สังคม

2 ผตห.เเก๊งรีดส่วยผับบางใหญ่ ฟ้องกลับชุดจับกุม สายลับตร.งัดหลักฐานโต้

โดย panwilai_c

9 ก.ค. 2565

974 views

ความคืบหน้า กรณีชุดปฏิบัติการพิเศษ กรมการปกครอง ร่วมกับตำรวจสภ.บางใหญ่ นนทบุรี ซ้อนแผนจับกลุ่มมิจฉาชีพ ที่แอบอ้างเอาชื่อของชุดปฏิบัติการพิเศษฯ ไป รีดไถเงินจากผู้ประกอบผับ-บาร์ และมารู้ในภายหลังว่า หนึ่งในผู้ร่วมขบวนการ เป็นข้าราชการ สังกัดกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว หลังจากผู้บังคับบัญชาได้ออกมาขอโทษประชาชน และตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง



ล่าสุดมีรายงานว่า ผู้ต้องหาทั้ง 2 คนได้ยื่นหลักทรัพย์มูลค่า 1 ล้านบาท ขอประกันตัวในชั้นพนักงานสอบสวน พร้อมกับแจ้งความกลับชุดจับกุม ในข้อหาข่มขืนใจทำให้เกิดความกลัว แต่มีคลิปบันทึกเหตุการณ์บางส่วนที่สายลับบันทึกไว้เป็นหลักฐาน เพื่อแสดงให้เห็นว่ามิจฉาชีพกลุ่มนี้ มีพฤติกรรมข่มขู่และทำเป็นขบวนการ



หลังถูกจับและคุมตัวมาสอบสวนที่สภ.บางใหญ่ นนทบุรี ตั้งแต่ช่วงดึกที่ผ่านมา ทั้งนายมานัส และ ดาบตำรวจภูวเมศร์ ญาติของทั้งคู่ได้ยื่นหลักทรัพย์คนละ 1 ล้านบาท ขอประกันตัวในชั้นพนักงานสอบสวน



แต่หลังถูกปล่อยตัว มีรายงานว่า ดาบตำรวจภูวเมศร์ แจ้งความกลับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ฐานข่มขืนใจทำให้เกิดความกลัว และบังคับให้ออกจากรถโดยไม่แจ้งข้อหา ทำให้บาดเจ็บและเสียหาย ตามกฏหมายอาญา มาตรา 309 วรรคสอง



ประเด็นนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสังคม หลังพบว่าหนึ่งในผู้ต้องหา ใช้รถและสวมเครื่องแบบทางราชการ แต่กลับใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบ เบื้องต้นถูกให้ออกราชการไว้ก่อน เเละสอบสวนวินัยร้ายเเรง



ส่วนคดีอาญา ตามมาตรา 148 ระบุว่า ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้ หรือหามาซึ่งทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึง 20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต ปรับหนึ่งแสนถึงสี่แสนบาท หรือประหารชีวิต



จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ เริ่มจากกลุ่มผู้ประกอบการผับ-บาร์ ถูกแก๊งมิจฉาชีพโทรมาข่มขู่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ จึงตัดสินใจไปร้องเรียนผ่านศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย และลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน ที่สภ.บางใหญ่



กระทั่งบ่าย วันที่ 7 กรกฎาคม พบความเคลื่อนไหวอีกครั้ง จึงประสานชุดปฏิบัติการพิเศษ กรมการปกครอง วางแผนร่วมกับตำรวจสภ.บางใหญ่ เตรียมซ้อนแผนดัดหลังมิจฉาชีพ และเป็นไปตามคาด เมื่อโทรศัพท์สายแรกโทรเข้ามาในจังหวะนั้น



สายแรกระบุชื่อนายแป๊ะ แต่หลังจากวางสายไม่นาน มีอีกสายโทรเข้า และอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ เมื่อถึงเวลานัดหมาย ภาพจากกล้องหน้ารถทีมสายลับ พบรถยนต์คันหนึ่งขับมาจอดและเปิดไซเรนตรงทางเข้า อีกคันเป็นเก๋งสีบรอนซ์ทอง ตามมาสมทบ



จากภาพจะเห็น ชาย 2 คนเดินเข้ามาในร้าน คนแรกเสื้อลาย อีกคนสวมเสื้อกั๊ก ลักษณะคล้ายตำรวจ ทั้งคู่ บ่ายเบี่ยงและมีท่าทีหวาดระแวง จึงขอให้เจ้าของร้าน เอาเงิน 1 แสนบาท ไปให้ที่ลานจอดรถ



นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บังคับใช้กฏหมายพยักงานฝ่ายปกครอง ชี้แจงว่า พฤติกรรมดังกล่าว เป็นความผิดซึ่งหน้า ทันทีที่ได้พยานหลักฐานครบถ้วน เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวให้หยุด แต่ตำรวจคันแรกกลับพุ่งเข้าใส่



อีกคันพยายามขับตาม แต่จนมุมถอยหนีไปชนกับรถของชาวบ้าน ประกอบกับในรถคันแรก ซึ่งต่อมาทราบว่าเป็นตำรวจจริงและมีอาวุธปืน และอัตราโทษที่นายดาบกระทำนั้นมีอัตราโทษสูง จึงมองว่าเป็นไปได้สูงที่จะต่อสู้ เพราะถ้าถูกจับก็ต้องออกจากราชการและได้รับโทษอัตราสูงมาก เมื่อสั่งให้ออกจากรถไม่ยอมลง จึงต้องใช้ยุทธวิธีขั้นต่อมาคือ ใช้อาวุธปืนเพื่อขู่และป้องกันการต่อสู้ขัดขวาง



สำหรับนายแป๊ะ ที่ถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในผู้ร่วมขบวนการ จนถึงขณะนี้ ตำรวจยังไม่ได้ออกหมายจับ ซึ่งการสืบสวน พบพฤติกรรมโทรหาเหยื่อ ทั้งในเขตกรุงเทพและนนทบุรี

คุณอาจสนใจ

Related News