อาชญากรรม
วิเคราะห์พฤติกรรม 'แม่ปุ๊ก' วางยาลูกแท้ๆ ไม่ใช่ป่วยทางจิต แต่เรียกร้องความสนใจให้คนสงสาร
27 พ.ค. 2563
2.6K views
ความคืบหน้าคดี น.ส.นิษฐา หรือ แม่ปุ๊ก อายุ 29 ปี มีพฤติกรรมต้องสงสัยว่าวางยา ด.ญ.วัย 4 ขวบ ที่รับอุปการะมาจนเสียชีวิต และลูกชายวัย 2 ขวบ สร้างดราม่ารับเงินบริจาค
วานนี้ (26 พ.ค.) ผลการตรวจดีเอ็นเอ ความสัมพันธ์ระหว่างนางสาวปุ๊ก และเด็กชายวัย 2 ขวบ ออกแล้ว ยืนยันว่าเป็นแม่ลูกแท้ ๆ โดยสายเลือด
ขณะที่ ตำรวจกองบังคับการปราบปรามได้เชิญตัวบิดา มารดา และน้องชายของนางสาวปุ๊ก เข้าให้ปากคำ เพื่อหาความเชื่อมโยงว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการที่เด็กทั้งสองคนได้รับสารมีฤทธิ์กัดกร่อนหรือไม่ และซักถามในประเด็นเกี่ยวกับการใช้ชีวิตความเป็นอยู่ของบุคคลในครอบครัว รวมถึงวิธีการเลี้ยงดูเด็ก ในช่วงระหว่างปี 2561-2563 เพื่อคลายข้อสงสัยในประเด็นต่าง ๆ
และตรวจสอบเส้นทางการเงิน ว่าเงินบริจาคที่ได้มาถูกยักย้ายถ่ายเทไปที่บัญชีใครบ้าง หรือถูกโอนเข้าบัญชีพ่อและแม่ของนางสาวปุ๊กหรือไม่ หลังตำรวจพบเงินหมุนเวียน 5 บัญชี กว่า 15 ล้านบาท และได้อายัดบัญชี กลับมียอดคงเหลืออยู่ภายในบัญชีเพียงหลักร้อยบาทเท่านั้น ซึ่งยังไม่ทราบปลายทาง โดยเงินที่ได้รับบริจาคมาทั้งหมดไม่สอดคล้องกับค่ารักษาพยาบาลของเด็กทั้ง 2 คน
ทั้งนี้ยังมีประเด็นข้อสงสัยว่า แม่เอม แม่แท้ ๆ ของเด็กหญิงวัย 4 ขวบ รู้เห็นหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วยหรือไม่ เพราะจากการตรวจสอบพบว่า หลังจากที่แม่เอม ได้ยกลูกให้แม่ปุ๊กไป ก็ใช้ชีวิตไปเรียนหนังสือตามปกติ กระทั่งลูกเสียชีวิตก็ไม่ได้ไปร่วมงานศพ และพบว่ามีการซื้อรถเก๋งป้ายแดง 1 คัน มีรถจักรยานยนต์อีก 2 คัน จึงมีการตั้งข้อสงสัยว่าแม่เอม นำเงินมาจากที่ไหนไปซื้อ
ด้าน รศ.พ.ต.ท. ดร.กฤษณพงศ์ พูตระกูล ผู้ช่วยอธิการบดี และประธานกรรมการคณะอาชญาวิทยา มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า การกระทำของแม่ปุ๊กนั้น ถือว่าโหดเหี้ยมมาก ซึ่งการที่แม่คนหนึ่งลงมือก่อเหตุทำร้ายลูกให้ทุกข์ทรมาน มีหลายส่วนทั้งอาการป่วยทางจิต หรือบันดาลโทสะ
แต่กรณีนี้แม่ปุ๊กไม่ได้ป่วยและไม่ได้บันดาลโทสะ เป็นการกระทำซ้ำ ๆ ให้ลูกได้รับสารพิษ ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมต่อเนื่องที่นำเด็กมาทรมานเพื่อแสวงหาประโยชน์ โดยประวัติของแม่ปุ๊กก็เคยมีคดีฉ้อโกงมาก่อน ดังนั้นการจะฉ้อโกงรูปแบบปกติ ก็ไม่ได้รับความสนใจ จึงหันมาใช้ความทุกข์ทรมานอาการป่วย บาดเจ็บของเด็กซึ่งไม่ใช่ลูกของตนเองมาโพสต์ลงโซเชียล
