สังคม
ร้านแจงแล้ว สาวโพสต์โวย ทำผมที่ร้านราคา 89,000 บาท แต่คุณภาพสวนทางราคา ผ่านไปแค่ 5 วันพังยับ
18 มี.ค. 2568
1.1K views
จากกรณีที่มีสาวรายหนึ่งโพสต์ลงใน Facebook ว่าเธอได้ไปต่อผมที่ร้านทำผมแห่งหนึ่งย่านบางบัวทอง จ.นนทบุรี ในราคาสูงถึงประมาณ 89,000 บาท ปรากฏว่าคุณภาพสวนกับราคาที่ได้ ผ่านไป 5 วันพังยับ เนื่องจากเส้นผมที่เธอต่อได้หลุดออกมา รวมทั้งมีอาการเจ็บหนังศีรษะเนื่องจากไม่ได้รับการตัดแต่งให้เรียบร้อยจนผมย้อนศรมาทิ่มแทงหนังศีรษะ จึงรู้สึกไม่พอใจ เลยนำเรื่องราวดังกล่าวมาโพสต์ลงใน Facebook เพื่อให้สังคมตัดสินเรื่องราวที่เกิดขึ้น
ทีมข่าวช่อง 3 ได้ไปพูดคุยกับหญิงคู่กรณีวัย 27 ปี เธอเปิดเผยว่า ร้านทำผมดังกล่าวเธอรู้จักผ่านแฟนหนุ่มของเธอที่ได้ค้นหาผ่านโลกออนไลน์อีกทีนึง โดยเธอได้ไปทำเมื่อวันอังคารที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เธอไปทำผมที่ร้านนี้ โดยได้ดำเนินการต่อผมและทำไฮไลท์ตามที่ปรากฏตามลิสต์ค่าใช้จ่าย แต่เธอไม่ได้ซีเรียสหรือติดใจในเรื่องของราคาทำผมแต่อย่างใด
สิ่งที่เธอติดใจคือ คุณภาพของการทำผมที่ไม่เป็นไปตามราคาที่จ่าย เนื่องจากภายหลังที่เธอทำผมแล้วเสร็จ ก็เกิดปัญหาช่อเส้นผมหลุดออกมาขณะที่หวีผมไม่ต่ำกว่า 10 กว่าช่อผม เมื่อเธอมาตรวจดูก็พบว่า ลิงค์หรือข้อต่อที่ต้องมามัดติดกับผมจริงของเธอนั้นมีเพียงแค่ข้อเดียว ซึ่งโดยมาตรฐานแล้วต้องมีอีก 2 ข้อหรือ 2 ลิงค์ อีกทั้งยังพบปัญหาที่ว่า ปลายช่อผมที่เอามาต่อกับเส้นผมของเธอนั้น ร้านไม่ได้ตัดแต่งให้เรียบร้อย จนกลายซี่ฟันปลาและแข็งมาทิ่มแทงหนังศีรษะของเธอจนเจ็บอักเสบ โดยเฉพาะตอนนอนที่แทบไม่สามารถจะนอนได้
นอกจากนี้เธอยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า ในวันที่เธอมาทำผมนั้น เธอก็ทำช่วงห้าโมงเย็น กว่าจะแล้วเสร็จก็เกือบประมาณตีสอง ซึ่งยอมรับว่า ที่เธอมาทำช่วงเวลาดังกล่าวเพราะเธอมีธุระและตลอดที่ทำผมนั้น ช่างก็บ่นกับแสดงอาการเหนื่อยล้าว่าทำไมมาทำตอนมืด เธอเลยสงสัยว่า ถ้าช่างไม่ไหว ทำไมถึงไม่ทำแค่บางรายการ แล้วค่อยนัดให้มาทำผมต่อในวันอื่นให้แล้วเสร็จ แต่ยังคงดันทุรังทำเรื่อยมาจนถึงช่วงมืด กลายเป็นว่าผลลัพธ์ที่ออกมานั้นไม่มีคุณภาพ
นั่นเลยเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอส่งข้อความไปบอกกับทางร้านว่าเกิดปัญหาดังกล่าว แต่ทางนั้นกลับบอกกับเธอเพียงแค่ว่า ขอให้เข้ามาแก้ไขผมที่ร้าน ซึ่งเธอมองว่าไม่คุ้มกับระยะทางที่ต้องเดินทางไป เพราะร้านดังกล่าวอยู่ที่ จ.นนทบุรี และใช้เวลาเดินทางจากบ้านเธออย่างน้อย 1 ชั่วโมง รวมทั้งเธอรู้สึกไม่พอใจในคุณภาพของช่าง จึงไม่เชื่อมั่นที่จะกลับไปทำที่ร้านทำผมแห่งนี้อีก
