เศรษฐกิจ
เตือนไทยรับมือ AI Disruption กำลังเข้าแทนที่แรงงานมนุษย์
5 ชั่วโมงที่แล้ว
8 views
ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเปิดเผยสถานการณ์การเลิกจ้างทั่วโลก ชี้ AI พัฒนาจาก “เครื่องมือเสริม” สู่ “ระบบปฏิบัติการหลัก” (Operating System) ขององค์กร เตือน “ไทย” อาจเผชิญวิกฤตช้ากว่าสหรัฐฯ 2 ปี ชี้ “ความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ” ของไทยอาจเป็นดาบสองคมขัดขวางการปฏิรูปโครงสร้างแรงงานอย่างยั่งยืน
นายปฐม อินทโรดม กรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและสื่อดิจิทัล ได้วิเคราะห์ปรากฏการณ์การเลิกจ้างงานของ 4 บริษัทยักษ์ใหญ่ หรือ Big 4 ด้านเทคโนโลยีระดับโลก ( Meta, Amazon, Microsoft , Intel )
โดย Meta ปลดคนไป 8,000 กว่าคน , Amazon ประมาณ 16,000 ถึงประมาณ 30,000 คน และ Microsoft เป็น volunteer พร้อมระบุว่า สถานการณ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าปัจจัยหลักในปัจจุบันไม่ใช่เพียงแค่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยเหมือนในอดีต แต่คือการปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่เพื่อนำ AI เข้ามาเป็นแกนกลางในการทำงาน จาก “เครื่องมือ” สู่ “ระบบปฏิบัติการ” (From Tool to OS)
นายปฐม ระบุว่า ปัจจุบัน AI ได้เปลี่ยนสถานะจากการเป็นเพียงทางเลือกในการเพิ่มประสิทธิภาพ (Tools) มาเป็น “ระบบปฏิบัติการขององค์กร” (Operating System) ซึ่งหมายความว่า งานหลักในหลายส่วนถูกส่งต่อให้ AI รับผิดชอบโดยตรง ส่งผลให้บริษัทสามารถลดจำนวนพนักงานลงได้ในขณะที่กำไรและราคาหุ้นยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ในอดีตเรา มองว่า AI จะมาแทนที่งานรูทีน หรือ งานระดับล่าง แต่ในสหรัฐฯ ปัจจุบันลามไปถึงงานระดับบริหารที่มีค่าตอบแทนสูงแล้ว
สำหรับประเทศไทย เรากำลังอยู่ในวงจรที่ตามหลังสหรัฐฯ ประมาณ 2 ปี ซึ่งหมายความว่า ผลกระทบในวงกว้างต่อแรงงานไทยกำลังจะมาถึงในเร็วๆ นี้ ประเด็นสำคัญคือ ไทยยังติดกับดักความอยู่รอด (The Productivity Trap) โดย นายปฐม เปรียบเทียบว่าไทยยังเอาตัวรอดจากวิกฤตเศรษฐกิจได้ด้วยการพึ่งพาภาคเศรษฐกิจนอกระบบ (Informal Economy) เช่น การผันตัวไปทำอาชีพอิสระ หรือ การสนับสนุนจากครอบครัวในต่างจังหวัด เป็นเหมือน “ยาพาราเซตามอล” ที่ช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดจากการตกงาน แต่กลับทำให้ประเทศไม่ยอมเข้าสู่กระบวนการ “ผ่าตัด” เพื่อปรับโครงสร้างแรงงานและทักษะอย่างจริงจัง
“คนไทยอึด ป่วยก็กินยาแล้วไปทำงานต่อ ทำให้เราไม่รู้สึกว่าต้องปรับปรุงโครงสร้าง หรือ สร้างบุคลากรด้าน AI Expert อย่างเร่งด่วน เพราะเรายัง ‘อยู่ได้’ แต่ในระยะยาว นี่คือการเสียเปรียบเชิงการแข่งขันอย่างมหาศาลเมื่อเทียบกับประเทศที่ประกาศให้ AI เป็นยุทธศาสตร์ชาติอย่างสิงคโปร์ จีน หรือกลุ่มตะวันออกกลาง”
พร้อมทั้งแนะรัฐสร้าง Ecosystem มากกว่าแค่ Data Center ต่อยอดนโยบายดึงดูดการลงทุน Data Center โดยนายปฐมเสนอแนะว่า ภาครัฐต้องมองให้ไกลกว่าเพียงการให้เช่าพื้นที่ หรือ ขายไฟฟ้า แต่ต้องสร้าง “ระบบนิเวศ AI” (AI Ecosystem) ที่ครบวงจร ตั้งแต่ศูนย์การเรียนรู้ การฝึกอบรมทักษะใหม่ (Reskill) ไปจนถึงอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และบริการ (Service Robot) เพื่อรองรับแรงงานที่ถูกเลิกจ้างให้สามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่สายงานใหม่ได้อย่างยั่งยืน หรือที่เรียกว่า “Adaptive Workforce”
นายปฐมได้หยิบยกกรณีของนายลอเรนซ์ ว่อง ผู้นำสิงคโปร์ ที่สื่อสารกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมาถึงภัยคุกคามของ AI และคำมั่นสัญญาของรัฐที่จะรักษา “คน” ไว้แม้จะไม่สามารถรักษา “ตำแหน่งงาน” ได้ พร้อมเรียกร้องให้ผู้นำไทยแสดงวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและเป็นเอกภาพมากกว่าที่เป็นอยู่
“ผู้นำประเทศต้องออกมาพูดและสร้างอิมแพ็คให้ประชาชนรู้ว่า เราจะอยู่รอดอย่างไรในยุค AI Disruption ความชัดเจนจากระดับนโยบายคือสิ่งเดียวที่จะทำให้เกิดการขยับตัวทั้งระบบ และพาประเทศไทยออกจากกับดักประสิทธิภาพเดิมๆ ไปสู่โลกใหม่ที่มี AI เป็นระบบปฏิบัติการหลักได้อย่างแท้จริง”
แท็กที่เกี่ยวข้อง