อาชญากรรม

วีรกรรมแสบ! หนุ่มคลั่งคิดว่าถูกวางยา บุกแทง ม.2 ดับ ตร.รู้แต่ทำอะไรไม่ได้ เพราะไม่มีเจ้าทุกข์

โดย petchpawee_k

7 ม.ค. 2566

481 views

สลด! ชายคลั่ง ขับรถ จยย. ตามรถรับส่งนักเรียน ก่อนบุกแทง นร.หญิงชั้น ม.2 ดับ –  สารภาพโมโห หลังผู้เสียชีวิตใส่ยาในอาหารให้กินจนท้องเสีย –  ขณะที่ครูเล่าเหตุการณ์คนร้ายยิ้มให้ครู ก่อนบุกจ้วงแทงเด็ก เบื้องต้นพบมีอาการป่วยทางจิต  - ด้านผญบ.เผบ วีรกรรมแสบเคยทำร้ายคนอื่น แถมเอาอุจจาระไปใส่แท็งค์ประปาหมู่บ้านจนผู้คนรังเกียจ


วานนี้ (6 ม.ค.65) เวลาประมาณ 07.30 น. เกิดเหตุสลด คนร้ายถือมีดบุกเข้าไปแทงเด็กนักเรียนหญิงชั้น ม.2 ของโรงเรียนแห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.หนองแก้ว อ.เมืองร้อยเอ็ด จ.ร้อยเอ็ด ขณะกำลังลงจากรถรับส่งนักเรียน ก่อนไปเข้าแถวเคารพธงชาติ ซึ่งนักเรียนหญิงชั้น ม.2 คนนี้ ไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล  โดยมีรายงานว่าผู้ก่อเหตุและผู้เสียชีวิตเป็นญาติกัน


สำหรับเหตุการณ์นี้ นักเรียนบนรถรับส่ง สามารถบันทึกภาพของคนร้ายช่วงก่อนเกิดเหตุเอาไว้ได้ ซึ่งจะเห็นว่าคนร้ายเป็นผู้ชายกำลังขับรถจักรยายนต์ ตามรถรับส่งนักเรียน ซึ่งบรรยากาศบนรถรับส่งขณะนั้น ยังคงเป็นไปตามปกติ นักเรียนบนรถยังคงพูดคุยกันสนุกสนานทั่วไป และคงไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดเหตุสลดดังกล่าวขึ้น

โดยเหตุการณ์ต่อจากนั้น เมื่อไปถึงโรงเรียน ดร. ลัดดาวัลย์  ผู้อำนวยการโรงเรียน ให้ข้อมูลว่า ช่วงเกิดเหตุคือเวลาที่ครูเวรกำลังยืนต้อนรับเด็กนักเรียนที่กำลังลงจากรถรับส่งของโรงเรียน พอรถจอด เด็กนักเรียนกำลังจะลงรถ ปรากฎว่าคนร้ายที่ขับรถ จยย. ตามมา ได้รีบจอดรถตัวเอง แล้ววิ่งขึ้นไปบนรถรับส่งนักเรียน แล้วจับเด็กนักเรียนหญิงชั้น ม.2 ไปจ้วงแทง 1 คน ซึ่งน้องไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล


จากนั้น คุณครูจึงรีบไปขอความช่วยเหลือจากคนในชุมชนให้ช่วยกันจับคนร้าย  ก่อนที่ครูผู้ชาย 2 คน จะสามารถช่วยกันจับตัวคนร้ายเอาไว้ได้ แล้วแจ้งตำรวจ สภ.เมืองร้อยเอ็ดเข้าจับกุมตัวไปดำเนินคดี และทราบว่าคนร้าย คือ นายปรีชา อายุ 36 ปี อาศัยอยู่ในพื้นที่ หมู่ 10 ต.หนองแก้ว อ.เมืองร้อยเอ็ด จ.ร้อยเอ็ด


บรรยากาศช่วงจับกุมตัวนายปรีชา ได้แล้ว ขณะนั้นยังไม่มีท่าทีสำนึกผิดแต่อย่างใด ยังคงพูดคุยกับคนอื่นทั่วไป ด้านชาวบ้านพยายามทำถามว่า “ไปทำน้องเขาทำไม” นายปรีชา บอกกับชาวบ้านไปว่า “น้องเขาบังคับ” จึงถามอีกว่า บังคับแบบไหน แต่นายปรีชาก็ไม่ได้ตอบแล้ว ขณะเดียวกันนั้น ยังพบว่ามีชาวบ้านบางส่วนพยายามเข้าไปลักษณะจะทำร้ายผู้ก่อเหตุ แต่ก็มีตำรวจและชาวบ้านบางส่วนพยายามตะโกนห้ามไว้ว่า “พอแล้ว ๆ”


