อาชญากรรม
ทนาย ยืนยัน "บิ๊กโจ๊ก" ยังอยู่ไทย ไม่คิดหลบหนี พร้อมสู้คดีเต็มที่ - ยื่น ป.ป.ช.ค้านส่งสำนวนกลับให้ตำรวจ
7 ม.ค. 2569
66 views
หลังจากที่เมื่อวานนี้ (6 มกราคม) นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางไปยัง สน.พหลโยธิน เพื่อรับมอบอำนาจแจ้งความร้องทุกข์กับคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนทั้ง 2 คณะ ในคดีติดสินบนทองคำน้ำหนักรวม 246 บาทต่อกรรมการ ป.ป ช. ซึ่งกล่าวหาว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เป็นผู้กระทำความผิด ตามที่ พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย อดีตลูกน้องของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ซึ่งเป็นผู้กล่าวโทษ โดยให้ดำเนินคดีกับคณะพนักงานสอบสวนในความผิดตามมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา
ขณะที่เช้าวันนี้ (7 มกราคม) เวลา 10:00 น. นายสัญญาภัชระ ได้เดินทางมายังสำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อยื่นหนังสือคัดค้านการส่งสำนวนคดีนี้คืนสู่คณะพนักงานสอบสวนของตำรวจ เพื่อให้ ป.ป.ช. ทำคดีนี้ต่อไป หลังจากที่คณะพนักงานสอบสวนส่งสำนวนให้กับ ป.ป.ช. เมื่อวันจันทร์ที่ 5 มกราคมที่ผ่านมา
โดย นายสัญญาภัชระ กล่าวว่า ในวันนี้ได้เดินทางมาเพื่อยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่จะดำเนินการตรวจสอบพิจารณาในคดีดังกล่าว รวมทั้งแสดงความเจตจำนงคัดค้านต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่ให้ส่งสำนวนกลับไปยังคณะพนักงานสอบสวนของตำรวจ ตามมาตรา 61 วรรค 2 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 โดยระบุเหตุผลในการคัดค้านการส่งสำนวนกลับไปยังคณะพนักงานสอบสวนของตำรวจใน 4 ประเด็น
ประเด็นที่ 1 เนื่องจากที่มาของพยานหลักฐานในคดีนี้อาจมีข้อโต้แย้งทางกฎหมายหรือมีที่มาที่มิชอบด้วยกฎหมาย
ประเด็นที่ 2 พยานบุคคลในคดีนี้อาจถูกจูงใจด้วยสัญญาหรือผลประโยชน์อื่นใด รวมทั้งอาจจะถูกขู่เข็ญบังคับเพื่อให้ถ้อยคำกับคณะพนักงานสอบสวนเป็นการปรักปรำให้ร้ายผู้ถูกกล่าวหา
ประเด็นที่ 3 เนื่องจากคณะพนักงานสอบสวนไม่พิจารณาดำเนินคดีกับ พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย ที่ยอมรับในข้อเท็จจริงว่าเป็นผู้ให้ทองกับกรรมการ ป.ป.ช.
และประเด็นที่ 4 เรื่องความชอบธรรมของคณะพนักงานสอบสวนทีานายตำรวจบางนายเป็นคู่กรณีขัดแย้งกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ รวมทั้งตั้งข้อสังเกตว่า การที่คณะพนักงานสอบสวนแถลงและเปิดพยานหลักฐานในคดีนี้เมื่อวานนี้นั้น อาจเป็นการเปิดเผยข้อมูลที่อยู่ในชั้นการสอบสวนของ ป.ป.ช. ต่อสื่อมวลชน จึงเข้าข่ายว่าอาจเป็นการเปิดเผยความลับทางราชการ อันขัดมาตรา 36 และ 37 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 และข้อ 6 แห่งระเบียบ ป.ป.ช. ในเรื่องการไต่สวน รวมทั้งมาตรา 164 แห่งประมวลกฎหมายอาญา
นายสัญญาภัชระ อธิบายเพิ่มเติมอีกว่า คดีนี้เมื่อคณะพนักงานสอบสวนเลือกที่จะส่งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2569 ซึ่งเป็นการส่งล่วงหน้าก่อนที่จะครบกำหนดให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยื่นคำให้การเพิ่มเติม ต่อคณะพนักงานสอบสวนภายในวันที่ 15 มกราคม 2569 กระบวนการสอบสวนก็ต้องเดินหน้าต่อไปตามขั้นตอนของกฎหมาย จึงควรให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวนตามขั้นตอนต่อไปถึงชั้นพนักงานอัยการและศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
