อาชญากรรม
“ทนายเดชา” เชื่อ “บุ๋ม ปนัดดา” รู้เรื่องพูลวิลลาภูเก็ต แฉพฤติกรรม “ก๊อต อธิป” ถามใครคือลาสบอสตัวจริง
2 ชั่วโมงที่แล้ว
73 views
“ทนายเดชา” เชื่อ “บุ๋ม ปนัดดา” รู้เรื่องพูลวิลลาภูเก็ต ยันหลักฐานชัดมีภาพเคยไป 3 ครั้ง อ้างว่าไม่รู้เรื่องเป็นไปไม่ได้ แฉพฤติกรรม “ก๊อต อธิป” ปลอมลายเซ็นผู้รับเหมา มองคล้ายคดี “อัจฉริยะ” เพื่อนรัก ตั้งคำถามใครคือลาสบอสตัวจริง
วันที่ 29 ต.ค.69 นายเดชา กิตติวิทยานันท์ ประธานเครือข่ายทนายคลายทุกข์ หรือ “ทนายเดชา” ระบุว่า นายเอ๋เป็นลูกความของตน และตนรับทราบเรื่องนี้มาแต่ปี 2568 ยังเคยพูดคุยกับบุ๋ม ปนัดดา ต่อหน้าว่าคดีฉ้อโกงคนต่อไปจะเป็นผู้หญิง ซึ่งในครั้งนั้น “บุ๋ม ปนัดดา” ตอบมาว่า “ไม่เป็นไรรวย”
ทนายเดชา เล่าจุดเริ่มต้นว่า นายเอ๋ ซึ่งเป็นผู้รับเหมา และเป็นเพื่อนสนิทกับสามีของบุ๋ม เป็นนักยิงปืนด้วยกัน ได้รับการชักชวนให้มาร่วมลงทุนเปิดบริษัทเพื่อทำธุรกิจขายบ้านพูลวิลล่าที่ ต.ไม้ขาว อ.ถลาง จ.ภูเก็ต บนที่ดิน 2 แปลง ชื่อเจ้าของที่ดิน “บุ๋ม ปนัดดา” ที่ไปกู้ธนาคารมา โดยตกลงแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ค่าจ้างก่อสร้างประมาณ 7-9 ล้านบาทต่อหลัง
ส่วนแบ่งผลกำไรหากขายบ้านได้ในราคาประมาณ 18-21 ล้านบาท จะแบ่งกันในสัดส่วน 60:40 โดยทำมาโดยตลอด และบุ๋มรับรู้เรื่องมาตลอด เพราะมีหลักฐานเป็นรูปภาพว่าบุ๋มได้เดินทางไปที่พูลวิลล่าดังกล่าวถึง 3 ครั้ง จึงมองว่าการที่บุ๋มนั่งไลฟ์สดร้องไห้บอกว่าตัวเองไม่รู้เรื่องเป็นไปไม่ได้ เพราะการจะปลูกสร้างอะไรบนที่ดินดังกล่าว เจ้าของที่ดินจะต้องเป็นคนเซ็น ซึ่งก็คือ บุ๋ม ปนัดดา
ทนายเดชา บอกว่าการกระทำดังกล่าวเป็นเหมือนการที่บุ๋มกล่าวหาว่านายเอ๋ ร่วมมือกับนายก๊อตไปโกงเงินมูลนิธิ จึงอยากให้เรื่องนี้บุ๋มดำเนินคดีกับนายเอ๋และสามีเลย เพราะถ้าหากไม่ดำเนินคดี ก็มองว่าเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำหรือไม่
ในส่วนการก่อสร้างพลูวิลล่าที่จังหวัดภูเก็ต เกิดปัญหาค้างจ่ายค่าก่อสร้างงวดสุดท้ายประมาณ 2.7 ล้านบาท และไม่สามารถติดต่อสามีของบุ๋ม ก่อนที่จะมาพบว่าบริษัทถูกแอบปิดไปโดยที่นายเอ๋ไม่รู้เรื่อง ทนายเดชา บอกว่าที่น่าตกใจคือนายก๊อตมีการปลอมลายเซ็นนายเอ๋ รวมถึงปลอมแปลงเอกสารทั้งหมด ซึ่งเรื่องนี้มีพยานหลักฐาน ทั้งนี้ การที่จะปิดบริษัทได้จะต้องมีมติเสียงข้างมาก และจะต้องแจ้งเจ้าหนี้ทุกคน หุ้นส่วนทุกคนต้องรับรู้ แต่ยืนยันว่านายเอ๋ไม่รู้เรื่องนี้ด้วย
และหลังจากเกิดปัญหาทวงค่าก่อสร้างงวดสุดท้ายไม่ได้ นายเอ๋ต้องการที่จะเข้าไปเก็บข้าวของภายในไซส์ก่อสร้าง แต่ไม่สามารถเข้าไปทำโครงการพูลวิลล่าต่อได้ เนื่องจากนายเอ๋อ้างว่ามีคนของนายก๊อตและคนของมูลนิธิเข้าไปปิดพื้นที่ไว้ รวมถึงมีการทุบทำลายสิ่งก่อสร้างภายในโครงการก่อสร้าง เรื่องนี้นายเอ๋มีการไปแจ้งความไว้แล้ว หลังจากนั้นสามีของบุ๋ม บอกว่าไม่ขายบ้านแล้ว ก่อนที่จะนำป้ายของมูลนิธิไปติดไว้ ว่าที่ดังกล่าวกลายเป็นทรัพย์สินของมูลนิธิแล้ว
