งสองคน คือ น้องอเล็กซ์ และน้องอาร์เธอร์ กลับมาอยู่กับตนแล้ว และตั้งใจจะดูแลลูกด้วยตัวเองต่อจากนี้ เพราะไม่ต้องการให้ลูกต้องเติบโตท่ามกลางปัญหาหนี้สินหรือความขัดแย้งทางการเงินของผู้ใหญ่

นางสาวปนัดดา ยังกล่าวถึงประเด็นหญิงสาวคนหนึ่งที่มีความสนิทสนมกับครอบครัว โดยยืนยันว่า บุคคลดังกล่าวไม่ได้เป็นลูกบุญธรรมของตนตามที่สังคมออนไลน์เข้าใจ แต่เป็นคนที่รู้จักและสนิทสนมกันมาเกือบ 10 ปี จนมีความรักและความผูกพันเสมือนเป็นลูกอีกคนหนึ่ง ซึ่งที่ผ่านมาให้ความไว้วางใจอย่างมาก และไม่เคยคิดว่าจะต้องมาเผชิญกับเหตุการณ์ลักษณะนี้ และตนเพิ่งทราบภายหลังว่าหญิงสาวคนดังกล่าวเข้าออกบ้านของตนมาเป็นเวลานาน โดยที่ตนเองไม่เคยรับรู้รายละเอียดหรือสงสัย เนื่องจากมีความไว้วางใจอย่างเต็มที่ ส่วนเหตุผลที่เข้าออกบ้านนั้น ไม่ทราบข้อเท็จจริงทั้งหมด

นอกจากนี้ ภายหลังทราบเรื่องที่เกิดขึ้น ตนเองได้ส่งข้อความผ่านแอปพลิเคชันไลน์ไปสอบถามหญิงสาวคนดังกล่าวว่าเหตุใดจึงกระทำเช่นนี้ ก่อนทราบว่ามีการบันทึกคลิปและเสียง พร้อมบอกกับเพื่อนว่าหากตนเองกล่าวถึงเรื่องดังกล่าวในการแถลงข่าว ก็จะนำคลิปเสียงออกมาเผยแพร่

นางสาวปนัดดา กล่าวพร้อมน้ำตาว่า หากอีกฝ่ายต้องการเปิดเผยคลิปเสียงก็สามารถทำได้ เพราะขณะนี้รู้สึกว่าไม่เหลืออะไรให้ต้องสูญเสียอีกแล้ว โดยเฉพาะความไว้วางใจที่เคยมอบให้คนใกล้ชิด พร้อมตั้งคำถามว่าเหตุใดคนที่รักและเอ็นดูเหมือนลูกจึงทำเช่นนี้

“ปล่อยเลย วันนี้ไม่เหลืออะไรแล้ว ถ้าจะทำลายขนาดนี้ก็ทำเลย แม่ไม่เหลืออะไรแล้ว ความไว้ใจที่มอบให้ ถ้าผู้ชายยังไม่เจ็บขนาดหนู แม่ก็รักหนู แต่ทำอย่างนี้ได้อย่างไร” นางสาวปนัดดากล่าว

ขณะเดียวกัน นางสาวปนัดดา ยังเปิดเผยถึงความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของลูกสาว โดยระบุว่า ตลอดระยะเวลาประมาณ 6 ปีที่ใช้ชีวิตคู่กัน สามีไม่เคยให้ความสนใจหรือสอบถามเรื่องส่วนตัวของน้องอันดามากนัก แต่จู่ๆ กลับโทรศัพท์ไปสอบถามพี่เลี้ยงที่บ้านว่าอันดาตื่นนอนที่ไหน และพักอยู่หอพักแห่งใด หลังจากนั้นประมาณ 1 สัปดาห์ รถยนต์ของอันดาได้ประสบอุบัติเหตุถูกชนบริเวณหน้าบ้าน โดยคู่กรณีเป็นชายที่อ้างว่าขับรถมาจากจังหวัดสุพรรณบุรี แต่ไม่ทราบว่ามาทำอะไรในพื้นที่รามอินทรา 23 ทำให้ตนรู้สึกกังวลและเดินทางไปสถานีตำรวจด้วยตัวเองเพื่อพบชายคนดังกล่าว ซึ่งขณะนี้ยังไม่ทราบว่ามีบุคคลใดอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์หรือไม่ และไม่ได้ยืนยันว่าอุบัติเหตุดังกล่าวเกี่ยวข้องกับปัญหาครอบครัว เพียงแต่เห็นว่าช่วงเวลาของเหตุการณ์มีความบังเอิญที่น่าตั้งข้อสังเกต พร้อมฝากให้ทุกฝ่ายช่วยดูแลความปลอดภัยของลูกสาว ซึ่งยังต้องเดินทางไปศึกษาที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

