เศรษฐกิจ
เสียงชาวนา จะทำต่อหรือจะพอแค่นี้ พิษน้ำมันแพงทำต้นทุนพุ่งสูง แบกรับค่ารถไถ-ปุ๋ยแทบไม่ไหว
3 ชั่วโมงที่แล้ว
12 views
ชาวนาลังเล จะทำต่อหรือจะพอแค่นี้ พิษน้ำมันแพงทำต้นทุนชาวนาพุ่งสูง แบกรับค่ารถไถ-ปุ๋ยและพันธุ์ข้าวเพิ่ม หลายหลายยังชั่งใจกำไร-ขาดทุน วอนรัฐบาลทำราคาข้าวตอนเกี่ยว 14-15 บาท หากต่ำกว่านี้คงได้แต่ฟางให้วัว-ควายได้กินเท่านั้น
วานนี้ (7 พ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากปัญหาราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับขึ้นอยู่ที่ลิตรละ 40 กว่าบาทเวลานี้ ส่งผลทำให้เกษตรกรชาวนาลังเลที่จะลงมือทำการไถ-หว่านข้าว เนื่องจากต้นทุนทั้งค่าไถนา ปุ๋ย และค่าพันธุ์ข้าว มีการปรับราคาเพิ่มสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน ซึ่งอาจไม่คุ้มค่ากับการลงทุนทำนาในปีนี้
โดยเฉพาะเกษตรกรชาวนาที่บ้านตะบัล(คุ้มหนองไทร) ม.7 ต.สลักได อ.เมือง จ.สุรินทร์ โดยปกติในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมของทุกปี จะพบเกษตรกรชาวนาในพื้นที่นี้ ลงมือทำการไถ-หว่านข้าวกันแล้ว ซึ่งแตกต่างจากปีนี้ที่พบว่าท้องทุ่งนาเงียบสนิท ไร้วี่แววของการทำนา พบมีเพียงวัว-ควาย ที่แทะเล็มหญ้าอยู่ตามทุ่งนา ทั้งที่ฟ้าฝนได้ตกลงมาอย่างต่อเนื่องในช่วงนี้
จากการสอบถาม นายสายัน ริ อายุ 48 ปี ชาวบ้านตะบัล (คุ้มหนองไทร) เปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังตัดสินใจว่าจะทำนาต่อดีหรือไม่ เพราะต้นทุนการทำนาปีนี้สูงมาก จนชาวนาอยู่กันลำบาก โดยปกติทุกปีชาวนาในพื้นที่จะเริ่มไถหว่านกันหมดแล้ว แต่ปีนี้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเกือบทุกอย่าง ทั้งค่ารถไถรวมค่าปั่นจากเดิมไร่ละประมาณ 400 บาทกว่า ปัจจุบันเพิ่มเป็นไร่ละ 500-600 บาท ส่วนค่าปุ๋ยจากเดิมกระสอบละ 800-900 บาท ตอนนี้ขึ้นไปถึงกระสอบละ 1,200 บาท ขณะที่พันธุ์ข้าวก็มีราคาสูงขึ้นเช่นกัน
นอกจากนี้ ยังมีค่าเช่านาไร่ละ 1,000 บาท ซึ่งตนเองทำนาทั้งหมด 33 ไร่ คิดเป็นค่าเช่านากว่า 33,000 บาทแล้ว โดยปีที่ผ่านมา ลงทุนทำนาไปกว่าหนึ่งแสนบาท แต่กลับได้ข้าวเพียง 8 ตัน ทำให้ขาดทุนกว่า 40,000 บาท เนื่องจากปัญหาข้าวดีดและข้าวนกที่ระบาดหนัก หากไม่มีปัญหาดังกล่าวก็อาจยังพอมีรายได้เหลือบ้าง
นายสายัน ระบุอีกว่า ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งมาจากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น จากเดิมลิตรละประมาณ 30 บาท ปัจจุบันอยู่ที่ 41 บาท ส่งผลกระทบต่อค่าจ้างไถนาและค่าดำเนินการต่าง ๆ ทำให้ชาวนาหลายคนยังชั่งใจว่าจะทำนาต่อหรือไม่ เพราะเมื่อถึงช่วงเก็บเกี่ยวกลับขายข้าวได้เพียงกิโลกรัมละ 10-11 บาท ซึ่งไม่คุ้มกับต้นทุนที่ลงทุนไป แต่หากราคาข้าวอยู่ที่กิโลกรัมละ 14-15 บาท เกษตรกรก็ยังพออยู่ได้
เจ้าตัวยังสะท้อนว่า แม้ทำนาในช่วงปกติก็ยังขาดทุนอยู่แล้ว แต่เมื่อค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ปรับสูงขึ้นอีก ก็ยิ่งซ้ำเติมชาวนาเข้าไปอีก ทำไปก็เหมือนได้เพียงฟางไว้เลี้ยงวัวควายเท่านั้น ปีที่ผ่านมาไม่เพียงขาดทุน แต่ยังไม่ได้ฟางกลับมา เพราะถูกน้ำท่วมเสียหายทั้งหมด
พร้อมกันนี้ อยากให้รัฐบาลช่วยดูแลเรื่องราคาข้าวในช่วงที่เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน ให้มีราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 14-15 บาท เพราะถือเป็นราคาที่ชาวนายังพออยู่ได้ ไม่ใช่ปล่อยให้ราคาข้าวช่วงเก็บเกี่ยวเหลือเพียงกิโลกรัมละ 11 บาท แล้วค่อยมาปรับขึ้นราคาในช่วงเดือนพฤษภาคม ซึ่งขณะนั้นเกษตรกรขายข้าวหมดไปแล้ว ไม่มีผลผลิตเหลือเก็บไว้ขาย
ส่วนเรื่องราคาปุ๋ย หากอยู่ที่กระสอบละ 800-900 บาท ชาวนาก็ยังพอรับภาระได้ โดยตนเองทำนา 33 ไร่ ใช้ปุ๋ยประมาณ 25 กระสอบ เมื่อต้องลงทุนสูงแต่รายได้ไม่แน่นอน จึงกลายเป็นอาชีพที่มีความเสี่ยงสูง ทั้งปัญหาฝนแล้ง น้ำท่วม และต้นทุนที่พุ่งขึ้นต่อเนื่อง แต่ถึงอย่างนั้น หากไม่ทำนา ก็ไม่รู้จะหาข้าวจากที่ไหนมากิน เพราะจะซื้อก็มีค่าใช้จ่ายสูงเช่นกัน จึงจำเป็นต้องสู้ต่อ หวังเพียงให้มีข้าวไว้บริโภคในครัวเรือนบ้าง
อ่านข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : https://youtu.be/DjOWOPdBTiU
แท็กที่เกี่ยวข้อง