ข่าวโซเชียล
เคลียร์จบ! คลิปฉาวครูระเบิดอารมณ์ตบนักเรียนไม่ยั้ง ก่อนอ้าง "ตบเพราะรัก" ผู้ปกครองเด็กให้อภัย ขออย่าทำอีก
27 พ.ย. 2562
7.7K views
จากกรณีที่มีคลิปแชร์สนั่นโซเชียล ครูตบหน้าเด็ก ด้านครูยอมรับผิด แต่อ้างว่า ตบเพราะรัก ส่วนผู้ปกครองให้อภัยเข้าใจหัวอกครู วอนอย่าเกิดซ้ำ
หลังจากที่มีคลิปภาพแพร่สะพัดออกมาในโลกโซเชียลเผยให้เห็นเหตุการณ์ขณะที่ครูโรงเรียนดังแห่งหนึ่งย่านจังหวัดสมุทรสาคร เรียกเด็กออกไปยืนหน้าชั้น เพราะเด็กสนทนาภาษาอังกฤษไม่ได้ จากนั้นก็มีการทำโทษด้วยการตบหน้าเด็กนักเรียนตามที่ปรากฎนั้น
ต่อมาในเวลา 09.00 น. ของวันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางมาที่โรงเรียนอ้อมน้อยโสภณชนูปถัมภ์ ซึ่งเป็นโรงเรียนที่เกิดเหตุในคลิป ตั้งอยู่ริมถนนเพชรเกษม ต.อ้อมน้อย อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร
ทั้งนี้เบื้องต้นทางผู้อำนวยการโรงเรียนก็ยังไม่ได้ให้สื่อเข้าพบเพราะกำลังคุยอยู่กับผู้ปกครองและคุณครู แต่ได้มอบหมายให้ตัวแทนมาพบกับสื่อมวลชนที่เฝ้ารออยู่ด้านหน้าโรงเรียนก่อน โดยบอกว่า ขณะนี้ทาง ผอ.โรงเรียนได้มีการเรียกครูในคลิป และทางผู้ปกครองของเด็ก 1 ใน 3 คน ที่ปรากฎในคลิปมาพบเพื่อพูดคุยกันแล้ว
จนกระทั่งในเวลาประมาณ 10.30 น. นายพงศกร พูลสมบัติ ผู้อำนวยการโรงเรียนอ้อมน้อยโสภณชนูปถัมภ์ ก็ได้ให้สื่อเข้าไปรับทราบผลการเจรจาระหว่างคุณครูกับผู้ปกครอง โดยมีนางศิริวรรณ์ บุตร์เพชร คุณครูกลุ่มสาระการเรียนรู้ สอนวิชาภาษาต่างประเทศ ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น และ นางสาวออริดา แสนหาญ อายุ 34 ปี ผู้ปกครองของเด็ก 1 ใน 3 ที่ปรากฏในคลิป (แต่ไม่ใช่ผู้ปกครองที่โพสต์คลิป) อีกทั้งยังมีคณะครูและตัวแทนผู้ปกครองร่วมเป็นสักขีพยานในการเจรจาครั้งนี้ด้วย
นายพงศกร พูลสมบัติ ผู้อำนวยการโรงเรียนอ้อมน้อยโสภณชนูปถัมภ์ บอกว่า หลังจากที่มีคลิปภาพเผยแพร่ออกไปนั้น ทางผู้อำนวยการโรงเรียนและผู้บริหารสถานศึกษา ก็ได้เรียกคุณครูศิริวรรณ์มาพบ เพื่อสอบถามข้อเท็จจริง
พร้อมกันนี้ยังได้เชิญนางสาวออริดา แสนหาญ หนึ่งในผู้ปกครองของเด็กมาพูดคุยด้วย โดยทางคุณครูศิริวรรณ์ ก็ยอมรับว่าได้ทำโทษเด็กที่รุนแรงเกินไปจริง พร้อมกันนี้ก็ได้ขอโทษผู้ปกครองแล้ว และมีการทำบันทึกข้อตกลงร่วมกันว่า จะไม่มีการทำโทษที่รุนแรงอย่างในคลิปอีก
ซึ่งผลสรุปคือ ทั้งสองฝ่ายปรับความเข้าใจกันและจบลงด้วยดี โดยทางผู้ครองก็เข้าใจถึงเหตุที่คุณครูทำลงไปเพราะต้องการให้เด็กได้ดี และไม่ถือโทษโกรธคุณครูไม่เอาเรื่องแต่อย่างใดทั้งสิ้น แต่วอนขอว่าอย่าให้มีการทำโทษในลักษณะรุนแรงแบบนี้อีก ถ้าจะทำโทษก็ขอให้เป็นวิธีอื่นแทน ซึ่งทางโรงเรียนก็สัญญาแล้วว่าจะไม่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีกแน่นอน และจะวางมาตรการเรื่องการทำโทษเด็กแก่คุณครูทุกคนต่อไป
ด้านนางอรวรรณ์ บุตร์เพชร คุณครูกลุ่มสาระการเรียนรู้ สอนวิชาภาษาต่างประเทศ เล่าว่า...
