เศรษฐกิจ
สศช.เผยสัญญาณว่างงานพุ่ง “พนักงานสายสนับสนุน” กว่า 2 ล้าน เสี่ยงถูก AI แทนที่
2 ชั่วโมงที่แล้ว
12 views
สศช.แถลงภาวะสังคมไทยไตรมาสแรกปี 2569 จับตาสัญญาณ “ว่างงาน” พุ่งสูงขึ้น รายได้ลดลง กลุ่มอาชีพอิสระกระทบสุด ภาคอุตสาหกรรมเริ่มลดชั่วโมงทำงาน-ลดโอที ขณะที่หนี้ครัวเรือนยังสูง พบ “พนักงานสายสนับสนุน” กว่า 2 ล้านคน เสี่ยงถูก AI แทนที่
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปิดเผยภาวะสังคมไทยไตรมาสที่ 1 ปี 2569 พบว่าการจ้างงานมีผู้มีงานทำรวม 41.2 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.6 โดยเฉพาะในภาคค้าส่งและค้าปลีกที่ขยายตัวสูงสุดถึงร้อยละ 7.3 อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่น่ากังวลคืออัตราการว่างงานที่ขยับขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 0.94 หรือคิดเป็นผู้ว่างงานราว 3.9 แสนคน เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 0.7 ในไตรมาสก่อนหน้า โดยกลุ่มที่เคยทำงานมาก่อนมีการว่างงานเพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 44.8
นอกจากนี้ รายได้เฉลี่ยของแรงงานภาพรวมลดลงร้อยละ 0.6 อยู่ที่ 16,145 บาทต่อเดือน โดยกลุ่มอาชีพอิสระได้รับผลกระทบหนักที่สุด มีรายได้ลดลงร้อยละ 2.5 ขณะที่ชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยทรงตัวอยู่ที่ 44 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่เริ่มพบสัญญาณการลดชั่วโมงทำงานและตัดงบประมาณค่าล่วงเวลา หรือ OT ในกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตและท่องเที่ยว เพื่อควบคุมต้นทุนจากผลกระทบสถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศ
สศช.มองประเด็นที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ (1) การรองรับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อการจ้างงานและรายได้ของแรงงานที่อาจลดลง ท่ามกลางภาวะค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเร่งเตรียมมาตรการช่วยเหลือ โดยเฉพาะการจับคู่การจ้างงานในสาขาที่มีความต้องการแรงงาน (2) การว่างงานแฝงมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยในปี 2568 มีจำนวนกว่า 2.2 แสนคน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 17.8 ส่วนใหญ่มีการศึกษาไม่สูงและอยู่ในภาคเกษตร จึงควรเร่งยกระดับผลิตภาพและสร้างอาชีพเสริม เพื่อเพิ่มชั่วโมงการทำงานและรายได้ และ (3) ความเสี่ยงต่อการจ้างงานในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เนื่องจากการผลิตรถยนต์สันดาปลดลงต่อเนื่อง ทำให้แรงงานในอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนเครื่องยนต์สันดาปมีความเสี่ยงต้องย้ายไปทำงานในอุตสาหกรรมอื่น
นอกจากนี้ สศช. ยังให้ความสำคัญเกี่ยวกับผลกระทบจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ต่อแรงงานไทย โดยผลศึกษาพบว่ามีแรงงานราว 8.7 ล้านคน หรือร้อยละ 22 ของแรงงานทั้งหมดที่จะได้รับผลกระทบ แบ่งเป็นกลุ่มที่เสี่ยงถูก AI เข้ามาทดแทนการทำงานโดยตรงจำนวน 2.2 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มพนักงานเสมียน เลขานุการ และเจ้าหน้าที่สนับสนุน ซึ่งกว่าร้อยละ 53 อยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล และเป็นผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรี
ขณะที่แรงงานอีก 6.5 ล้านคน จะเป็นกลุ่มที่ใช้ AI เข้ามาช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงาน เช่น พนักงานขาย และผู้บริหาร ซึ่งความท้าทายสำคัญคือกลุ่มเด็กจบใหม่ที่อาจหางานยากขึ้น เนื่องจากองค์กรต้องการแรงงานที่มีทักษะขั้นสูงในการบริหารจัดการ AI
สำหรับสถานการณ์หนี้ครัวเรือน ข้อมูลล่าสุดในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 มีมูลค่ารวม 16.44 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 86.7 ของ GDP แม้การขยายตัวจะชะลอตัวลง แต่คุณภาพสินเชื่อมีความน่ากังวล โดยข้อมูลจากเครดิตบูโรระบุว่า หนี้เสีย หรือ NPL ภาพรวมมีมูลค่า1.31 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 9.59 ของสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 9.45 ของไตรมาสที่ผ่านมา จากสินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อส่วนบุคคล ประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ คือ พฤติกรรมการบริโภคของคนรุ่นใหม่ที่มักซื้อสินค้าและบริการตามรีวิวหรือเทรนด์ออนไลน์ ทำให้หนี้คงค้างบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลกลุ่มต่ำกว่า 25 ปี เพิ่มขึ้นสูงสุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่นในปี 2568 จึงควรเร่งเสริมสร้างทักษะทางการเงินแก่คนรุ่นใหม่ตั้งแต่ประถมศึกษา
รวมถึงการเปิดตัวของธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) อาจต้องเฝ้าระวังการก่อหนี้เพิ่ม ดังกรณีประเทศจีนที่พบว่า ผู้กู้บางส่วนเข้าสู่วงจรหนี้ได้ง่ายขึ้น ขณะที่ฟิลิปปินส์พบว่า ธนาคารดิจิทัลมีสัดส่วน NPLs สูงกว่าธนาคารแบบดั้งเดิม และ (3) อิทธิพลของ Finfluencer ต่อพฤติกรรมการเงินครัวเรือนในยุคดิจิทัล Finfluencer บางส่วนอาจเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนหรือคลาดเคลื่อน จึงควรให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลเนื้อหาของ Finfluencer อาทิ กำหนดให้ขึ้นทะเบียนกับ ก.ล.ต. และมีใบอนุญาต
ด้านมาตรการ "ไทยช่วยไทย พลัส" ของรัฐบาล เลขาธิการ สศช. ระบุว่ามุ่งเน้นการบรรเทาภาระค่าครองชีพเป็นหลัก โดยพบว่ามีประชาชนลงทะเบียนถึง 20 ล้านคนภายใน 30 นาทีแรก สะท้อนถึงความต้องการความช่วยเหลือด้านค่าใช้จ่ายที่พุ่งสูงขึ้น โดยโครงการนี้มีการนำระบบ AI เข้ามาช่วยผู้ประกอบการรายย่อยวิเคราะห์ข้อมูลการขายเพื่อลดต้นทุนและสร้างโอกาสในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน
แท็กที่เกี่ยวข้อง ข่าวเศรษฐกิจ ,ตกงาน ,AIแทนที่พนักงาน