สังคม

ครูหนุ่มทนไม่ไหว ลาออกระบบออกราชการ ตั้งใจสอนแต่ผลประเมินต่ำ สิ้นหวังเจอครูโกงเงินนร.

โดย nicharee_m

21 ธ.ค. 2565

878 views

หนุ่มครูประกาศขอลาออกจากการเป็นครู เผย เป็นเวลากว่า 7 ปี ต้องทนกับระบบราชการ ถึงขั้นเสียสุขภาพจิต – รับบทโคนันสืบครูทุจริต ปรากฏอีกฝ่ายได้รับโทษน้อย โดนเพื่อนครูหาว่าทำเกินไป จนคิดว่าตัวเองทำถูกหรือไม่

วานนี้ (20 ธ.ค.65) ผู้ใช้เฟซบุ๊ก “Anuchit Nui” ซึ่งเป็นครู โรงเรียนแห่งหนึ่ง โพสต์ข้อความบอกเล่าเรื่องราวการลาออกจากข้าราชการครู ที่ปฏิบัติหน้าที่มากว่า 7 ปี โดยได้เขียนเหตุผลว่าต้องไปศึกษาและใช้ชีวิตต่อที่ประเทศแคนาดา เมืองแวนคูเลอร์ อีกเหตุผลเจ้าตัวระบุว่า เหนื่อยหน่ายกับระบบที่ต้องก้มหัวทำตาม อีกทั้งพยายามปฏิบัติหน้าที่ทำการสอน แต่ผลการประเมินขึ้นน้อยมากจนน่าเกลียดเมื่อเทียบกับบุคคลอื่น โดยได้อยู่ที่ 2.25% จนต้องมาคิดทบทวนตัวเอง

พร้อมกันนี้ยังมีอีกเรื่องที่พีคที่สุดนั่นคือตนไม่ชอบเห็นอะไรที่ไม่ยุติธรรม ขณะนั้นสามารถจับโจรในคาบครูที่โกงเงินนักเรียนได้คาหนังคาเขา แต่ท้ายที่สุดคนรอบตัวมองว่าทำเกินไป อีกทั้งครูรายนั้นได้รับโทษน้อย สุดท้ายมองว่าระบบต่าง ๆ ที่ไม่โอเค ส่งผลเสียต่อสุขภาพจิต จึงย้ำคิดกับตัวเองตลอดมาว่าถ้ามีโอกาสจะลาออก ซึ่งเจ้าตัวโพสต์ข้อความระบุว่า

“อนุชิตไม่เหมาะกับการเป็นข้าราชการครูแล้วครับ (อ่านให้จบกันก่อนนะ ละจะเข้าใจอนุชิตมากขึ้นครับ)

เกือบ 7 ปีที่ได้ทำหน้าที่เป็นข้าราชการครู วันนี้ได้สิ้นสุดลงแล้ว อนุชิต จะปฏิบัติหน้าที่ข้าราชการครู ณ ที่แห่งนี้ บางปะกอกวิทยาคม อีกประมาณ 1 เดือนเท่านั้น

ทุกคนไม่ต้องเป็นห่วงนะ การตัดสินใจครั้งนี้ อนุชิตคิดมันมานานมาก คนสนิทชิดเชื้อ คนใกล้ตัว จะรู้ดีว่า อนุชิตอยากไปใช้ชีวิตอยู่ต่างแดนขนาดไหน

แต่ด้วยอะไรหลาย ๆ อย่าง จังหวะ โอกาส ไม่เป็นใจสักรอบ จนครั้งนี้ ทุกอย่างค่อนข้างปูทาง จบ ป โท ตามเวลาที่หวัง ขออนุญาตครอบครัวในการลาออกจากราชการก็สมหวัง ทำเอกสารยื่นวีซ่า ผลตรวจสุขภาพ จนกระทั่งการรอผลวีซ่า (แม้จะเป็นช่วงเวลา 1 เดือนที่ทรมาน) ทุกอย่างก็ราบรื่นหมด

คือ…อนุชิต ไม่สนุกกับการสอนหนังสือแล้วอะครับ ยิ่งช่วงปีนี้ เป็นปีที่กลับไปทบทวนตัวเองเวลาอยู่ห้องคนเดียวบ่อยมาก ว่า อืม เราไม่เหมือนเดิม เราไม่สนุกกับการสอน ไม่เหมือนก่อน เราไม่เอ็นจอยแล้ว