ต่อมา ผู้สื่อข่าวได้พูดคุยกับคุณครูที่อยู่ในเหตุการณ์ เล่าว่า ตนสังเกตุเห็นคนร้ายขี่รถ จยย. ตามท้ายรถรับส่งนักเรียนมา เมื่อรถจอดแล้วเด็กนักเรียนกำลังลงรถเพื่อเข้าโรงเรียน ตอนนั้นตนคนร้ายได้เดินเข้ามาเข้าใจว่าเป็นผู้ปกครอง เอาเงินมาให้ลูก จึงเดินเข้าไปหาคนร้าย พอเดินไปคนร้ายส่งยิ้มให้ ก่อนจะชักมีดออกมา แล้วโหนราวรถรับส่ง ปีนขึ้นไปบนรถ แล้วพยายามกวาดสายตาหาเด็กนักเรียนที่เป็นเป้าหมาย แล้วก็ใช้อาวุธมีดเข้าไปจ้วงแทงทันที ก่อนที่ตนจะตะโกนขึ้น แล้ววิ่งออกไปเรียกชาวบ้านมาช่วย จากนั้นพอตนวิ่งกลับมาคนร้ายยังไม่กลับมาที่รถ จยย. จึงได้ไปถอดกุญแจรถเอาไว้เพื่อไม่ให้คนร้ายหลบหนีไปได้


ในเวลาต่อมา ตำรวจคุมตัวนายปรีชา ผู้ก่อเหตุ ไปถึงโรงพัก เมื่อมาถึง ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามถึงสาเหตุที่ทำว่า ทำไม / ตอนทำมีสติหรือไม่ นายปรีชาตอบด้วยสีหน้าและน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “ไม่รู้ ไม่รู้ครับ” เมื่อถามอีกว่าอยากขอโทษครอบครัวผู้เสียชีวิตหรือไม่นายปรีชาบอกว่า “ขอโทษครับ ขอโทษน้องจริงๆครับ”


จากนั้นนายปรีชา ผู้ก่อเหตุได้รับสารภาพกับตำรวจ ถึงสาเหตุและแรงจูงใจในการก่อนเหตุว่า


ตนมีอาการเจ็บท้อง และคิดไปเองว่า ได้กินบางอย่างจากน้องผู้เสียชีวิตแล้วทำให้ท้องเสีย เนื่องจากน้องผู้เสียชีวิต เคยพูดว่าจะเอายาหมาแดงให้กิน พอตกมาช่วงตอนกลางคืน ตนก็ท้องเสียจริง ซึ่งคนร้ายใช้คำว่า “ขี้แตก” แล้วพอมาตอนเช้าน้องที่เสียชีวิตมาย้ำอีกว่า “กูเอายาหมาแดงให้กิน” จึงเชื่อว่าที่เกิดอาการท้องเสียเพราะฝีมือของผู้เสียชีวิตเอายาหมาแดงให้กินจึงโมโห จากนั้นเห็นน้องขึ้นรถรับส่งนักเรียน ตนจึงขับรถตามไปและลงมือก่อเหตุ


ส่วนบรรยากาศที่บ้านของ น้องคิตตี้ ด.ญ.วัย 14 ผู้เสียชีวิต ญาติได้นำศพกลับบ้านประกอบพิธีทางศาสนาที่บ้าน ในพื้นที่ ม.10 บ้านเหล่าโนนทัน ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยความโศกเศร้า ญาติๆทุกคนยังอยู่ในอาการเสียใจ บางคนถึงกับเป็นลม ชาวบ้านต้องช่วยกันปฐมพยาบาล ซึ่งร่างของน้องคิตตี้จะมีการฌาปนกิจ ในวันอาทิตย์ที่ 8 ม.ค. 66 เวลา 13.00 น. ที่กุศลวัดปราสาทศรัทธาธรรม จ.ร้อยเอ็ด