พอโพสต์ไปได้รับความสนใจอย่างมาก ทั้งคนกดไลค์ คอมเม้นต์ชื่นชมในการเลี้ยงลูก และช่วยเหลือ จึงทำเรื่อยมา พอคนเริ่มชื่นชมและติดตามก็ตามด้วยการขายของและก็เข้าสู่การหลอก ฉ้อโกงอีก ทำแบบนี้ไม่ถือว่าเป็นอาการป่วย แต่เป็นลักษณะการตั้งใจทำ โดยใช้วิธีแสวงประโยชน์จากเด็ก
เช่นเดียวกับเด็กวัย 2 ขวบ ซึ่งเป็นลูกแท้ ๆ ก็ยังทำ เพียงเพราะผลประโยชน์เดียว คือเงินบริจาค ซึ่งต้องมาย้อนตรวจสอบเส้นทางการเงินว่า เงินที่ได้มานั้นเอาไปทำอะไรบ้าง และเส้นทางการเงินมีใครเกี่ยวข้องบ้าง
นอกจากนี้ แอดมินเพจเฟซบุ๊ก 'จิตอาสาเพื่อเด็กและสังคม' เปิดเผยว่า ช่วงที่เด็กหญิงวัย 4 ขวบ ป่วยหนัก แม่ปุ๊กได้ติดต่อมายังเพจเพื่อให้ช่วยประชาสัมพันธ์ บอกว่าน้องป่วยหนัก ด้วยความดันโลหิตสูง ไม่สามารถควบคุมได้ และติดเชื้อดื้อยารุนแรง ต้องผ่าตัดชิ้นเนื้อในไต ได้ทำกระเป๋ามาขายใบละ 159 บาท
โดยคนที่สั่งซื้อสินค้าหรือต้องการโอนเงินบริจาค จะติดต่อเฟซบุ๊กของแม่ปุ๊กโดยตรง ช่วงนั้นคนรู้จักเคสนี้เยอะมาก เพราะน้องน่าสงสาร และมีคนช่วยแชร์ข้อความ ช่วยซื้อสินค้าและบริจาคเงินเป็นจำนวนมาก ตนไม่รู้ว่ามีคนบริจาคมากแค่ไหน
ส่วนตัวไม่เคยคุยกับแม่ปุ๊กโดยตรง จะทักคุยกันในแชทเฟซบุ๊กเท่านั้น และติดตามอาการของน้องเรื่อยมา ซึ่งตนก็เห็นว่าน้องป่วยจริง ๆ เพราะแม่ปุ๊กได้เฟซบุ๊กไลฟ์อยู่ตลอดเวลา ทุกคนสงสารจึงช่วยบริจาคเงิน
กระทั่งทราบว่าน้องเสียชีวิต ต่อมาก็เห็นแม่ปุ๊กโพสต์ภาพลูกอีกคนว่าป่วยหนักอยู่ในห้องไอซียู แต่เคสนี้ไม่ได้ติดต่อมาหาเพื่อให้ช่วยประชาสัมพันธ์ขอรับบริจาคเงิน ก่อนที่แม่ปุ๊กจะปิดเฟซบุ๊กไป ตนไม่ได้เอะใจคิดว่าแม่ปุ๊กคงไปบวชชีเพื่อทำใจ ไม่อยากติดต่อใคร ซึ่งตนก็ไม่ได้ติดต่อกับแม่ปุ๊กอีกเลย กระทั่งมาทราบข่าวว่าถูกจับ
"พอเกิดเหตุนี้ขึ้นมันเสียความรู้สึก เพจของตนถูกสังคมต่อว่าช่วยเหลือมิจฉาชีพ ทำให้เรารู้สึกไม่ค่อยดี บางคนก็กดดันให้ปิดเพจ รู้สึกท้อ ทั้งที่มีความหวังดี ยืนยันไม่ได้สนับสนุนมิจฉาชีพ เพราะเราไม่รู้ หากแม่ปุ๊กวางยาลูกจริง มองว่าไม่ใช่คน โหดเหี้ยมมาก ไม่ว่าจะเป็นลูกเราหรือลูกคนอื่น ถ้ารับอุปการะมาแล้วควรดูแลเขาดี ๆ ไม่ใช่เอามาหากิน จิตใจเลวยิ่งกว่าสัตว์อีก"
ทั้งนี้ ทางเพจได้คุยกัน หากจะให้ความช่วยเหลือใครลักษณะนี้อีก คงต้องลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างละเอียดด้วยตนเอง รวมทั้งตรวจสอบข้อมูลส่วนตัวต่าง ๆ ด้วย ป้องกันไม่ให้มีการแสวงหาผลประโยชน์ในลักษณะนี้อีก
ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/hsjhIw0GwCg
แท็กที่เกี่ยวข้อง