อีกทั้ง เหนื่อยหน่ายกับระบบ ที่ต้องก้มหัวทำตาม เรียกร้องอะไรเบา ๆ เขาก็แทบไม่สนใจ ต้องเล่นใหญ่ใจโตตลอด ทุกคนก็คงเห็นความแรงของเราเวลา complain โรงเรียนลงโซเซียล

เราเบื่อที่เราตั้งใจสอน เราพยายามสอน แต่ผลประเมินเงินเดือนครั้งนึง ของเราออกมาน้อยจนน่าเกลียด เราได้ 2.25% ซึ่งโครตแย่ บันทึกขอดูคะแนน ก็ไม่ให้ดู เหอะ ๆ ก็ได้แต่มานั่งคิดทบทวน บทบาทการเป็นครูของเรามันต่างกับคนที่ได้ 3.xx% ขนาดนั้นเชียวหรือ เราสอนไม่ดีขนาดนั้นเลยหรือ มันฝังใจเรามาก และมันก็เป็นสิ่งที่ทำให้เราบอกตัวเองเสมอว่า ถ้ามีโอกาสลาออก เราจะออกเท่านั้น เราพอแล้วกับระบบนี้

แล้วเราก็เบื่อที่ต้อง make เอกสารต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นแผนการสอน plc แผนพอเพียง pa วิจัย sar บลา ๆๆ เรารู้สึกว่าเสียเวลา และเปล่าประโยชน์ (เป็นความรู้สึกจากเราเองไม่เกี่ยวกับคนอื่นนะ)

ละก็ อีกอย่างที่เป็นจุดพีคสุด เราคิดว่าเป็นที่นิสัยของเรา ที่ไม่ชอบเห็นอะไรที่มันไม่ยุติธรรมที่เกิดขึ้นในโรงเรียน เรื่องที่แรงมาก ๆ และฝังใจสุด ๆ คือวันที่เราจับโจรในคราบครู ได้ว่าโกงเงินนักเรียน 50,000 บาท ตอนนั้นเราทำเรื่องคนเดียวเงียบ ๆ มีคนให้การสนับสนุนเราเพียงแค่ไม่กี่คน และพอหลักฐานชัดเจน จับได้คาหนังคาเขา

มีคนคนนึง บอกว่าเราทำเกินไป เรากำลังจะฆ่าเขาเพียงแค่เราบีบมือเขาก็ตายคามือเราแล้ว คำถามที่เราถามกลับเขาไปคือ แล้วก่อนหน้านี้ที่เขาค่อย ๆ เอามีดบาดเราที่ละนิด ๆ แต่เราก็ทนพิษบาทแผลได้ ตอนนั้น ใครสนใจเราหรอ? แล้ว นร. ที่ถูกกระทำคุณไม่ห่วง ไม่เห็นใจ เขาบ้างหรอ?

ละความพีคสุดคือโทษนางแค่ลดเงินเดือน 3 เดือนเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่ควรโดนให้ออกจากราชการไหม?

ตอนนั้นช่วงที่ทำเรื่องคือแบบ เครียด เพราะเพื่อนรอบข้างที่รู้เรื่องก็กลัวชีวิตเราจะไม่ปลอดภัย ไม่โอเคสุด ๆ สุดแบบเออ ถึงขั้นส่งอีเมลไปให้เพื่อนสนิท บอกว่า ถ้าเกิดตายไปช่วยสานต่อเรื่องนี้ให้ด้วย เหอะ ๆ

สุดท้ายได้แต่มานั่งบอกกับตัวเองว่า ขอเหอะ ขอวันนึง ทามมิ่งชีวิตสวย ๆ จะไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับระบบ นี้อีกเลย พอแล้ว พอกันที

ก็นั้นแหละ ระบบที่มันไม่โอเค ส่งผลเสียต่อสุขภาพจิต ก็ขอถอยออกมาดีกว่า

จากที่มีความสุขกับการสอน มีความสุขเวลาอยู่กับนักเรียน เหลือแค่มีความสุขเวลาอยู่เล่นนอกเวลากับนักเรียนอย่างเดียว

ดังนั้น ควรเปิดทางให้คนที่ “อยาก” จะเป็นข้าราชการครูจริง ๆ และยอมรับระบบนี้ได้ ได้เข้ามาเป็นครูแทนเราดีกว่า ส่วนตัวเราก็ไปเดินตามความฝันตามทางที่เราวางไว้

บายครับราชการครู ยื่นพรุ่งนี้ละ เย้!!!”


คุณอาจสนใจ