อาชญากรรม

เปิดไทม์ไลน์ ผกก. เทียบ นักข่าว คดีแก๊งลูกตร.ทำร้าย 'ป้ากบ' ดับ

โดย panwilai_c

16 ม.ค. 2567

278 views

วันนี้ (16 ม.ค. 67) นายณัฐดนัย นะราช หรือ น้องณัฐ ผู้สื่อข่าวรายการลุยชนข่าว ทางช่อง 8 โฟนอินในรายการโหนกระแส พร้อมเล่าถึงไทม์ไลน์คร่าวๆ ของการไล่หาภาพกล้องวงจรปิด ด้านผกก.สภ.อรัญประเทศ ยัน ได้วงจรปิด และจับ 5 ผู้ต้องหาได้ก่อนถูกตีแผ่ พร้อมยันไม่ได้วางบท 'ลุงเปี๊ยก'



ตนเองลงพื้นที่ติดตามข่าวนี้ ตั้งแต่ช่วงค่ำของวันที่ 12 มกราคม ต่อมาวันที่ 13 มกราคม ช่วงเช้า ตำรวจ นำ ลุงเปี๊ยกไปทำแผน 3-4จุด หลังจากได้ทำแผนแล้ว ก่อนจะคุมตัวลุงเปี๊ยกฝากขัง มีจังหวะหนึ่งที่ได้ไปพูดคุยกับลุง และเอาภาพเก้าอี้ไปให้ลุงดู เพื่อถามย้ำว่า ใช้เก้าอี้ตีไปกี่ครั้ง ลุงตอบว่า ตีครั้งเดียว แต่ตอนไปทำแผน พูดว่า ตี 3 ครั้ง จึงเริ่มเอะใจว่าทำไมพูดไม่ตรง



ประมาณ 17.00 น. เมื่อตำรวจทำแผน ฝากขังลุงเสร็จสิ้น จึงลงพื้นที่ไปหากล้อง จุดแรก คือ จุดที่ทิ้งขยะ ตามข้อมูลลุงบอกว่าทิ้งตี 5 ของวันที่ 11 มกราคม จึงไล่ดูกล้องที่ปั๊มแห่งหนึ่ง ตรงข้ามถังขยะ ตั้งแต่เที่ยงคืนวันที่ 11 มกราคม จนถึงตี 5 ไม่มีภาพลุง หรือผู้ชาย ไปจุดนั้นเลย ยิ่งทำให้สงสัย เลยกลับไปที่จุดทำแผนจุดแรก ด้านข้างโรงพยาบาล ที่บอกว่าเจอป้ากบ และมีปากเสียง แต่ปรากฏว่าไม่เจอภาพลุงเลย เมื่อไล่กล้องดู ไม่เห็นภาพลุงเลย เห็นเฉพาะภาพลุงตอนปั่นจักรยานไปสี่แยก ไม่มีลุงเปี๊ยกในวงจรปิด ในการก่อเหตุ



กระทั่ง เห็นภาพอุ้มร่างป้ากบ ตรงไปสระน้ำ โรงเรียน ตอนนั้นมั่นใจแล้ว ว่าลุงเปี๊ยกไม่ใช่คนร้ายตัวจริง ก่อนปรึกษาทางกองบรรณาธิการข่าว



จากนั้น ช่วงค่ำ นำภาพวงจรปิดที่ได้มา นำเสนอออกอากาศทาง ช่อง8 และหลังจากนำเสนอไป ตำรวจเข้าไปเอากล้องตอน 22.00 (หลังรายการข่าวจบแล้ว)



ทั้งนี้น้องณัฐ ระบุถึงประเด็นที่ตำรวจบอกว่า ได้กล้องวงจรปิดมาก่อนแล้วว่า ดีใจที่ยืนยันแบบนั้น ถ้าตำรวจได้กล้องก่อน แสดงว่าเขาเห็นหลักฐานก่อน ตนเองติดใจแค่ว่า เมื่อได้หลักฐานแล้ว ทำไมถึงปล่อยให้คนบริสุทธิ์ต้องเข้าสู่กระบวนการ และเอาตัวไปคุมขัง



ส่วนที่มีการกล่าวของตำรวจบางท่านว่าสื่อช่องหนึ่งเอามาปั่น ว่าได้กล้องมาก่อนเลยทำให้เกิดประเด็นในสังคมนั้น ตนเองไม่เสียใจเพราะไม่ได้คิดอะไรกับประเด็นนี้ จะได้ก่อนหรือหลัง ไม่ใช่สาระสำคัญเท่ากับการเปิดภาพตรงนั้นออกมาให้สังคมได้เห็น



พร้อมยืนยันเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด ไม่ได้ทำงานเพื่อโจมตีใคร เพราะตอนนั้นก็ทำงานตามเหตุการณ์ปกติ เพียงแค่จะหากล้องมายืนยัน แต่พอเห็นภาพที่เกิดขึ้นต่อหน้า เราแค่มองไปว่า อยากช่วยคนที่เขาไม่ได้ผิดจริง และอยากช่วยคนตายเท่านั้น



เบื้องต้นในขณะนี้ทางน้องณัฐ อยู่ระหว่างการให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน ในฐานะพยาน เพื่อสอบสวนในประเด็นต่างๆ ว่าในวันที่มีการทำแผนประกอบคำรับสารภาพ เป็นอย่างไร มีการข่มขู่หรือบังคับให้ทำแผนหรือไม่ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างให้การสอบปากคำอยู่



