เศรษฐกิจ

กุมขมับกันทั่วหน้า พิษน้ำมันแพง ชาวนาหยุดทำนา แม่ค้าโอดอาหารทะเล-ผัก-วัตถุดิบ ขึ้นราคา

โดย passamon_a

7 พ.ค. 2565

108 views

กุมขมับกันทั่วหน้า น้ำมันแพงกระทบหนัก ชาวนาหลายคนสู้ต่อไม่ไหว หยุดทำนา แม่ค้าโอดอาหารทะเล ผัก วัตถุดิบต่าง ๆ แพงต่อเนื่อง  


วันที่ 6 พ.ค.65 ชาวนาในจังหวัดพิจิตร นำเครื่องจักรกลการเกษตร ออกมาปรับพื้นที่นาข้าว เพื่อเริ่มทำการเพาะปลูกข้าวนาปรัง โดยชาวนาต่างเร่งสูบน้ำขึ้นนา ท่ามกลางราคาน้ำมันดีเซล ที่ใช้สูบน้ำ และใส่เครื่องจักรกลสำหรับทำนา ปรับราคาขึ้นมาลิตรละ 32 บาท และจะขึ้นอีกรอบในวันจันทร์หน้า เบื้องต้นกระทรวงพลังงานบอกว่าจะขึ้นอีก 1 บาทต่อลิตร


ขณะที่ราคาปุ๋ยก็ยังพุ่งไม่หยุด ล่าสุดปุ๋ยยูเรีย สูตร 46-0-0 ตกกระสอบละ 1,800 บาทแล้ว ยังไม่รวมค่ายาฆ่าแมลง ยาปราบศัตรูพืช ที่ปรับราคาขึ้นยกแผง และยังมีแนวโน้มที่จะขึ้นอีก ดันต้นทุนการทำนาต่อไร่ พุ่งทะลุ 6 พันบาทต่อไร่ไปแล้ว


และถ้าเป็นนาดอน ต้องสูบน้ำหลายต่อ ก็ยิ่งทำให้ต้นทุนพุ่งสูงขึ้นอีก อาจจะแตะ 7 พันบาทต่อไร่ สวนทางกับราคาข้าว ที่มีลงกับลง ถ้าเกี่ยวสด ราคาจะอยู่ที่ 6 พัน ถึง 7 พันบาทเท่านั้น ซึ่งจะเห็นว่าต้นทุนการทำนา กับราคาข้าว วิ่งทันกันแล้ว ขณะที่หนี้ ธกส.ก็รุมเร้า ประกาศพักชำระหนี้ แต่ดอกเบี้ยยังเดิน


นางสวณีย์ โพธิ์รัง ผู้จัดการนาแปลงใหญ่เกษตรสมัยใหม่เดิมบาง จ.สุพรรณบุรี กล่าวว่า การลอยตัวราคาน้ำมันดีเซล ยิ่งซ้ำเติมให้ต้นทุนการทำนาเพิ่มสูงขึ้น จากเดิมที่เจอกับราคาปุ๋ยแพงอยู่แล้ว โดยชาวนาต้องใช้น้ำมันเติมเครื่องสูบน้ำเข้านา จากเดิม เฉลี่ย 300 ถึง 500 บาทต่อไร่ แต่ตอนนี้สูงถึง 1,000 บาทต่อไร่ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีก หากน้ำมันขึ้นไปถึง 35 บาทต่อลิตร และยังต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่แปรปรวน ทำให้ผลผลิตต่อไร่ลดลง จากเดิมเฉลี่ยไร่ละ 1 ตัน เหลือเพียง 5-6 ร้อยกิโลกรัมต่อไร่เท่านั้น หรือหายไปกว่าครึ่ง


ทำให้วันนี้สิ่งที่ชาวนาทำได้ คือลดพื้นที่เพาะปลูก บางคนเลือกที่จะไม่ทำนาในรอบการผลิตนี้ เนื่องจากไม่มีเงินลงทุน สู้ต่อไม่ไหว โดยสิ่งที่ชาวนาเรียกร้องในวันนี้ คือให้รัฐบาลช่วยตรึงราคาน้ำมันดีเซล สำหรับทำนา และตรึงราคาปุ๋ยเคมี เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิต พร้อมเรียกร้องให้ ธกส.พักต้น และพักดอกเบี้ย 2 ปี เพื่อลดภาระให้ชาวนาได้ลืมตาอ้าปากได้ ไม่เช่นนั้นชาวนาคงอยู่ไม่ได้