จากการตรวจสอบเงินที่ใช้ก่อสร้างพลูวิลล่า รวมทั้งสิ้นประมาณ 45 ล้านบาท มีการโอนเงินจากบัญชีมูลนิธิฯ บุ๋มและนายก๊อตโอนเข้าไปยังบัญชีของนายเอ๋ ก่อนที่นายเอ๋จะโอนเงินกลับไปยังบัญชีนายก๊อต โดยทนายเดชาบอกว่าลูกความให้ข้อมูลว่า นายก๊อตเป็นคนสั่งให้นายเอ๋โอนเงินกลับไป เพราะจะขอไปปรึกษาคณะกรรมการก่อนที่จะมีการก่อสร้างต่อ เมื่อถามว่าเหตุใดจึงยอมโอนเงินคืนและรับเงินก้อนโตทั้งที่ยังไม่เริ่มสร้าง ทนายเดชาระบุว่านายเอ๋ไว้ใจ เพราะเป็นเพื่อนสนิท
เรื่องนี้ทำให้เกิดปัญหากับนายเอ๋ เพราะเงินถูกหมุนเวียนเป็นจำนวนมากผ่านบัญชีของนายเอ๋ จนถูกสรรพากรเรียกเก็บภาษีย้อนหลังหลัก 1,000,000 บาท ซึ่งนายเอ๋ได้รับความเดือดร้อนในเรื่องนี้ ทั้งที่นายก๊อตบอกว่าจะช่วยเหลือหากมีการเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง
ซึ่งนายเอ๋ถูกดำเนินคดีในเรื่องบุกรุกป่าสงวน ในพื้นที่ 109 ไร่ อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต ซึ่งจัดเตรียมไว้ทำสนามวิ่งเทรลในตอนแรก เพราะมีการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวน โดยสามีของบุ๋มใช้ให้นายเอ๋ไปหาคนขับรถแทรกเตอร์ เพื่อไปจ้างบริษัทไถที่ดินบุกรุกป่าสงวนที่ภูเก็ต จนถูกดำเนินคดี และมีการซัดทอดมายังนายเอ๋ ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับแปลงที่สามีของบุ๋ม เคยถูกดำเนินคดี แต่เคลียร์จบไปแล้ว และทำให้ต้องเสียค่าดำเนินคดีในการจ้างทนายความเองทั้งหมด โดยตอนนี้เสียไป 200,000 กว่าบาทแล้ว โดยที่นายก๊อตไม่เคยเข้ามาช่วยเหลือเลย
ทั้งนี้ ทนายเดชา ยืนยันว่านายเอ๋ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเงินจำนวน 50 ล้านบาทไปก่อสร้างมูลนิธิที่จังหวัดปทุมธานี มีเพียงแค่ทำใบเสนอราคาไปให้นายก๊อต แต่ก็ไม่ได้รับการพิจารณา และยังไม่ได้รับงานมาทำ และยังสงสัยว่าบริษัทไหนเป็นคนรับก่อสร้าง และจากการตรวจสอบพบว่าคณะกรรมการของมูลนิธิประกอบไปด้วยนักข่าวสายอาชญากรรม แต่ไม่อยากเอ่ยชื่อเดี๋ยวจะกระทบกระเทือนหลายช่อง และทนายความผู้หญิงทุกคนรู้ดีหมดว่าการที่จะนำเงินจากมูลนิธิออกไป จะต้องผ่านคณะกรรมการจะต้องมีที่มาที่ไป
ทั้งนี้ ยังตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการโอนเงินที่โอนทีครั้งละไม่เกิน 2,000,000 บาท มองว่าเป็นการหลีกเลี่ยงกฎหมายและหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของ ปปง. แทนที่จะไปทำธุรกรรมที่เคาน์เตอร์ธนาคาร
เมื่อถามว่าพฤติการณ์แบบนี้เข้าข่ายความผิดอะไรหรือไม่ ทนายเดชาระบุว่าขอเปรียบเทียบกับคดีเพื่อนรัก คือคดีของนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงษ์ ที่ขณะนี้ติดคุกไปแล้ว ซึ่งมีการเปิดมูลนิธิแต่นำเงินบริจาคไปใช้ในการเล่นการพนัน ซึ่งตอนนี้ก็ติดคุกไปแล้ว ส่วนบุ๋มก็เปิดรับบริจาค บอกว่าจะไปช่วยเหลือคน แต่ก็นำเงินไปสร้างพูลวิลล่า พฤติกรรมแบบนี้จะเข้าข่ายฐานความผิดฉ้อโกงประชาชน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และฟอกเงิน สามารถดำเนินคดีได้ง่าย เนื่องจากเส้นเงินชัดเจน
และยังตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบของประธานมูลนิธิฯ ว่า ในเมื่อเป็นเจ้าของบัญชี จะอ้างว่า “ไม่รู้เรื่อง” เป็นไปไม่ได้ พร้อมตั้งคำถามว่า “ใครคือ The Last Boss ตัวจริงที่นำเงินบริจาคไปใช้?” ในขณะที่สามีกลับหายตัวไปท่ามกลางข้อกล่าวหาจำนวนมาก
แท็กที่เกี่ยวข้อง ทนายเดชา ,บุ๋ม ปนัดดา