เศรษฐกิจ

ดีเซลพุ่ง น้ำมันปาล์ม-สบู่-แชมพู แห่ต่อคิวยื่นปรับขึ้นราคา

2 ชั่วโมงที่แล้ว

22 views

กรมการค้าภายในวิเคราะห์น้ำมันดีเซลลิตรละ 50 บาท กระทบต่อต้นทุนสินค้า 0.7-44.4% อาหารสดต่ำสุด ปุ๋ยสูงสุด ล่าสุด น้ำมันปาล์ม สบู่ แชมพู ขอปรับราคาแล้ว แต่ยังไม่อนุมัติ

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดผลวิเคราะห์ราคาน้ำมันดีเซลที่ลิตรละ 50 บาท พบว่า มีผลกระทบกับราคาสินค้าแตกต่างกัน มากบ้าง น้อยบาง เฉลี่ย 0.7-44.4% แล้วแต่สินค้า โดยหมวดอาหารและเครื่องดื่ม กระทบ 1.6-12.1% ของใช้ประจำวัน กระทบ 1.4-16.2% ปัจจัยการเกษตร กระทบ 44.4% วัสดุก่อสร้าง กระทบ 1.5-2.1% และอาหารสด กระทบ 0.7-3.2% ซึ่งไม่ได้หมายความว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากดีเซล จะทำให้สินค้าปรับเพิ่มขึ้นตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทันที เพราะต้องพิจารณาปัจจัยอื่น ๆ ประกอบด้วย และการปรับขึ้นราคา จะพิจารณาต้นทุน โครงสร้างราคา และหากจำเป็น ก็จะให้ปรับขึ้นน้อยที่สุด เพื่อไม่ให้เป็นภาระประชาชนมากเกินไป

อย่างไรก็ดี ล่าสุด มีสินค้าควบคุมในกลุ่มที่ต้องขออนุญาตก่อนปรับราคาจำนวน 15 รายการ ได้ยื่นขอปรับราคาเข้ามาแล้ว เช่น น้ำมันปาล์ม ยื่นมา 4 ราย กรมฯ กำลังอยู่ระหว่างการวิเคราะห์ต้นทุน ตรวจสอบสต็อกเก่า โดยยอมรับว่า ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นจริง หากพิจารณาจากปี 2568 ราคาผลปาล์มอยู่ที่กิโลกรัม (กก.) ละ 5.73 บาท น้ำมันปาล์มดิบ กก.ละ 33.47 บาท น้ำมันปาล์มขวด 48 บาท แต่ปี 2569 ราคาผลปาล์มขยับขึ้นไปกิโลกรัมละ 8 บาท น้ำมันปาล์มดิบกิโลกรัมละ 41.75 บาท และน้ำมันปาล์มขวด 42-50 บาท ซึ่งตามปกติช่วงห่างระหว่างน้ำมันปาล์มดิบกับน้ำมันปาล์มขวดจะอยู่ที่ 12-15 บาท แต่ตอนนี้ห่างแค่ 0.25-8 บาท มีแนวโน้มว่าต้องให้ปรับขึ้น แต่จะขอความร่วมมือค่อย ๆ ขยับราคา เพื่อไม่ให้กระทบกับประชาชนจนเกินไป

ขณะที่ผู้ผลิตสบู่ แชมพู ก็ยื่นขอปรับราคาเข้ามาแล้วเช่นกัน กรมกำลังพิจารณาโครงสร้างราคา ต้นทุน โดยมีเวลาในการพิจารณา 2 สัปดาห์ และหากจำเป็นต้องปรับขึ้นราคา ก็จะพิจารณาให้ปรับเท่าที่จำเป็น แต่ถ้าปกติกำไร 5% ต้นทุนเพิ่ม 2% ก็อาจจะขอความร่วมมือให้ชะลอไปก่อน

ส่วนสินค้าอื่น ๆ ที่อยู่ในบัญชีควบคุมและต้องขออนุญาตก่อนปรับราคา อาทิ ปลากระป๋อง ยังไม่มีการขอปรับราคา มีแต่หารือว่าต้นทุนเริ่มเพิ่มสูงขึ้น ทั้งพลาสติกและปลา บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ไม่มีการปรับราคา ผู้ผลิตยินดีรับภาระต้นทุนและลดกำไรลง นมผง นมพร้อมดื่ม เริ่มมีปัญหาวัตถุดิบ ในส่วนของกล่องและพลาสติก แต่ยังไม่ขอปรับราคา ที่เหลือทั้งกระดาษชำระและกระดาษเช็ดหน้า ผงซักฟอกและน้ำยาซักฟอก ผลิตภัณฑ์ล้างจาน ผ้าอนามัย ปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช อาหารสัตว์ หน้ากากอนามัย วัสดุก่อสร้าง (เหล็กแผ่นเคลือบ ดีบุกโครเมียม) ยังไม่มีการขอปรับราคา