แต่ทว่าร้านทำผมกลับส่งข้อความมาต่อว่าเธอ ประมาณว่างี่เง่า จะเรียกร้องเอาอะไรอีก โดยเธอต้องการเพียงแค่ว่าอยากให้ร้านขอโทษและยอมรับในเรื่องคุณภาพที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งร้านไม่เคยส่งข้อความมาขอโทษเธอเลย นั่นเลยเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้เธอบอกกับร้านว่า จะนำเรื่องดังกล่าวลงในเฟซบุ๊ก เพื่อให้สังคมโซเชียลมีเดียตัดสินว่า ปัญหาดังกล่าวนั้นควรจะต้องแก้ไขอย่างไรและให้เห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ก่อนที่จะนำเรื่องราวดังกล่าวโพสต์ลงในเฟซบุ๊ก ซึ่งเธอยืนยันว่า เธอไม่มีเจตนาที่จะโพสต์ประจานแต่อย่างใด
เมื่อตนเองได้โพสต์เรื่องราวดังกล่าวลงไป ก็ถูกทางร้านส่งข้อความขู่ว่าจะดำเนินการทางกฎหมายเนื่องจากทำให้ร้านเสื่อมเสีย ซึ่งตนก็ยืนยันว่า ตนไม่มีเจตนาดังกล่าวและยินดีที่จะให้ร้านดำเนินการฟ้องร้องตามกฎหมาย สุดท้ายเมื่อช่วงเช้ามืดก็ได้มีการพูดคุยกันและทางร้านทำผมก็ได้ส่งข้อความมาขอโทษหลายครั้ง แต่เธอรู้สึกว่า คำขอโทษดังกล่าวนั้นเกิดจากการที่เรื่องราวดังกล่าวใหญ่โตและโด่งดัง ไม่ใช่คำขอโทษที่มาจากใจ
เธอหวังว่า เรื่องราวนี้จะเป็นอุทาหรณ์สำหรับผู้ใช้บริการทำผมในการที่จะต้องเลือกร้านที่มีคุณภาพและเป็นบทเรียนสำหรับตนเอง รวมทั้งอยากให้ร้านทำผมยอมรับในข้อผิดพลาดและกล้าที่จะขอโทษลูกค้าหากคุณภาพไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ไม่ใช่ไม่ยอมรับและมาด่าลูกค้ากลับแบบนี้ แต่เธอยืนยันทิ้งท้ายว่า เธอไม่ต้องการเงินคืนและไม่ติดใจเรื่องราคาแต่อย่างใด
ขณะที่ทีมข่าวช่อง 3 ได้พูดคุยกับเจ้าของร้านทำผมที่เป็นคู่กรณี โดยเธอยืนยันกับทีมข่าวว่า ราคาทำผมที่ได้มีการเขียนลงในกระดาษชี้แจงให้กับคู่กรณีนั้น เป็นราคาทำผมตามปกติและได้มีการชี้แจงราคาดังกล่าวให้อีกคู่กรณีรับทราบแล้ว ซึ่งทั้งหญิงคู่กรณีก็ยินยอมให้ทำผมตามราคาดังกล่าว อีกทั้งยังบอกให้ทำผมแบบเต็มที่มีเท่าไหร่ก็จัดมาให้หมด โดยได้ดำเนินการต่อผมจำนวน 3 มัด
อย่างไรก็ตาม เธอยอมรับว่า เรื่องของคุณภาพการทำผมนั้นเป็นความบกพร่องของทางร้านจริง เนื่องจากช่วงที่หญิงคู่กรณีมาทำผมนั้นก็เป็นช่วงประมาณ 5-6 โมงเย็นแล้ว กว่าจะทำเสร็จก็เกือบถึงตีสอง เนื่องจากรายการทำผม ทั้งฟอกสี ทำไฮไลท์ และต่อผมต่าง ๆ นานานั้น ต้องใช้เวลาอย่างน้อยหลายชั่วโมง จึงทำให้ช่างทำผมอาจเกิดความเหนื่อยล้า เลยเกิดข้อผิดพลาดขึ้น ซึ่งส่วนนี้ทางร้านก็ได้ส่งข้อความขอโทษย้ำกับคู่กรณีแล้วหลายครั้ง รวมทั้งตนเองก็ได้เน้นย้ำการปฏิบัติงานของช่างทำผมแล้วว่าไม่ให้เกิดความสะเพร่าเช่นนี้อีก