วันนี้ กัน จอมพลัง พาญาติของป้าบัวผันไปพบ บิ๊กโจ๊ก ที่สโมสรตำรวจ เพื่อให้ช่วยตามหาลุงเปี๊ยก และดูคดีป้าบัวผัน เพราะคดีนี้ตำรวจพื้นที่ทำคดีแปลกมาตั้งแต่ต้น



1 ในประเด็นที่ครอบครัวกังวล คือ การหายตัวไปของลุงเปี๊ยก สามีของป้าบัวผัน ที่ตอนนี้ไม่รู้ว่า หายตัวไปอยู่ไหน หลังจากได้รับหมายปล่อยตัวจากเรือนจำเมื่อวานนี้ (15ม.ค.67) ซึ่งผู้กำกับการ สภ.อรัญประเทศ บอกว่า จะพาไปสอบปากคำเพิ่มเรื่องสาเหตุที่ให้การเท็จ ทำไมจึงรับสารภาพว่าฆ่าป้าบัวผัน และพาไปชี้จุดทำแผนได้สอดคล้องกับเหตุการณ์จริง เพื่อดูว่ามีใครเขียนบท กำกับ หรือบังคับให้ทำหรือไม่ และตั้งแต่ช่วงบ่าย 2 โมงครึ่งวานนี้ จนถึงตอนนี้ยังไม่มีใครติดต่อได้ ยกเว้นพี่ชายที่ให้ข้อมูลกับนักข่าวว่า มีตำรวจมารับตัวลุงเปี๊ยกออกไปจากบ้านตั้งแต่เช้ามืด



ดังนั้นเมื่อร้องเรียนกับพลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. เสร็จแล้ว คุณ กัน จอมพลัง จึงโทรศัพท์ต่อสายตรงถึง พันตำรวจเอก พิเชษฐ์ ศรีจันทร์ตรา ผู้กำกับการ สภ. อรัญประเทศ ทราบว่า ขณะนี้ลุงเปี๊ยกอยู่ในความดูแลของญาติที่คลองน้ำใส โดยไม่มีตำรวจอยู่ดูแล // ส่วนความคืบหน้าคดีได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง เพื่อตรวจสอบว่าเหตุใดจึงมีการแจ้งข้อกล่าวหา และอะไรทำให้ลุงเปี๊ยกรับสารภาพ ซึ่งไทม์ไลน์การเกิดเหตุ ตำรวจรับแจ้งเหตุเมื่อช่วงบ่ายวันที่ 12 มกราคมที่ผ่านมา ลุงเปี๊ยกเป็นผู้พาตำรวจไปชี้จุดเกิดเหตุด้วยตัวเอง อีกทั้งยังพบว่ามีคราบเลือดบนขากางเกงของลุงเปี๊ยก แต่ยังไม่ทราบว่าเป็นเลือดของใคร กองพิสูจน์จึงต้องส่งตรวจดีเอ็นเอ



เมื่อแพทย์ตรวจสอบสภาพศพ พบว่าเสียชีวิตมาแล้วประมาณ 8-12 ชั่วโมง เท่ากับว่าเสียชีวิตราววันที่ 11 มกราคม และเมื่อไล่ตรวจสอบภาพวงจรปิด ก็ไม่พบว่าลุงเปี๊ยกอยู่ในเหตุการณ์ขณะนั้น จึงย้อนภาพไปในวันที่ 10 มกราคม พบว่าเหตุการณ์เป็นคนละเรื่อง กลุ่มเยาวชนเป็นผู้ลงมือก่อเหตุเอง ซึ่งขณะนั้นตำรวจได้ขออำนาจศาลฝากขังลุงเปี๊ยกไปแล้ว จึงต้องรีบทำเรื่องปล่อยตัว และเร่งนำตัวเยาวชน 5 คนมาสอบปากคำพร้อมยึดรถจักรยานยนต์ที่ใช้ก่อเหตุ ซึ่งตอนนั้นยังไม่รู้เลยว่ามีลูกตำรวจร่วมก่อเหตุด้วย กระทั่งมีสื่อข่องหนึ่งปั่นข่าวว่า เป็นการปกป้องลูกตำรวจ พร้อมยืนยันตำรวจได้ภาพกล้องวงจรปิดมาก่อน



พันตำรวจเอก พิเชษฐ์ บอกว่า ส่วนตัวไม่สงสัยว่ามีใครวางบทให้ลุงเปี๊ยกพูดหรือไม่ เพราะคนในพื้นที่ต่างพูดเหมือนกันว่าลุงเปี๊ยกมักเมาสุราและเคยทำร้ายร่างกายภรรยาตัวเองจริง แต่พอตำรวจซักถาม เจ้าตัวอาจรู้สึกกดดัน และให้การวกไปวนมาจนยอมรับสารภาพไปเอง แต่ไม่มีใครไปชี้นำให้เจ้าตัวพูด ไม่เกี่ยวข้องว่าพ่อของผู้ก่อเหตุเป็นตำรวจ ยืนยันคดีนี้จะดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา



รับชมทางยูทูบที่ : https://youtu.be/CABCl27ns7w

คุณอาจสนใจ

Related News