อีกทั้ง นางสาวปนัดดา ยังกล่าวถึงบทบาทการทำหน้าที่พิธีกรรายการเคลียร์ชัดชัด โดยระบุว่า ได้ขอพักการทำหน้าที่จัดรายการเป็นระยะเวลา 1 เดือน เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และยืนยันว่าไม่เคยมีเจตนานำการสัมภาษณ์บุคคลใดมาเป็นประเด็นขัดแย้งส่วนตัว เพราะต้องการทำงานร่วมกับทุกฝ่ายอย่างมีความสุข

สำหรับประเด็นทรัพย์สินภายในครอบครัว นอกจากสามีจะเคยขอเงินจำนวน 10 ล้านบาทแล้ว ยังมีอีกเรื่องที่สามีได้โทรศัพท์ไปพูดคุยกับทนายเปิ้ล เพื่อขอบ้านหลังใหม่ที่ตนกำลังผ่อนชำระอยู่ โดยต้องการให้ใส่ชื่อของลูกทั้งสองคน คือ น้องอเล็กซ์ และน้องอาร์เธอร์ เป็นเจ้าของบ้าน ซึ่งตนไม่ได้ขัดข้องและยินดีที่จะยกบ้านให้ตามที่ร้องขอ แต่มีเงื่อนไขว่าสามีจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบผ่อนชำระค่าบ้านด้วยตนเอง เนื่องจากหากตนไม่ได้อยู่อาศัยในบ้านหลังดังกล่าว ก็ไม่ควรต้องรับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมดต่อไป

นางสาวปนัดดา กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาตนไม่เคยเป็นฝ่ายร้องขอหย่าจากสามีมาก่อน แต่เมื่อเหตุการณ์ดำเนินมาถึงจุดนี้ จึงตัดสินใจประกาศขอหย่าผ่านสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการ พร้อมนัดหมายให้สามีเดินทางไปจดทะเบียนหย่าที่สำนักงานเขตบางพลัด ในวันที่ 28 ตุลาคม เวลา 09.00 น. เพราะมองว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้อีกแล้ว

“พี่ก็อตคะ หย่ากันเถอะนะ พี่ก็ไปตามทางของพี่ บุ๋มก็จะไปตามทางของบุ๋ม ส่วนเรื่องลูก บุ๋มขอดูแลเอง บุ๋มคงไม่สามารถปล่อยให้ลูกอยู่ท่ามกลางเจ้าหนี้ขนาดนี้ได้ บุ๋มต้องการให้ลูกเติบโตมาด้วยสภาพแวดล้อมที่ดี” นางสาวปนัดดา กล่าว

ขณะเดียวกัน นางสาวปนัดดา ยังกล่าวพาดพิงถึงบุคคลที่อยู่เคียงข้างสามีในปัจจุบัน โดยตั้งข้อสังเกตว่า บุคคลดังกล่าวก็คงต้องการให้สามีหย่ากับตนเช่นเดียวกัน มิฉะนั้นคงไม่ติดตามไปบันทึกคลิปหรือแอบถ่ายหน้าจอ รวมถึงอยู่เคียงข้างกันถึงขนาดนี้ พร้อมฝากข้อความถึงสามีว่า หากมีคนที่พร้อมจะอยู่เคียงข้างและทำทุกอย่างเพื่อเขาแล้ว ก็ควรตัดสินใจยุติความสัมพันธ์เดิมให้เรียบร้อย เพื่อให้ต่างฝ่ายต่างเดินหน้าชีวิตของตนเองต่อไปได้


แท็กที่เกี่ยวข้อง  บุ๋ม ปนัดดา

คุณอาจสนใจ

Related News