ส่วนปุ๋ยเคมี ยังไม่มีการขอปรับราคา แต่ผู้ผลิตแจ้งว่ามีต้นทุนสูงขึ้น โดยปกติปุ๋ยยูเรีย ราคา 500 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เพิ่มขึ้นเป็น 800 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ส่วนใหญ่นำเข้าจากตะวันออกกลาง ล่าสุดงมีการหาแหล่งนำเข้าเพิ่มจากมาเลเซียและบรูไน แต่ก็มีเจ้าอื่นมาแย่ง อาจได้จำกัด ซึ่งต้องยอมรับว่าครั้งนี้รุนแรงกว่าปกติ แรงกว่าช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน โดยปัจจุบันปุ๋ยยูเรีย มีจำนวน 3.43 แสนตัน กำลังนำเข้า 2.34 แสนตัน ปริมาณรวมพร้อมใช้ 5.77 แสนตัน คาดว่าจะใช้เดือน เม.ย.2569 จำนวน 2.76 แสนตัน คงเหลือ 3 แสนตัน คาดว่าจะใช้ได้ถึงกลางเดือน พ.ค.2569 โดยขณะนี้ กำลังหานำเข้าเพิ่ม ทั้งจากมาเลเซีย บรูไน และจากตะวันออกกลาง ใกล้จะมีข่าวดี เรือ 5 ลำที่ขนปุ๋ย ได้รับแจ้งจากกระทรวงการต่างประเทศว่า กำลังเจรจากับอิหร่าน และอยู่ระหว่างการยืนยันเรือ ทั้งนี้ หากจะมีการขอปรับราคา จะพิจารณาต้นทุนนำเข้าที่แท้จริง และการปรับราคาจะให้กระทบต่อเกษตรกรน้อยที่สุด ส่วนราคาปุ๋ยที่มีการร้องเรียนว่าขึ้นราคา กรมได้ลงพื้นที่ตรวจสอบแล้ว 1,065 แห่ง พบทำผิด 48 ราย ดำเนินการเอาผิดแล้ว 6 ราย แยกเป็นไม่ปิดป้ายราคา 4 ราย ขายแพง 2 ราย ส่วนที่เหลือ 42 ราย แจ้งว่า ซื้อต้นทุนมาสูง ก็ต้องตรวจสอบย้อนกลับว่าซื้อมาจากใคร ราคาเท่าไร หากพบว่า มีการค้ากำไรเกินควร ก็จะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ด้านเม็ดพลาสติก ไม่เคยควบคุมมาก่อน และเมื่อเป็นสินค้าควบคุมแล้ว ได้มีมาตรการให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้แทนจำหน่าย ผู้ซื้อเม็ดพลาสติกเพื่อนำไปผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์ ต้องแจ้งราคา ปริมาณ และรายละเอียดเม็ดพลาสติกเป็นรายสัปดาห์ โดยกรมได้เข้าไปตรวจสอบ พบว่า มี 3 กลุ่ม ที่จะกระทบต่อประชาชนและเกษตรกร ได้แก่ 1.หีบห่อหาร อาทิ กล่อง ถุงร้อน ถุงหิ้ว ถุงขยะ 2.กระสอบใส่ปุ๋ย และ 3.ถุงเลือด ถุงน้ำเกลือ ซึ่ง 3 กลุ่มนี้ คิดเป็น 50% ของการใช้พลาสติกทั้งหมด ซึ่งจะเน้นการกำกับดูแลใน 3 กลุ่มนี้ให้เหมาะสม เพราะปัจจุบันวัตถุดิบเม็ดพลาสติกมีเพียงพอ แต่มีราคาสูงขึ้น อย่างพอลิเอทิลีน (PE) ไม่ได้ขาดแคลน ส่วนโพลีโพรพิลีน (PP) ก็เพียงพอ แต่อาจต้องนำเข้าเพิ่ม และยังมีการตั้งคณะทำงานบริหารห่วงโซ่อุปทาน มากำกับดูแลต้นทุน ราคาและป้องกันการกักตุนแล้ว


คุณอาจสนใจ

Related News