อาชญากรรม

'พ่อแม่น้องชมพู่' แจงยิบทุกประเด็น รับสั่ง 'น้องสะดิ้ง' โกหกจริง เพื่อความปลอดภัย ตร.ลั่นรู้มานานแล้ว ฉะสื่ออย่าคุกคามลูกสาว

11 ก.ค. 2563

11.1K views

พ่อแม่ น้องชมพู่ ชี้แจงประเด็นสงสัย สั่งพี่สาวน้องชมพู่โกหกนอนหลับ แค่ต้องการความปลอดภัย ระบุ ตร.รู้มานานแล้ว และ สิ้นข้อสงสัยพ่อแม่ แต่ชาวเน็ตไม่สิ้น ขุดภาพเก่ามาโยงจ่อฟ้องกลับทำเสื่อมเสีย วอนสื่อบางสำนัก หยุดพฤติกรรมคุกคามลูกสาวและครอบครัว 
ความคืบหน้าการเสียชีวิตปริศนาของน้องชมพู่ ซึ่งกลายเป็นประเด็นโต้เถียงกันไปมา ระหว่างครอบครัวน้องชมพู่พ่อและแม่ และ นายไชย์พล วิภา หรือลุงพล  กลายเป็นประเด็นร้อน หลังจากที่แม่น้องชมพู่ออกมาสงสัยว่าลุงพลอาจจะเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของน้องชมพู่ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
ล่าสุดวานนี้ (10 ก.ค.) ก็กลายเป็นเรื่องที่สังคมคาใจกับประเด็นที่เพื่อนของน้องสะดิ้งพี่สาวของน้องชมพู่ ลูกสาวคนโต ออกมาระบุว่าน้องสะดิ้ง โกหกว่า ช่วงที่น้องหายตัวไปไม่ได้นอนหลับ และแม่ของน้องชมพู่สั่งให้โกหกสื่อและทุกคนว่านอนหลับรื่องนี้กลายเป็นประเด็นสงสัยและวิพากวิจารณ์เป็นอย่างมาก
ทั้งนี้ทีมข่าวสอบถามไปยังคุณสาวิตรี แม่ของน้องชมพู่ ยืนยันว่า เรื่องการโกหกนั้น ตนบอกน้องสะดิ้งเอง โดยช่วงเกิดเหตุ แม่ก็ไม่รู้ว่าลูกโกหกว่านอนหลับ จนกระทั่งมีการตรวจสอบมือถือของพี่สาวน้องชมพู่ พบว่าช่วงนาทีที่เลิกเล่นโทรศัพท์ มื่อเทียบกับ ช่วงนาทีที่น้องชมพู่ดูยูทูบ เวลาห่างกันไม่มากจึงไม่น่าจะนอนหลับได้  และพี่สาวน้องชมพู่ก็ยอมรับกับตร.และสหวิชาชีพว่า โกหกว่าหลับจริงๆ เล่นมือถือ ที่ต้องโกหกเพราะกลัวแม่ตี เพราะทำน้องหาย หลังจากนั้นแม่และตร.ก็ไม่ได้ติดใจส่วนนี้ 
ซึ่งเมื่อมีสื่อมาถามน้องสะดิ้ง หรือคนในครอบครัว ก็ให้บอกว่าน้องหลับ เพราะ ตอนนั้นยังจับตัวคนร้ายไม่ได้และไม่รู้ใครคือคนร้าย ถ้าเกิดคนร้ายรู้ว่าสะดิ้งไม่ได้หลับก็กลัวจะเกิดอันตรายกับลูก จึงปล่อยให้ทุกคนเข้าใจว่าน้องสะดิ้งหลับ ซึ่งไม่ได้มีเจตนาจะโกหก แต่ปกป้องความปลอดภัยลูกและครอบครัว ในเมื่อตร.สิ้นข้อสงสัยส่วนนี้และรู้เรื่องนี้มาตั้งแต่ยังไม่เผาศพน้องชมพู่  ซึ่งประเด็นนี้ ทางนักข่าวของเราก็รับรู้มาตั้งแต่ช่วงเกิดคดีแรกๆแต่ไม่ได้นำเสนอข่าวเพราะเป็นแนวทางการทำงานของตร.
นอกจากพ่อของน้องชมพู่ก็ถูกตั้งข้อสงสัยหลายประเด็นว่าอาจจะเป็นคนทำน้องชมพู่หรือไม่ เพราะ มีพยานระบุว่าเห็นพ่อขับรถไถมุ่งหน้ากลับบ้าน ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับน้องชมพู่หายไป และ พ่อยังใช้เวลาไถ่นานานกว่าปกตินั้น