ในวันเกิดเหตุนั้นตนได้เข้าสอนเด็กนักเรียนระดับชั้นม.1 แล้วเด็กในคลิปไม่ได้ทำการบ้านมาส่ง และให้สอบพูดก็พูดไม่ได้เพราะไม่ฝึกซ้อมมา ซึ่งเจตนาของครูเพียงแค่อยากให้เขาได้ดี มีอนาคตที่ดี ไม่อยากให้ติดศูนย์ เพราะถ้าเด็กไม่ส่งงาน ก็ไม่มีคะแนนให้ ไม่อยากให้เรียนซ้ำชั้น ไม่อยากให้เด็กเสียเวลาเรียนใหม่ และไม่อยากให้พ่อแม่เสียเงินส่งลูกเรียนใหม่ด้วย แต่ถ้าเด็กส่งงานมาก็ยังมีหลักฐานในการให้คะแนน ทำให้เด็กสามารถที่จะก้าวต่อไปในอนาคตได้
ซึ่งสิ่งที่ครูทำลงไปนั้น ครูยอมรับว่าทำรุนแรงเกินไปเพราะความโกรธแต่โกรธก็เพราะรักและหวังดีกับศิษย์จริง โดยหัวใจของครูหลังจากที่เห็นคลิปแล้วนั้น ก็ทั้งรู้สึกผิดและเสียใจมาก ซึ่งก็ได้ให้สัญญาไปกับผู้ปกครองแล้วว่าจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก
พร้อมกันนี้ก็อยากจะให้เด็กนักเรียนได้มีการเข้ามาพบกับคุณครูเพื่อที่ครูจะได้เสริมความรู้ด้านภาษาอังกฤษให้ ซึ่งอาจจะใช้เวลาหลังเลิกเรียน ไม่อยากให้ลูกศิษย์หนีหายหรือเดินออกห่างจากคุณครู ส่วนผู้ปกครองอีก 1 คนที่อยู่ต่างประเทศนั้น คุณครูก็อยากจะขอโทษด้วยเช่นเดียวกัน โดยจะรอวันที่ผู้ปกครองกลับมาและมาพบกับผู้อำนวยการและคุณครู เพื่อที่จะได้ขอโทษต่อไป
ขณะที่นางสาวออริดา แสนหาญ ผู้ปกครองของเด็ก 1 ใน 3 คนที่ปรากฏในคลิปนั้น ก็บอกว่า ไม่ได้รู้สึกถือโทษโกรธคุณครูเลย แต่แค่ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก ซึ่งตนนั้นก็เข้าใจสิ่งที่คุณครูทำลงไปเพราะต้องการให้ลูกศิษย์ได้ดี ทั้งนี้ขอยืนยันว่า หลังจากที่ได้พูดคุยกับคุณครูจนเป็นที่เข้าใจแล้ว ก็ไม่คิดที่จะแจ้งความเอาผิดใดๆ ทั้งสิ้น
ทั้งนี้ทางผู้สื่อข่าวยังได้ติดต่อไปที่น้าสาวของเด็กชายอีกหนึ่งคน ซึ่งก็ไม่สามารถที่จะให้สัมภาษณ์ใดๆ ได้ โดยบอกว่าต้องรอให้เป็นหน้าที่ของแม่เด็กที่จะเข้าพบเจรจาหารือกับทางโรงเรียนในวันที่ 2 ธันวาคม เพราะตอนนี้แม่เด็กที่โพสต์คลิปเดินทางไปทำธุระที่ต่างประเทศ แต่ทางครูในคลิปได้มีการแชทมาคุยกับแม่เด็กบ้างแล้ว โดยส่งข้อความมาขอโทษในสิ่งที่ทำลงไป ส่วนแม่เด็กได้ยืนยันกลับไปว่า จะดำเนินการให้ถึงที่สุด เพราะรับไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นกับลูกชาย ซึ่งทั้งนี้ก็คงต้องรอให้แม่เด็กกลับมาจากต่างประเทศแล้วเข้าพบกับ ผอ.โรงเรียน และคุณครูในคลิปก่อน เพราะการตัดสินใจทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับแม่เด็กเท่านั้น ถึงจะรู้ว่ามีผลออกมาเป็นอย่างไร
แท็กที่เกี่ยวข้อง