แต่ทั้งนี้ ทางร้านก็ยังไม่เข้าใจว่า ทางคู่กรณีต้องการอะไรกันแน่ เพราะจากที่พูดคุย คู่กรณีไม่ติดใจเรื่องของราคาแล้ว แต่ยังติดใจในเรื่องของคุณภาพ พอทางร้านเสนอให้เข้ามาแก้ไขทรงผม คู่กรณีก็ปฏิเสธที่จะเข้ามา แต่ก็นำเรื่องราวดังกล่าวไปโพสต์ ซึ่งตนก็ถามไปว่า ทำไมต้องโพสต์ให้เป็นประเด็นแทนที่จะมาพูดคุยกัน คู่กรณีก็อ้างว่า ต้องการอยากจะให้สังคมมาตัดสินเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ยอมรับว่าเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ร้านเสื่อมเสียชื่อเสียงอย่างมาก แต่ยืนยันว่าทางร้านจะไม่มีการฟ้องร้องหรือแจ้งความดำเนินคดีกลับไปยังคู่กรณีแต่อย่างใด เพราะไม่อยากจะเอาเรื่องอีกแล้ว ส่วนที่ส่งข้อความบอกว่าจะดำเนินการทางกฎหมายนั้น ยอมรับว่าได้ส่งข้อความดังกล่าวจริง แต่เป็นการพูดคุยช่วงแรกหลังจากที่ทราบว่ามีการโพสต์รูปของร้านจนทำให้ทัวร์มาลงที่ร้าน ก่อนที่คู่กรณีจะแก้ไขโพสต์ในเวลาต่อมา
สำหรับเรื่องราคาจำนวน 89,000 กว่าบาทนั้น เจ้าของร้านยืนยันว่า เป็นราคาปกติของการทำผมที่มีหลายรายการและเงินจำนวนดังกล่าวไม่ได้มีการจ่ายเงินสดแต่อย่างใด แต่เป็นการจ่ายในลักษณะของการแลกเปลี่ยนเงินหรือแลกแต้มทางออนไลน์ผ่านระบบที่มีชื่อว่า "บาร์เทอร์คาร์ด (Bartercard) " กล่าวคือ ฝั่งคู่กรณีก็มีธุรกิจที่อยู่ในระบบบาร์เทอร์คาร์ด ซึ่งจะมีแต้มที่คู่กรณีได้จากการทำธุรกิจของเขา จะสามารถนำแต้มในระบบดังกล่าวมาแลกเปลี่ยนบริการธุรกิจที่เข้าร่วมรายการในระบบนี้ เมื่อคู่กรณีทราบจากระบบว่าร้านทำผมของตนเข้าร่วมระบบนี้ จึงได้ติดต่อมาทำผม ถือเป็นครั้งแรกที่ลูกค้าคู่กรณีมาทำผมร้านของตน เมื่อทำผมเสร็จลูกค้าคู่กรณีก็จะชำระด้วยแต้มในระบบดังกล่าวให้แก่ร้านของตน
ซึ่งระบบดังกล่าวจะไม่ได้ให้เงินสดแก่ร้าน แต่ร้านจะสามารถนำแต้มที่ได้จากระบบดังกล่าวไปใช้แลกเปลี่ยนสินค้าและบริการกับธุรกิจเจ้าอื่นที่เข้าร่วมรายการในระบบได้ โดยในส่วนนี้เจ้าของร้านระบุว่า ระบบดังกล่าวจะทำให้ลูกค้าที่มาทำผมไปบอกต่อ แล้วจะทำให้มีลูกค้ารายอื่น ๆ ที่จ่ายเงินสดมาทำผม อันเป็นการโฆษณาไปในตัว แต่จากปัญหาที่เกิดขึ้น ตนได้แจ้งกับทาง Operator ของระบบให้ดำเนินการคืนเงินจำนวน 89,000 กว่าบาทที่เป็นค่าบริการทำผมนี้ให้กับบัญชีของคู่กรณีแล้ว ซึ่งอยู่ในระหว่างการดำเนินการของทาง Operator
แท็กที่เกี่ยวข้อง