ส่วนที่ จ.กระบี่ บรรยากาศการเลือกซื้อ สัตว์น้ำ อาหารทะเล ภายในตลาดสดมหาราชเทศบาลเมืองกระบี่ ค่อยข้างเงียบ มีประชาชนบางตา เนื่องจากราคาสัตว์น้ำ ปลา หมึก กุ้งทะเล แต่ละประเภทปรับราคาเพิ่มสูงขึ้น จากราคาเดิม กิโลกรัมละ 10-20 บาท ประชาชนส่วนใหญ่ไม่กำลังซื้อ จึงเลือกซื้อ ประเภทเนื้อไก่ ปลาน้ำจืด ที่มีราคาถูกกว่า


แม่ค้าแผงปลา เปิดเผยว่า ตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นทำให้เรือประมงพาณิชย์ ได้มีการปรับราคา สัตว์น้ำทุกชนิด เพิ่มสูงขึ้นกิโลกรัมละ 10-20 บาท หมึก ราคา กิโลกรัมละ 220-280 บาท ปลาทู ราคา 80-100 บาท กุ้งทะเล 350-600 บาท ขึ้นอยู่กับขนาด ปูม้า 380 บาท


เนื่องจากราคาน้ำมีดีเชล ปรับขึ้นราคา อยู่ที่ลิตรละ กว่า 32 บาท ทำให้เรือประมงพาณิชย์มีค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้น และต้องออกทะเลไปไกลเนื่องจากอยู่ในช่วงปิดอ่าว เรือประมงพาณิชย์กว่าร้อยละ 50 ต้องหยุด ออกทะเลทำประมงชั่วคราว แต่พ่อค้าแม่ค้าไม่สามารถบวกส่วนที่ราคาปรับขึ้นได้เนื่องจาก ประชาชนไม่มีกำลังซื้อทำให้บรรยากาศภายในตลาดสดช่วงนี้เงียบเหงา


ขณะที่ จ.พิษณุโลก กระเพาะปลาแห้งปรับราคาขึ้นเท่าตัว เช่นเดียวกับไข่นกกระทาปรับขึ้นเป็นฟองละบาท ส่งผลทำให้สตรีทฟู้ด รถเข็นขายกระเพาะปลาเห็ดหอม ต้องปรับขึ้นราคา 5 บาทและลดจำนวนไข่นกกระทา เพื่อความอยู่รอด


นางกัลยาณี ผุดเหล็ก อายุ 65 ปี ร้านกระเพาะปลาเห็ดหอม ที่ตั้งรถเข็นขายอยู่ด้านหลังวัดใหญ่ หรือวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร อ.เมือง จ.พิษณุโลก บอกถึงต้นทุนการทำกระเพาะปลามาขายว่า ในระยะเวลาเพียงเดือนเดียว กระเพาะปลาแห้งปรับขึ้นราคาจากเดิม 300 กว่าบาท ถึงเกือบ 800 บาทแล้วในตอนนี้ นอกจากนี้ยังมีอกไก่ขึ้นราคาจากกิโลกรัมละ 50 บาท เป็น 80 บาท


รวมถึงไข่นกกระทาขึ้นราคาจากเดิมลูกละ 80 สตางค์เป็นลูกละ 1 บาท เธอจึงมีความจำเป็นต้องลดการให้ไข่นกกระทาจากเดิม 3 ลูก เหลือ 2 ลูก และจากเดิมเคยขายแค่ ชามละ 25 บาท 30 บาท 35 บาท แต่ตอนนี้ ต้องปรับราคาขึ้น 5 บาท เป็น 30 บาท 35 บาท 40 บาท จึงจะสามารถขายต่ออยู่ได้ ซึ่งการปรับราคาดังกล่าว ลูกค้ามีความเข้าใจถึงสถานการณ์ราคาของแพงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน


เช่นเดียวกันที่ จ.ขอนแก่น พิษดีเซล ส่งผลผักแพงต่อเนื่อง ผักชี กก.ละ 100 บาท แตงกวา ถุงละ 250 บาท พริก กก.ละ 80 บาท ถั่วฝักยาว กก.ละ 60 บาท คาดเหตุเพราะน้ำมันแพงต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้น


https://youtu.be/tVp6TKPixEc

คุณอาจสนใจ

Related News