คุณพ่อชี้แจงว่า เรื่องไทม์ไลน์เวลาและหลักฐานต่างๆตร.สอบข้อสงสัยพ่อหมดแล้ว เพราะมีโทรศัพท์และการโทรเข้าออกระบุ ว่าช่วงเวลาใดพ่ออยู่ที่ไหน วันที่11 พ.ค.ที่น้องชมพู่หาย พ่อออกจากบ้านตั้งแต่ 07.30 น.ไปที่ไร่ และไปไถนา โดยมีพยานบุคคลยืนยัน และที่ต้องใช้เวลาไถนานานกว่าปกติเพราะนาแต่ละที่ไม่เหมือนกัน วันที่ไปไถนั้นต้องปรับหน้าดินก่อนจึงใช้เวลานานกว่าปกติ และพยานบุคคลที่เห็นว่าตนขับรถไถกลับบ้าน ช่วงเวลาที่น้องชมพู่หายไป ไม่จริง พ่อเจอพยานคนนี้ที่นาไม่ใช่ถนน และพ่อขับรถไถกลับมาบ้าน เวลาประมาน10.22 น.เพราะรู้ว่าน้องชมพู่หายไป  ทุกประเด็นพ่อตอบตร.ไปหมดแล้วและมีหลักฐานชัดเจน
ส่วนกรณีมีการแชร์เอกสารเกี่ยวกับประวัติพ่อที่ระบุว่าจบม.6 ทั้งที่พ่อเคยบอกสื่อว่าไม่รู้หนังสือ เขียนก็ไม่ค่อยได้  คุณพ่อชี้แจงว่า พร้อมนำวุฒิบัตรมาให้ทีมข่าวโดยระบุว่า พ่อจบการศึกษาประถมศึกษา ชั้นป.6 การศึกษานอกโรงเรียน และพึ่งจบการศึกษาเมื่อปี 2562  โดยทุกวันนี้เวลาเขียนชื่อตัวเองแม่ยังต้องคอยช่วยดูในการเซ็นเอกสารต่างๆ ทีมข่าวก็เคยเห็นการเขียนหนังสือของพ่อ ก็ต้องมีแม่คอยช่วยดูด้วย 
นอกจากนี้ปมสงสัยเรื่องการให้การของน้องสะดิ้ง เมื่อวานนี้แม่และพ่อถึงกับไม่พอใจ เมื่อมีสื่อบางสำนักมีพฤติกรรมคุกคาม โดยไปนำตัวพี่สาวน้องชมพู่ ออกมาจากห้องเรียน มาสัมภาษณ์โดยไม่ขออนุญาตินั้น
ซึ่งพ่อและแม่ขอร้องสื่อ หยุดพฤติกรรมเหล่านี้ เพราะเป็นเด็ก ตอนนี้สภาพติตใจน้องก็แย่มากพอแล้ว และน้องก็เป็นพยานในคดีนี้ ยังต้องมาถูกสัมภาษณ์ เวลาที่ตำรวจจะสอบปากคำยังต้องมีสหวิชาชีพ แต่สื่อบางสำนักกลับไม่คำนึงถึงสิ่งนี้อยากขอร้องให้คำนึงถึงจรรยาบรรณของสื่อมวลชน
แม้ว่า พ่อและแม่จะบอกเสมอว่า ตร.สิ้นข้อสงสัยในตัวพ่อและแม่ แต่ชาวโซเชียลในโลกออนไลน์กลับมีข้อสงสัยและยังนำภาพเก่าในเฟซบุ๊กแม่ มาประกอบและเชื่อมโยงคดี และ ยังมีการปลอมเฟซบุ๊ก และระบุว่า เป็นพ่อของน้องชมพู่ออกมายอมรับว่าพลั้งมือทำน้องชมพู่ ซึ่งไม่เป็นความจริง  แม่น้องชมพู่บอกว่า ทุกคนมีสิทธิ์สงสัย แต่ไม่ควรคุกคามกัน และไม่มีใครมาตัดสินว่าใครเป็นคนทำน้องนอกจากตำรวจ และจากนี้จะดำเนินคดีกับคนที่ทำให้เสื่อมเสียและนำข้อมูลเท็จไปเผยแพร่ 
ตร.ยืนยันประเด็นน้องสะดิ้งโกหกไม่กระทบคดี ติงสื่อบางสำนักทำข่าว ประเด็นการสงสัยใครเป็นคนทำน้องชมพู่ ตอนนี้คือเป็นการโต้แย้งกันไปมา จนเกิดความสับสน คือต้องยอมรับว่า ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะสื่อมวลชน
รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/C4HFkUtIfvA 

แท็กที่เกี่ยวข้อง  

คุณอาจสนใจ