การพิจารณาส่งสำนวนกลับไปยังตำรวจนั้น ถือว่าเป็นการถอยหลังทางคดีและเกรงว่าจะก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ด้วยเหตุผลทั้ง 4 ข้อที่กล่าวมาข้างต้น ยิ่งนายตำรวจในคณะพนักงานสอบสวนบางคนเป็นคู่กรณีกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ก็ยิ่งทำให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรมในทางคดี
อย่างไรก็ตาม หากคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาส่งสำนวนกลับไปยังคณะพนักงานสอบสวนตำรวจ ก็คงจะไม่สามารถก้าวล่วงอะไรได้ เพราะถือเป็นอำนาจของ ป.ป.ช. แต่มองว่า คดีนี้เราต้องเดินหน้าต่อไป ไม่ใช่ถอยหลังย้อนกลับ
ผู้สื่อข่าวสอบถามว่า จะไม่เกิดข้อเคลือบแคลงสงสัยหาก คดีดังกล่าวยังอยู่ในมือ ป.ป.ช. ต่อไป เพราะหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาก็เป็นกรรมการ ป.ป.ช. นายสัญญาภัชระกล่าวว่า ตน เป็นทนายความมากว่า 32 ปีและเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยที่ยังสามารถพึ่งหวังได้ ดังนั้น ตนจึงเชื่อแน่นอนว่า จะไม่มีการช่วยเหลือกันในชั้น ป.ป.ช. มั่นใจว่า ป.ป.ช. คงไม่เสียหลักการด้วยเรื่องเพียงแค่นี้
สำหรับตัว พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ นั้น เมื่อเช้านี้ตนก็เพิ่งเข้าพบและได้พูดคุยกับท่านเพื่อเซ็นเอกสาร ตัวท่านเองก็ไม่ได้มีความกังวลอะไร และยืนยันว่าจะต่อสู้คดีนี้ถึงที่สุด พร้อมพิสูจน์ในกระบวนการยุติธรรมตามกฎหมาย เพียงแค่พยานหลักฐานในชั้นสอบสวนต้องชอบด้วยกฎหมาย ยังย้ำว่าคดีที่เกิดขึ้นนั้น ไม่มีข้อเท็จจริงอะไรที่เกี่ยวข้องกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ และตัวท่านเองก็ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ยังยืนยันในความบริสุทธิ์และไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
ขณะเดียวกัน ตัวท่านเองยืนยันว่ายังอยู่ในประเทศไทยเพื่อต่อสู้คดีตามกระบวนการ จะไม่หนีไปไหนแน่นอน แต่ถ้าจะให้ออกมาให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนในตอนนี้นั้น ตัวท่านมองว่าตอนนี้คดีอยู่ในชั้น ป.ป.ช. แล้ว ก็ควรจะต้องให้ ป.ป.ช. เป็นผู้ดำเนินการตามกระบวนการขั้นตอนของกฎหมายไปก่อน
นายสัญญาภัชระ ยังกล่าวอีกว่า ตนเองเป็นเพียงแค่ทนายความให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ส่วนผู้ถูกกล่าวหาที่เหลืออีก 5 คนนั้น ตนไม่ทราบในเรื่องของกระบวนการต่อสู้และคงของไม่เปิดเผยในเรื่องข้อเท็จจริงทางคดี เพื่อไม่อยากให้มีการต่อยอดประเด็นไปไกลมากกว่านี้ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช. แต่ขอยืนยันว่า คดีนี้มีอัตราโทษที่สูง การจะลงโทษบุคคลใดบุคคลหนึ่งนั้น จะต้องมีพยานหลักฐานที่ชัดเจน
ส่วนประเด็นที่ทางคณะพนักงานสอบสวนแถลงชี้แจงว่า พ.ต.อ.ภาคภูมิ เป็นเพียงแค่ผู้กล่าวโทษ ยังไม่ถูกกันเป็นพยานในคดีนั้น ตนมองว่า ตอนนี้ต้องพิจารณาว่าเป็นอำนาจของ ป.ป.ช. ที่จะกัน พ.ต.อ.ภาคภูมิ เป็นพยานหรือไม่ หรือจะพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหาด้วย แม้ในชั้นพนักงานสอบสวนจะไม่มีการตั้งข้อหา พ.ต.อ.ภาคภูมิ ก็ตาม ขณะที่ประเด็นที่อ้างว่า พ.ต.อ.ภาคภูมิ อยู่ในสภาวะจำยอมเลยต้องทำตามคำสั่งไปมอบทองคำนั้น ประเด็นนี้ขอให้ต่อสู้กันด้วยพยานหลักฐาน ตนขอไม่ก้าวล่วง
แท็กที่เกี่ยวข้อง บิ๊กโจ๊ก ,พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ,ติดสินบนป.ป.ช.