เศรษฐกิจ

'เอกนิติ' โชว์ศักยภาพเวทีโลกดึงลงทุน FDI ด้าน IMF ชวนผู้ร่วมงานช้อปปิ้งกระตุ้น ศก.ไทย

1 ชั่วโมงที่แล้ว

16 views

วานนี้ 15 ต.ค. 2569   บนเวทีเสวนา "Debate on the Global Economy Forging Resilient and Dynamic Economies for the Future" หรือการอภิปรายเรื่องเศรษฐกิจโลกเพื่อสร้างเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่นและมีพลวัตสำหรับอนาคต ผู้นำทางการเงินระดับโลกได้ร่วมวิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจ นำโดย นางคริสตาลินา จอร์เจียวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF), นายคีเรียคอส เพียร์ราคาคิส รัฐมนตรีจากกรีซ, นายโอลาเยมี คาร์โดโซ ผู้ว่าการธนาคารกลางแห่งไนจีเรีย, นายลุยซ์ กาปูโต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ อาร์เจนตินา และ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของไทย


ไฮไลต์สำคัญบนเวทีคือการแสดงศักยภาพของประเทศไทย โดยนายเอกนิติ ได้เปรียบประเทศไทยเป็นเหมือนเรือลำเล็กที่กำลังเผชิญหน้ากับพายุ 4 ลูก ได้แก่ ราคาพลังงานที่สูงขึ้น, ความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์, อัตราดอกเบี้ยและผลตอบแทนพันธบัตรที่เพิ่มขึ้น, และกระแสการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI


แต่ท่ามกลางพายุเหล่านี้ ไทยสามารถยืนหยัดได้ด้วยการรักษาวินัยทางการคลังอย่างเคร่งครัด ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีของไทยอยู่เพียงประมาณ 2.3% ซึ่งต่ำกว่าสหรัฐอเมริกาและยุโรปอย่างมาก พร้อมกันนี้ ไทยยังใช้โอกาสจากการจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานใหม่ ดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ เช่น AI, อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และยานยนต์ไฟฟ้า โดยในช่วงครึ่งปีแรก ยอด FDI โตขึ้นถึง 47% คิดเป็นมูลค่าราว 44,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ


นายเอกนิติ ยังระบุว่า การลงทุนเหล่านี้เปรียบเสมือน "รถไฟความเร็วสูง" ที่กำลังวิ่งเข้ามา รัฐบาลจึงเร่งเปิดประตูให้คนไทยและธุรกิจ SME ก้าวขึ้นขบวนรถไฟนี้ให้ทัน ผ่านโครงการ "SkillBridge" เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และยกระดับศักยภาพคนไทยให้เข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก


ด้านนางคริสตาลินา จอร์เจียวา กรรมการผู้จัดการ IMF ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2026 จะเติบโตที่ระดับ 3.1% แม้ตัวเลขจะสะท้อนความยืดหยุ่นฟื้นตัวได้ แต่แท้จริงแล้วตั้งอยู่บนรากฐานที่เปราะบาง ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกเปรียบเสมือนยืนอยู่บน "ขาข้างเดียว" โดยพึ่งพาเพียงแรงขับเคลื่อนจากอุตสาหกรรม AI ซึ่งประเทศไทยนับว่ามีความโชคดีที่เป็น 1 ใน 7 ประเทศที่เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน AI ร่วมกับชาติมหาอำนาจอย่างจีน สหรัฐฯ และอินเดีย


IMF ยังได้ให้ข้อเสนอแนะที่สำคัญต่อประเทศต่างๆ ว่า ควรใช้ช่วงเวลานี้ฟื้นฟูกันชนทางเศรษฐกิจ ลดหนี้สิน และ "จัดระเบียบบ้านเรือนของตนเองให้เรียบร้อย" (Put your house in order) พร้อมเตือนถึงปัญหาการขาดสมดุลอย่างรุนแรงระหว่างชาติมหาอำนาจ และแนะนำให้ประเทศต่างๆ เตรียมความพร้อมรับมือกับ AI ผ่านการสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและทักษะแรงงาน

สำหรับปัญหาและอุปสรรคของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ที่ประชุมต่างแสดงความกังวลต่อแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่มาจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นจากสงคราม และราคาอาหารที่เพิ่มขึ้นจากปรากฏการณ์เอลนีโญ รวมถึงปัญหาหนี้สาธารณะและการขาดดุลงบประมาณระดับสูงในหลายประเทศ

นอกจากนี้ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังส่งผลให้เกิดการแตกกระจายของห่วงโซ่อุปทาน และกระทบต่อต้นทุนทางเศรษฐกิจและการค้าโลก ซึ่งประเทศไทยได้วางแนวทางรับมือด้วยการรักษาจุดยืนเปิดกว้าง (Stay open) และบูรณาการความร่วมมือกับพันธมิตรในภูมิภาคอาเซียน เช่น การรับมือวิกฤตพลังงานผ่านโครงการโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) การเจรจากรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) เพื่อรองรับ AI การเชื่อมโยงระบบชำระเงินข้ามพรมแดน รวมถึงการเดินหน้าเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) กับสหภาพยุโรป

ในช่วงท้ายของการเสวนา บรรยากาศจบลงอย่างชื่นมื่น เมื่อกรรมการผู้จัดการ IMF ได้ใช้โอกาสนี้กล่าวชื่นชมประเทศไทยอย่างเป็นกันเองว่า ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงานได้อย่างยอดเยี่ยม พร้อมทั้งประกาศเชิญชวนให้ผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วโลกที่มารวมตัวกันอยู่ที่นี่ ออกไปช้อปปิ้งเพื่อช่วยอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนและกระตุ้นเศรษฐกิจให้กับประเทศไทย ขณะที่รองนายกรัฐมนตรีของไทยได้กล่าวขอบคุณและฝากคำเชิญชวนให้นักลงทุนทั่วโลกเข้ามาลงทุนในเศรษฐกิจไทยเช่นเดียวกัน

แท็กที่เกี่ยวข้อง  

คุณอาจสนใจ