ด้านนางกฤษฎา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 10 บอกว่า ผู้ก่อเหตุเป็นคนป่วยทางจิตและเพิ่งจะพ้นโทษ ซึ่งก่อนหน้านั้นอยู่ที่บ้านก็จะมีความหวาดระแวง อีกอย่างเคยทำร้ายคนในหมู่บ้านเช่นกัน มีการแจ้งตำรวจมานำตัวไปก็หลายครั้งซึ่งพอได้ยินข่าวก็มีความตกใจและหดหู่พอสมควรกับเหตุการณ์ครั้งนี้ รวมทั้งผู้เสียชีวิตเป็นเด็กเป็นเยาวชนที่กำลังน่ารัก วัยกำลังสดใสจะเป็นที่พึ่งของครอบครัวได้ ภายในตำบลของเราที่ผ่านมาไม่เคยมีเหตุอย่างนี้ แต่ผู้ก่อเหตุก็เป็นคนที่ทำร้ายร่างกายคนอื่นแต่ก็นิด ๆ หน่อย ๆ


คือโดยตัวเขาเป็นคนที่คอยหวาดระแวงคนอื่นอยู่ตลอดเวลา คิดว่าคนอื่นจะคอยทำร้ายตัวเองแม้แต่กับข้าวก็ต้องทำกินเองถ้าใครจะเอาไปให้หรือไปซื้อมาจากตลาดผู้ก่อเหตุจะไม่กินเลย โดยก่อนหน้านั้นประมาณปีกว่า ก็มีวีรกรรมในเรื่องของการเอาอุจจาระไปใส่ในแท้งน้ำประปาของชาวบ้านที่ใช้กันทุกครัวเรือนมาแล้ว ซึ่งเป็นคนที่สังคมรังเกียจ และไม่ต้องการให้กับเข้ามาอยู่ในหมู่บ้าน


ด้านนางมุกดาจิตต์  คุณป้าน้องคิดตี้ เปิดใจกับทีมข่าวว่า น้องคิดตี้และครอบครัวตนเอง ไม่ได้เป็นญาติกับนายโจ๊ก ผู้ก่อเหตุ เป็นแค่คนที่อาศัยในหมู่บ้านเดียวกันเท่านั้น   

ก่อนเกิดเหตุ น้องคิดตี้มาบอกสวัสดีคุณแม่ ก่อนเดินไปขึ้นรถรับส่งไปโรงเรียน ที่ปากทางเข้าบ้าน ซึ่ง จุดที่ขึ้นรถนั้น อยู่ใกล้กับบ้านนายโจ๊ก คนก่อเหตุ จากนั้นน้องก็ขึ้นรถโรงเรียนไปปกติ จนเกิดเหตุสลดขึ้น คาดว่า นายโจ๊ก คงเห็นน้องคิดตี้แล้วเข้าใจว่าเป็นคนทำให้ท้องเสีย

จากนั้นก็ขี่รถจยย.ตามรถโรงเรียน และลงมือก่อเหตุ ตนในฐานะป้า และเป็นเหมือนแม่อีกคนของน้องคิดตี้

“อยากขอให้ตำรวจดำเนินคดีให้ถึงที่สุด และให้นายโจ๊กรับโทษสูงสุด พฤติกรรมที่ทำกับน้องคิดตี้ เชื่อว่าเป็นการไตร่ตรองและรู้ตัว ขณะก่อเหตุ ไม่ใช่เกิดจากอาการคุ้มคลั่ง เป็นการตั้งใจก่อเหตุ”

และหากเป็นไปได้ ป้าอยากฆ่านายโจ๊กด้วยตนเอง ทุกคนในครอบครัว เสียใจมาก มันไม่ควรเกิดเหตุแบบนี้ นายโจ๊ก เป็นบุคคลอันตรายของหมู่บ้าน ขอให้ดำเนินการกับคนแบบนี้ อย่าปล่อยออกมาอีกเลย 


ทางด้านคุณอรทัย  อดีตผู้ใหญ่บ้าน เล่าว่า นายโจ๊ก เป็นบุคคลอันตราย ก่อเหตุทำร้ายคนในหมู่บ้านนับไม่ถ้วน ไม่เว้นเด็ก และคนชรา เคยมีเหตุการณ์ ที่นายโจ๊ก ขี่จยยในหมู่บ้าน แล้วเห็นเด็กเดินข้างทาง ก็ลงไปตบตี จนชาวบ้านหวาดผวา และยังเคยใช้อาวุธมีดทำร้ายเจ้าของร้านขายของชำบาดเจ็บ นอกจากพฤติกรรมทำร้ายร่างกายคนในหมู่บ้านแล้ว

