รู้หรือไม่ การใช้เหรียญชำระหนี้ ต้องไม่เกินจำนวนที่กม.กำหนด หอบเหรียญฝากธนาคาร ต้องเสียค่าธรรมเนียม

เศรษฐกิจ

รู้หรือไม่ การใช้เหรียญชำระหนี้ ต้องไม่เกินจำนวนที่กม.กำหนด หอบเหรียญฝากธนาคาร ต้องเสียค่าธรรมเนียม

10 ก.ย. 2563

6.9K views

ช่วงเศรษฐกิจฝืดเคือง เงินขาดสภาพคล่อง บางคนถูกลดเงินเดือน ซ้ำร้ายไปกว่านั้นคือต้องตกงาน ทำให้ต้องเอาเงินเก็บมาใช้จ่าย หนึ่งในนั้นคือกระปุกออมสิน ที่เคยเก็บหอมรอมริบเศษเงินไว้ ต้องถูกนำมาเป็นตัวช่วยต่อลมหายใจในยุคโควิด 
แต่การจะนำเหรียญออกมาใช้จ่ายนั้น ไม่ใช่จะใช้จ่ายได้ตามใจ จะเอาเหรียญบาทล้วนๆไปซื้อของพันบาท แบบนี้ทำไม่ได้ เพราะมีข้อกำหนดทางกฎหมาย ที่จะบอกเกณฑ์ของเหรียญแต่ละชนิดในการใช้ชำระหนี้ ซึ่งมีอะไรบ้างนั้น เรามาดูกัน 
-เหรียญ 25 หรือเหรียญ 50 สตางค์ ชำระหนี้ได้ครั้งละไม่เกิน 10 บาท (จ่ายรวมได้ทั้ง 2 เหรียญ)
-เหรียญ 1 บาท ชำระหนี้ได้ครั้งละไม่เกิน 500 บาท
-เหรียญ 2 บาท ชำระหนี้ได้ครั้งละไม่เกิน 500 บาท 
-เหรียญ 5 บาท ชำระหนี้ได้ครั้งละไม่เกิน 500 บาท 
-เหรียญ 10 บาท ชำระหนี้ได้ครั้งละไม่เกิน 1,000 บาท 
ซึ่งการที่มีกฎหมายกำหนดเช่นนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการกลั่นแกล้ง เช่น ขนเหรียญไปจ่ายค่าปรับ จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ จ่ายเจ้าหนี้ สมมติว่าเป็นหนี้ 5,000 บาท แล้วจะเอาเหรียญบาทไปใช้ทั้ง 5,000 เหรียญ แบบนี้ทำไม่ได้แน่ๆ และอาจเกิดการทะเลาะวิวาทบานปลายตามมา เพราะการชำระหนี้ หรือจ่ายค่าสินค้าที่มีราคาค่อนข้างสูง เราก็มักนิยมใช้ธนบัตรมากกว่า
ทีนี้มาอีกมุม ถ้าเราไม่แคะกระปุกเอาเหรียญมาใช้จ่าย แต่จะนำไปฝากธนาคารบ้างล่ะ ธนาคารจะมีหลักเกณฑ์คิดค่านับเหรียญของเราอย่างไรบ้าง ซึ่งจะแตกต่างกันไปแต่ละธนาคาร ยกตัวอย่างเช่น 
-ธนาคารออมสิน ฝากฟรีไม่เกิน 3,000 บาท ถ้าเกินคิดค่าธรรมเนียม 1% 
-ธนาคารกรุงเทพ และธนาคกรุงไทย ฝากฟรีไม่เกิน 2,000 บาท ถ้าเกินคิดค่าธรรมเนียม 1%,
-ธนาคารกสิกรไทย ฝากฟรีไม่เกิน 500 เหรียญ ถ้าเกินคิดค่าธรรมเนียม 1% 
-ธนาคารไทยพาณิชย์ มีเครื่องฝากเหรียญอัตโนมัติในบางสาขา ฝากได้ 5,000 บาท/ครั้ง/วัน หากมากกว่านั้นต้องฝากที่เคาน์เตอร์ หากฝากเงินตั้งแต่ 200 เหรียญขึ้นไป คิดค่าธรรมเนียม 2% 
-ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ฝากฟรีไม่เกิน 100 เหรียญ ถ้าเกินจะคิดค่าธรรมเนียม 2%
ซึ่งการที่ธนาคารต้องคิดค่าธรรมเนียม ก็เพราะยังต้องแบกรับภาระจัดการเหรียญ ทั้งการจัดเก็บและขนส่งเหรียญ ที่แตกต่างจากธนบัตร ทั้งนี้เราต้องคัดแยะเหรียญแต่ละประเภทใส่ถุงในจำนวนหลักร้อย เช่น เหรียญ 1 บาทถุงละ 100 เหรียญ เพื่อความสะดวกยิ่งขึ้นในการนับ
แต่ก็มีอีกวิธีหนึ่ง สะดวก ง่าย ใกล้ตัว เพราะร้านสะดวกซื้อ หรือร้านค้าใกล้บ้าน ก็เปิดให้ลูกค้าเอาเหรียญต่างๆ รวมทั้งเศษสตางค์ มาแลกเป็นธนบัตรโดยไม่คิดค่าบริการในการนับแลกเหรียญ เพราะร้านเหล่านี้ต้องใช้เหรียญเพื่อทอนเงินให้ลูกค้าจำนวนมาก นี่ก็เป็นทางเลือกที่สะดวกโดยที่เราไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมให้ธนาคาร 
ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/IUoeV_zTMSw

แท็กที่เกี่ยวข้อง  

คุณอาจสนใจ