สังคม
รวบแก๊งไทยเทาร่วมมือกับชาวแอฟริกาตะวันตก หลอกบริษัทดังในญี่ปุ่นโอนเงิน กว่า 228 ล้าน
9 พ.ค. 2568
593 views
วันนี้ (9 พ.ค. 68) พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางด้านเทคโนโลยรสารสนเทศสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. และ พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 ร่วมแถลงผลการจับกุมแก๊งไทยเทาร่วมกับชาวแอฟริกันตะวันตกหลอกบริษัทชื่อดังในญี่ปุ่นโอนเงินเข้ากว่า 228 ล้านบาท
พล.ต.อ.ธัชชัย ระบุว่า มีกลุ่มแก๊งคนร้ายเป็นชาวแอฟริกัน ร่วมกับทางคนไทย ในการหลอกลวงให้บริษัทในประเทศญี่ปุ่นโอนเงินเข้ามา บัญชีของผู้ก่อเหตุที่อยู่ในประเทศไทย 228 ล้านบาท ทางตำรวจไซเบอร์ มีการอายัดเงินได้ทันท่วงทีคนร้ายสามารถถอนเงินออกไปได้เพียงแค่ 13 ล้านบาท ซึ่งในเงินจำนวนนี้จะมีการติดตามเพื่อนำมาคืนให้กับผู้เสียหายต่อไป
สำหรับตัวผู้ต้องหามีทั้งคนไทยแอฟริกันที่ถือสัญชาติไนจีเรียและการ มีคนไทยร่วมกระทำความผิดทั้งหมด 6 คน อีก 2 คนเป็นคนสัญชาติไนจีเรีย และกาน่า ซึ่ง 5 คนไทยตำรวจได้จับกุมตัว และดำเนินคดีเป็นที่เรียบร้อย ในส่วนของคนต่างชาติอีก 2 คน ชื่อ Mr.Ibrahim สัญชาติกาน่า ถูกควบคุมตัวแล้ว จะนำตัวไปฝากขังในวันนี้ ตอนนี้เหลือผู้ต้องหาอีก 2 คน คือคนไทย 1 คน และ Mr.AnnestOnyebuchi คนสัญชาติไนจีเรีย อยู่ระหว่างการหลบหนีซึ่งทางตำรวจได้มีการออกหมายจับเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมบอกว่าหากพี่น้องประชาชนเห็นผู้ต้องหาทั้ง 2 คนก็สามารถแจ้งเบาะแสเข้ามา ยังตำรวจไซเบอร์ได้
ซึ่งในการกระทำผิดครั้งนี้ได้มีการตั้งบริษัทขึ้นมาทำท่าทีเหมือนเป็นบริษัทที่ถูกต้องตามกฎหมายเป็นคู่ค้าบริษัทในประเทศญี่ปุ่นจากนั้นจะมีการพูดคุยผ่านทางอีเมลหลอกให้ผู้เสียหายโอนเงินมา เพื่อซื้อสินค้าบางอย่างในบริษัทประเทศญี่ปุ่น รวมถึงมีการตั้งบริษัทขึ้นมา ซึ่งตำรวจอยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผลว่ามีนอมินีเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ หรือมีคนสัญชาติอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องอีกหรือไม่
พร้อมบอกว่าคดีนี้เป็นคดีที่สำคัญเป็นเรื่องที่ต้องสื่อสารให้กับประชาชนได้ทราบว่าในการหลอกลวงฉ้อโกงตำรวจจะมีการติดตามจับกุมอย่างเข้มงวด
อย่างกรณีนี้ที่ถึงแม้จะเป็นการหลอกผ่าน บริษัทต่าง ต่างชาติ และใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการนำเงินออก ทางตำรวจไซเบอร์จะสามารถติดตามตัวได้ ตลอดเวลา เราจะดำเนินการอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติ ของประเทศไหนก็ตามมาใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการฟอกเงินหรือหลอกคนเราจะป้องกันไม่ให้มีการเกิดขึ้นเด็ดขาด
และอยากจะฝากเตือนพี่น้องประชาชน บริษัทห้างร้านต่างๆ ต้องมีความระมัดระวังต้องมีการตรวจสอบให้ดีทั้งเจ้าพนักงานภายในองค์กรเอง พร้อมบอกว่าการทำธุรการต้องใช้ความระมัดระวัง
พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวเสริมว่าในกรณีนี้คนร้ายมีการวางแผน ที่จะกระทำความผิดมาเป็นระยะเวลานาน คนร้ายทำการฝังตัวเข้าไปบริษัท คู่ค้า กับบริษัทของประเทศญี่ปุ่น และบริษัทญี่ปุ่นมีบริษัทคู่ค้าอยู่ที่ประเทศเกาหลีใต้คนร้ายได้แฝงตัวเข้าไปในระบบสารสนเทศของประเทศเกาหลีใต้
จากนั้นคนร้ายได้มีการเปิดบริษัทชื่อเดียวกับบริษัทในประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งมาเปิดอยู่ในประเทศไทยเมื่อปลายปีที่แล้ว ก็ทำการเปิดบัญชีบริษัท เพื่ออำพรางเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการตรวจสอบบริษัท แต่บริษัทนี้ไม่ได้มีการประกอบธุรกิจจริง
