เศรษฐกิจ
“Binance” ถูกโจมตีทางไซเบอร์ครั้งใหญ่ เร่งอายัดทรัพย์กว่า 2.5 พันล้านดอลล์ ทำราคาบิตคอยน์ดิ่งหลุด 78,000 ดอลล์
2 ชั่วโมงที่แล้ว
16 views
Binance แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีรายใหญ่ ออกมายืนยันเมื่อวานนี้ (29 ต.ค.) ว่า บริษัทถูกโจมตีทางไซเบอร์ครั้งใหญ่ ส่งผลให้ต้องมีการอายัดสินทรัพย์มูลค่ากว่า 2,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อป้องกันการโจรกรรมเงินจำนวนมหาศาล
Binance ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีที่มีปริมาณการซื้อขายรายวันมากที่สุดในโลก เผยแพร่ข้อความหลายชุดผ่านแพลตฟอร์ม X โดยบางข้อความมีเนื้อหาที่ขัดแย้งกันเอง บริษัทพยายามยืนยันว่า “เงินทุนของผู้ใช้งานยังคงปลอดภัย” แต่ในขณะเดียวกันก็ระบุว่าจะ “รับผิดชอบชดเชยความเสียหายทั้งหมด”
ขอบเขตความเสียหายจากการโจมตีครั้งนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดในช่วงแรก อย่างไรก็ตาม Chainalysis บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลบล็อกเชน ประเมินว่า มูลค่าสินทรัพย์ที่ถูกขโมยไปอยู่ที่ประมาณ 5,912 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เกือบ 2 แสนล้านบาท)
หากตัวเลขดังกล่าวได้รับการยืนยัน จะถือว่ามีมูลค่าสูงกว่าเหตุโจมตีทางไซเบอร์ครั้งใหญ่ที่สุดก่อนหน้านี้เกือบ 4 เท่า โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 เมื่อแฮกเกอร์ขโมยสินทรัพย์มูลค่า 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากแพลตฟอร์ม Bybit ซึ่งมีการระบุว่าเกี่ยวข้องกับกลุ่มแฮกเกอร์ที่มีความเชื่อมโยงกับเกาหลีเหนือ
ซึ่งเมื่อเวลาประมาณ 00.30 น. ตามเวลามาตรฐานกรีนิช ของวันนี้ (30 ต.ค.) หรือ 07.30 น. ตามเวลาไทย Binance ระบุว่า บริษัทได้ระงับการฝากและถอนสินทรัพย์ทั้งหมดเป็นการชั่วคราว ระหว่างที่ทีมงานดำเนินการตรวจสอบความปลอดภัย อายัดสินทรัพย์ และประสานงานกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย
บริษัทระบุเพิ่มเติมว่า มูลค่าสินทรัพย์ที่อายัดได้อาจเพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากทีมงานกำลังทำงานร่วมกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ผู้ออกสินทรัพย์ บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลบล็อกเชน และพันธมิตรในอุตสาหกรรม เพื่อสืบหาเส้นทางการเคลื่อนย้ายและอายัดสินทรัพย์เพิ่มเติม
ทั้งนี้ Binance และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมยังไม่ได้เปิดเผยคำอธิบายที่ชัดเจนว่า การโจมตีทางไซเบอร์ครั้งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร
ด้านฉางเผิง จ้าว อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Binance ระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดูเหมือนจะเป็นการแฮก Binance จริง โดยจ้าวประเมินว่า มูลค่าความเสียหายทั้งหมดอาจสูงกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ขณะเดียวกัน เปาโล อาร์โดอิโน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Tether บริษัทผู้ออกเหรียญคริปโทเคอร์เรนซี USDT เปิดเผยว่า บริษัทได้อายัดสินทรัพย์มูลค่าประมาณ 1,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่อาจเป็นการแฮกแพลตฟอร์ม Binance
ด้านเจเรมี อัลแลร์ ผู้บริหารของ Circle ระบุว่า บริษัทได้อายัดเหรียญ USDC มูลค่ากว่า 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐเช่นกัน
ทั้ง USDT และ USDC จัดเป็น สเตเบิลคอยน์ (Stablecoin) หรือคริปโทเคอร์เรนซีที่ออกแบบให้มีมูลค่าค่อนข้างคงที่ โดยผูกมูลค่าไว้กับสินทรัพย์อ้างอิง ซึ่งในกรณีนี้คือเงินดอลลาร์สหรัฐ
ก่อนที่ Binance จะยืนยันว่าเกิดการโจมตีขึ้น ผู้สังเกตการณ์หลายรายในอุตสาหกรรมคริปโทเคอร์เรนซีได้ออกมาเตือนว่า แฮกเกอร์อาจเข้าถึงระบบของแพลตฟอร์มได้แล้ว
ข่าวดังกล่าวส่งผลให้ราคาคริปโทเคอร์เรนซีรายใหญ่ส่วนใหญ่ปรับตัวลดลง ขณะที่สเตเบิลคอยน์ได้รับผลกระทบน้อยกว่า เนื่องจากถูกออกแบบให้รักษามูลค่าให้อยู่ในกรอบที่แคบเมื่อเทียบกับสินทรัพย์อ้างอิง
Myh’ ouh เมื่อเวลาประมาณ 00.25 น. ตามเวลามาตรฐานกรีนิช ของวันนี้ หรือ 07.25 น. ตามเวลาไทย ราคาบิตคอยน์ปรับตัวลดลงเกือบร้อยละ 5 ส่วนอีเธอเรียมลดลงเกือบร้อยละ 6 ขณะที่ BNB ซึ่งเป็นคริปโทเคอร์เรนซีประจำระบบนิเวศของ Binance ร่วงลงเกือบร้อยละ 10
โดยเหตุโจมตี Binance เกิดขึ้นในช่วงที่ผู้เชี่ยวชาญและผู้สังเกตการณ์จำนวนมากเริ่มแสดงความกังวลเกี่ยวกับความสามารถของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง
หลายฝ่ายกังวลว่า โมเดล AI ที่มีความสามารถเพิ่มขึ้นอาจถูกนำมาใช้โจมตีระบบการเข้ารหัสข้อมูล (Cryptography) และมาตรการรักษาความปลอดภัยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงให้กับแพลตฟอร์มการเงินดิจิทัลและระบบที่เกี่ยวข้อง
ขณะที่ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วโลกเผชิญแรงเทขายอย่างหนัก หลังมีรายงานว่า "ไบแนนซ์" แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีรายใหญ่ที่สุดของโลก ถูกโจรกรรมสินทรัพย์มูลค่ามหาศาลกว่า 5,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ราคาบิตคอยน์ดิ่งหลุดระดับ 78,000 ดอลลาร์ทันที ขณะที่บริษัทผู้ออกเหรียญรายใหญ่หลายแห่งต้องเร่งอายัดเงินเพื่อสกัดความเสียหาย
ราคาบิตคอยน์ดิ่งหลุดจากระดับ 78,000 ดอลลาร์ในช่วงเช้านี้ หลังมีรายงานว่าบริษัท Binance ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซี ถูกโจรกรรมเหรียญคริปโทฯ เป็นเงินสูงถึง 5.7 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งสร้างความตื่นตระหนกในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล และส่งผลให้บริษัทคริปโทฯ รายใหญ่หลายแห่งประกาศอายัดเงินมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ที่เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ดังกล่าว
ราคาบิตคอยน์ [BTC.X] ร่วงลงกว่า 4% สู่ระดับ 77,994.96 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นการปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง หลังจากดิ่งหลุดระดับสำคัญทางจิตวิทยาที่ 80,000 ดอลลาร์
ส่วนราคาอีเธอร์ [ETH.X] ซึ่งเป็นคริปโทเคอร์เรนซีที่มีมูลค่าตลาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ร่วงลง 4.84% แตะที่ระดับ 2,247.45 ขณะที่เหรียญ BNB ซึ่งเป็นโทเคนหลักของ Binance ดิ่งลง 7.68% สู่ระดับ 694.45 ดอลลาร์
บริษัทคริปโทฯ หลายแห่ง รวมถึง Circle และ Tether ซึ่งเป็นผู้ออกเหรียญสเตเบิลคอยน์ ได้อายัดเงินเป็นมูลค่ารวมกัน 2.54 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ต้องสงสัยดังกล่าวเมื่อวันพฤหัสบดี (29 ต.ค.)
นอกจากนี้ อี้ เหอ ผู้ร่วมก่อตั้ง Binance เปิดเผยว่า บริษัท Ripple ได้ยับยั้งการเคลื่อนย้ายเงินมูลค่า 200 ล้านดอลลาร์ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ต้องสงสัยดังกล่าวเช่นกัน ด้าน Arkham Intelligence ซึ่งเป็นบริษัทวิเคราะห์บล็อกเชน ระบุว่า พบสินทรัพย์ดิจิทัลมูลค่าเกือบ 6 พันล้านดอลลาร์ในวอลเล็ต (Wallet) จำนวน 55 แห่งที่อาจเชื่อมโยงกับเหตุการณ์นี้ ซึ่งบ่งชี้ว่ามูลค่าของการโจรกรรมอาจมากกว่าจำนวนเงินที่ถูกอายัดไว้อย่างมีนัยสำคัญ
ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้ทำให้นักลงทุนกลับมาวิตกกังวลเกี่ยวกับช่องโหว่ด้านความปลอดภัยในอุตสาหกรรมคริปโทฯ ซึ่งเคยถูกเจาะระบบครั้งใหญ่มาอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยในปี 2568 แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโทฯ Bybit เคยถูกโจรกรรมเป็นมูลค่าราว 1.5 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่บริษัทคู่แข่งอย่าง Bitget เพิ่งสูญเสียสินทรัพย์ดิจิทัลมูลค่ากว่า 350 ล้านดอลลาร์จากการโจรกรรมทางไซเบอร์เมื่อไม่นานมานี้
ต่อมา Binance TH ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับข่าวเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ของ Binance โดยระบุว่า บริษัท กัลฟ์ ไบแนนซ์ จำกัด ยืนยันสินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้าบน Binance TH ยังคงปลอดภัย เนื่องจากกระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัลแบบออฟไลน์ (Cold Wallet) ของ Binance TH มีการแยกออกจากกระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัลของ Binance อย่างเป็นอิสระ โดย Binance TH ดำเนินงานภายใต้นิติบุคคลและระบบการจัดเก็บสินทรัพย์ดิจิทัลของตนเอง
ทั้งนี้ เพื่อเป็นมาตรการป้องกันเชิงรุก บริษัทฯ ขอแจ้งระงับบริการฝากและถอนสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นการชั่วคราว ในขณะที่ทีมงานผู้เชี่ยวชาญกำลังดำเนินการตรวจสอบระบบความปลอดภัยโดยละเอียด โดยบริการอื่นๆ บนแพลตฟอร์มยังคงสามารถใช้งานได้ตามปกติ และบริษัทฯ จะเร่งดำเนินการเปิดให้บริการฝาก-ถอนทันทีที่การตรวจสอบเสร็จสิ้น
แท็กที่เกี่ยวข้อง