นายโจ๊ก ยังเคยนำถุงอุจจาระตนเองไปใส่ที่แท้งค์น้ำ ผลิตน้ำประปาหมู่บ้านด้วย ซึ่งชาวบ้านทั้งหมู่บ้านใช้น้ำนี้ อุปโภค บริโภค และเริ่มรู้สึกว่าน้ำมีกลิ่นเหม็น จึงไปตรวจสอบที่แท้งค์น้ำประปา ก็พบถุงอุจจาระ และนายโจ๊กก็ยอมรับว่า เป็นคนนำถุงนี้มาทิ้ง

อดีตผู้ใหญ่บ้าน และชาวบ้านต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า “ขอให้นายโจ๊ก รับโทษประหาร เพราะเป็นบุคคลอันตรายของหมู่บ้าน และทุกครั้งที่ก่อเหตุ นายโจ๊กรู้สึกตัว และมีสติเหมือนคนปกติ


สำหรับประวัตินายปรีชา  หรือโจ๊ก อายุ 36 ปี พบว่า เพิ่งพ้นโทษจากคดีทำร้ายร่างกาย ได้เพียงแค่ 11 วัน เจ้าตัวก่อเหตุคดีทำร้ายร่างกายมาทั้งหมด 4 คดี คือ

ปี 2561 จำนวน 2 คดี


-คดีแรก ทำร้ายร่างกาย คู่อริ ในหมู่บ้าน ได้รับบาดเจ็บ รับโทษ จำคุก รอลงอาญา  มีใบแพทย์รับรอง อาการประสานหลอน และไม่เคยก่อความผิดมาก่อน

-คดี 2 ทำร้ายร่างกาย แม่คู่อริ ใช้มีดฟัน ศาลลงโทษจำคุก 1 ปี

ปี 2565 จำนวน 1 คดี


-คดีที่ 3 มีอาวุธปืนไว้ครอบครอง ศาลลงโทษ จำคุกประมาณ 1 ปี พ้นโทษ 28 ธันวาคม 2565

ปี 2566 จำนวน 1 คดี

-คดี 4  6 มกราคม 2566 ใช้อาวุธมีด ทำร้ายร่างกาย น้องคิตตี้เสียชีวิต

----------------------------------------

ด้านนางสง่า อายุ 67 ปี แม่ของนายโจ๊ก เปิดเผยว่า ลูกชายป่วยจิตเวชมานานกว่า 10 ปี เคยพาไปรักษามาแล้วก็หลายครั้ง แต่ไม่เคยหายขาดเพราะเวลาที่ลูกชายรักษาจากโรงพยาบาลแล้วกลับมาอยู่บ้านไม่เคยที่จะกินยาเลยสักครั้ง

โดยอาการของลูกชายคือมักจะหูแว่ว เห็นใครขมิบปาก พูดคุยกัน ก็จะคิดว่าคนนั้น นินทาว่าร้าย และจะจำฝั่งใจว่าคนคนนี้ จะทำร้าย ในอดีตก็เคยก่อเหตุทำร้ายคนอื่นมาแล้วอ้างว่าคนอื่นมาด่าก่อนจึงไปทำร้ายเขา

แม้แต่ตัวแม่เอง ก็เคยเกือบถูกลูกชายทำร้ายมาแล้ว เพราะลูกคิดว่าแม่เอาอะไรไปฝังในหูของลูกชายจนได้ยินเสียงแว่ว และมักจะคิดว่าแม่แอบเอาสารพิษ ใส่ไปในอาหารให้ทาน จึงทำให้ทุกวันนี้ลูกชายจะไม่ทานข้าวด้วย

ส่วนวันเกิดเหตุลูกชายมาขอเงิน 500 บาท แต่แม่ไม่มีให้จึงบังคับให้ไปขอยืมเงินจากเพื่อนบ้าน และก่อนที่ลูกชายจะไปก่อเหตุนั้นก็ไม่ทราบว่าลูกชายจะออกไปไหน แต่ไม่คิดว่าลูกชายจะมาทำร้ายน้องคิดตี้ จนเสียชีวิต


รับชมทางยูทูบที่ : https://youtu.be/V146FO9vtII

คุณอาจสนใจ