หลังจากนั้น คนร้ายอาศัยช่วงเทศกาลวันหยุดยาว ของประเทศญี่ปุ่นช่วงวันที่ 23-24 เมษายน ที่ผ่านมา ทำการแฮ็กอีเมลของบริษัทที่ประเทศเกาหลีใต้ และได้มีการออกใบแจ้งหนี้ (Invoice) ไปยัง ประเทศญี่ปุ่นว่ามีการส่งสินค้าไปแล้ว และให้ทำการชำระค่าสินค้ามาที่บัญชีบริษัท ซึ่งบัญชีดังกล่าวเป็นบัญชีม้าที่จดอยู่ในประเทศไทย
บริษัทประเทศญี่ปุ่นไม่ได้รู้สึกสงสัยอีกทั้งยังติดอยู่ในช่วงวันหยุด อีเมลที่ส่งมานั้นก็อยู่ในช่องทางการติดต่อกับบริษัทคู่ค้าที่ประเทศเกาหลีใต้ เลยไม่ได้ทำการตรวจสอบเลขบัญชี เห็นเพียงแค่ว่าชื่อบริษัทนั้นตรงกับบริษัทคู่ค้า จึงทำการโอนเงินมายังชื่อบัญชีบริษัทเกาหลีใต้ จำนวนเงินคือ 228 ล้านบาท แต่บัญชีดังกล่าวเป็นบัญชีที่กลุ่มผู้ร้ายเปิดขึ้นมา และใช้ชื่อบริษัทเดียวกับบริษัทในประเทศเกาหลีใต้ กลุ่มผู้ร้ายไปถอนเงินที่ธนาคารออกมา 13 ล้านบาท ในวันที่ 25 เมษายน แต่ทางเจ้าที่ธนาคาร เห็นความผิดปกติ ว่าบริษัทนี้ไม่เคยมีการทำการค้าให้กับบริษัทที่ประเทศญี่ปุ่น จึงได้ประสานงานมายังตำรวจไซเบอร์ให้ช่วยตรวจสอบ และได้ร่วมกันทำการตรวจสอบเชิญเจ้าหน้าที่ธนาคารแห่งนี้มาทำการสอบสวนปากคำ ก่อนมาไล่บัญชีจนพบว่าบริษัทดังกล่าวมีลักษณะบัญชีเหมือนบัญชีม้านิติบุคคล จึงได้ทำการออกหมายอายัดเงิน
และประสานงานทางตำรวจญี่ปุ่น ให้ออกหนังสือยืนยันว่าผู้ร้ายมีการหลอกลวงที่ประเทศญี่ปุ่นจริงจึง รวบรวมพยานหลักฐานมาสู่การขออนุมัติศาลออกหมายจับ ฐานกระทำความผิดฐานเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ในข้อหาพ.ร.บ. การมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ความผิดฐานฉ้อโกง เริ่มแรกออกหมายจับบริษัทอำพรางในประเทศไทยก่อน มีผู้กระทำความผิด 2 รายสืบสวนขยายผลพบว่ามีคนไทย และต่างชาติร่วมขบวนการอีกจึงทำการออกหมายจับเพิ่มเป็นทั้งหมด 8 คน จับได้แล้ว 6 คน คนไทย 5 คน กาน่า 1 คน ไนจีเรียกับคนไทยอีก 2 คนอยู่ระหว่างหลบหนี
ส่วนความสัมพันธ์ของคนในกลุ่มนี้ คือชาวต่างชาติ ทั้ง 2 คนมีการว่าจ้างให้คนไทยเปิดบัญชีม้า และพบว่ามีหญิงชาวไทย 1 คน เป็นภรรยาของผู้ต้องหาชาวไนจีเรียที่ยังหลบหนีอยู่ ส่วนเงินนั้นตำรวจสามารถอายัดมาได้ทั้ง 300,000 บาทจาก 13 ล้านบาท ส่วนเงินที่เหลือนั้นทางผู้ต้องหายังมีการถอนออกมาจึงสามารถอายัดไว้ในบัญชีได้
พร้อมอยากฝากเตือนประชาชนว่าปัจจุบันแผน ประทุษกรรมของคนร้าย จะใช้วิธีการแฮ็กเมล์ มีการหลอกลวงในลักษณะนี้หลายรายทั่วโลก ซึ่งกรณีของคนไทยเท่าที่ทราบนั้นตนเพิ่งเห็นเคสนี้เป็นเคสที่สอง แต่อีกเคสหนึ่งนั้นยังไม่มีการโอนเงินและยังไม่เกิดความเสียหาย เพราะรู้ตัวทัน จึงอยากฝากเตือนให้มีความระมัดระวังในการทำทุรกรรมต่างๆ
พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปกติเราจะได้ยินการก่ออาชญากรรมออนไลน์ในลักษณะของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ แต่ครั้งนี้เป็นอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติหรือทางสากลเรียกว่า Business Email Compromise (BEC) ส่วนใหญ่จะเป็นชาวผิวสีร่วมกระทําผิดกับคนในประเทศนั้นๆ โดยมุ่งเน้นไปที่บริษัทที่ทําการค้าระหว่างประเทศที่มีมูลค่าการซื้อขายจํานวนมาก โดยพุ่งเป้าและจับตาก่อนจะเจาะไปที่อีเมล ซี่งกรณีที่เกิดขึ้นต้องขอบคุณทางธนาคารที่ตรวจพบธุรกรรมที่ผิดปกติรวมถึงการให้ข้อมูลกับทางเจ้าหน้าที่ตํารวจ เบื้องต้นจะมีการสืบสวนขยายผลเพิ่มเนื่องจากทราบว่ามีบริษัทและกลุ่มบุคคลทั้งคนไทยและต่างประเทศอีกจํานวนหนึ่ง ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดําเนินการจับกุมต่อไป
แท็กที่เกี่ยวข้อง