เศรษฐกิจ
‘เอกนัฏ’ เล็งปรับลดภาษีน้ำมัน E20-B20 ช่วยประชาชนรับมือราคาน้ำมันพุ่งแรง
1 ชั่วโมงที่แล้ว
9 views
กระทรวงพลังงาน แย้มหารือคลังปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน B20 - E20 รับมือราคาน้ำมันพุ่งแรง พร้อมเล็งดึงเงินกองทุนอนุรักษ์พลังงานพยุงกองทุนน้ำมันฯ หลังติดลบกว่า 1 แสนล้านบาท
เมื่อวานนี้ (22 ต.ค.69) นายเอกนัฎ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่าจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นนั้น กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างการหารือกับกระทรวงการคลังในการนำมาตรการปรับลดภาษีสรรพสามิตกลับมาใช้ ซึ่งเบื้องต้นน่าจะเริ่มลดในส่วนของตัวน้ำมันที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพ อาทิ น้ำมันดีเซล B20 (B20) และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 (E20) เนื่องจากปัจจุบันมีการส่งเสริมการใช้น้ำมัน B20 และ E20 เป็นตัวน้ำมันช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า โดยผู้ใช้น้ำมัน B20 ส่วนใหญ่ก็เป็นภาคขนส่ง ส่วนน้ำมัน E20 ก็จะมีในส่วนกลุ่มมอเตอร์ไซค์และไรเดอร์ รวมถึงพวกอุปกรณ์การเกษตร ซึ่งปัจจุบันมีราคาถูกกว่าน้ำมันฐาน อาทิ น้ำมันดีเซล B7 กับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E10 (แก๊สโซฮอล์ 91 และ 95) ประมาณ 8 บาท โดยกระทรวงพลังงานพยายามรักษาระดับไว้ให้ถูกกว่า 6 บาท พร้อมยืนยันว่าการลดราคาตรงนี้ก็ไม่ต้องเป็นภาระกับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
ทั้งนี้ ยอมรับว่าปัจจุบันราคาน้ำมันดิบทั้งน้ำมันเบนซินและดีเซลปรับตัวสูงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะน้ำมันดิบกับน้ำมันดีเซลในช่วง 2 เดือนกว่าที่ผ่านมาปรับตัวเพิ่มขึ้นแล้วกว่า 50-70% หรือคิดเป็นมูลค่าราว 10-15 บาท ซึ่งกระทรวงพลังงานก็พยายามใช้กองทุนน้ำมันฯ และค่าการกลั่นในการช่วยลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชน โดยในส่วนของการปรับค่าการกลั่นพิจารณาถึงผลประโยชน์ส่วนเกินไปแล้วเกือบ 30,000 ล้าน และล่าสุดก็ได้ปรับลดราคาอีกราว 4,000 ล้านบาท เพื่อที่จะพยุงไม่ให้ราคาน้ำมันปรับขึ้นแรงมากนัก
ขณะที่ความชัดเจนของเรื่องการปรับลดภาษีสรรพสามิต ยืนยันว่าปัจจุบันกำลังเร่งดูอยู่และจะพยายามเอามาตรการออกมาให้เร็วที่สุด เพื่อลดภาระของกลุ่มผู้ใช้น้ำมันและประชาชนไม่ให้ไปมากกว่านี้ โดยตอนนี้ถ้าดูเปรียบเทียบราคาน้ำมันเราก็อยากให้สถานการณ์ดีขึ้น ซึ่งถ้าปรับตัวดีขึ้นเมื่อไหร่ก็อยากจะเร่งปรับลดราคาน้ำมันในทันที โดยกระทรวงพลังงานพยายามติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ตอนนี้น้ำมันดีเซลในไทยก็ใกล้เคียงกับประเทศมาเลเซียแล้ว ซึ่งจะพยายามให้ราคาน้ำมันไม่สูงไปกว่าประเทศอื่นๆได้มาก
"ที่ผ่านมาเราใช้ 2 กลไกในการดูแลราคาน้ำมัน คือ 1.เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และ 2.การปรับค่าการกลั่น แต่ยังไม่มีการปรับลดภาษีสรรพสามิต ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับตอนเกิดสงครามรัสเซียและยูเครนก็มีการลดภาษีสรรพสามิตทั้งน้ำมันเบนซินและดีเซลเป็นเวลาเกือบ 2 ปี เพื่อที่จะลดผลกระทบ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีต ก็คือ พอลดภาษีสรรพสามิต ก็ทำให้รายได้ภาครัฐลดลงและต้องตั้งงบประมาณไปกู้เพิ่ม จึงทำให้ประเทศต้องกู้เพิ่มเกือบ 2-3 แสนล้านบาท ซึ่งหากถามว่าตอนนี้ใช้ได้ไหม ส่วนตัวมองว่าก็จะใช้เป็นมาตรการสุดท้าย " นายเอกนัฎ กล่าว
สำหรับด้านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปัจจุบันติดลบอยู่ประมาณ 1 แสนล้านบาท กระทรวงพลังงานก็กำลังดูหลายทางเลือกที่จะมาช่วยสภาพคล่องของกองทุนฯ โดยที่ไม่ต้องไปกู้เพิ่ม เช่น อาจจะมีการไปปรับลดหรือก็เรียกคืนเงินในกองทุนอื่นๆ เช่น การนำเงินจากกองทุนอนุรักษ์พลังงานที่ไม่ได้ใช้มาใส่ในกองทุนน้ำมันฯเพื่อลดภาระของกองทุนไม่ให้ติดลบไปมากกว่านี้ โดยเรื่องนี้กำลังศึกษาว่าต้องใช้วิธีใด เพราะจริงๆแล้วเงินกองทุนอนุรักษ์พลังงาน ก็มาจากการเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมัน ฉะนั้นตอนที่ราคาน้ำมันสูง ตนคิดว่าไม่ต้องไปสนใจเรื่องภารกิจของกองทุนอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งถ้ามีเงินกองอยู่ก็เอามาช่วยลดราคาน้ำมันจะดีกว่า
อย่างไรก็ตามสถานะกองทุนน้ำมันฯในยุคเกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน เคยติดลบสูงถึง 150,000 ล้านบาท และตอนนั้นรัฐบาลเคยลดภาษีสรรพสามิตไปมูลค่าเกือบ 200,000 ล้านบาท ซึ่งตอนนี้ภาษีสรรพสามิตยังไม่ได้มีการปรับลดและเงินกองทุนน้ำมันฯก็ยังติดลบอยู่ที่ประมาณ 100,000 โดยยังมี option ไปเอาเงินจากกองทุนอื่นอีก รวมถึงอีกส่วนหนึ่งก็มีการพูดคุยกับกระทรวงการคลังว่าช่วงเวลานี้กลุ่มบริษัทน้ำมันที่คลังถือหุ้นก็มีการจ่ายเงินปันผลออกมาเพราะมีรายได้และกำไรมากขึ้น ก็ควรจะมีการช่วยหรือลดภาระให้กับผู้ใช้น้ำมันและประชาชนในช่วงนี้ ซึ่งเรื่องนี้ก็ยังมีช่องทางที่ไปต่อได้
แท็กที่เกี่ยวข้อง