สังคม

คุยกับ “พล.ต.ต.ปวีณ” เปิดเบื้องหลังคดีค้ามนุษย์โรฮิงญา ยันจะกลับไทยเมื่อปลอดภัยเท่านั้น ไม่ใช่ในรัฐบาลชุดนี้

โดย pattraporn_a

21 ก.พ. 2565

66 views

พลตำรวจตรี ปวีณ ยืนยันจะขอกลับไทยเมื่อปลอดภัยเท่านั้น ขอบคุณองค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาฯ เสนอมอบดุษฏีบัณทิตกิตติมศักด์ แต่มิอาจรับได้ เพราะยิ่งใหญ่เกินไป ขอยกให้ทีมงานร่วมทำคดีค้ามนุษย์ พร้อมเปิดเบื้องหลังทำคดีประวัติศาสตร์


พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่ารัฐบาลมีความจริงใจในการแก้ปัญหาเรื่องนี้ ซึ่งสถานการณ์ก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ส่วนที่ไทยได้คะแนนลดลงในเรื่องนี้ นายกฯบอกว่าต้องดูในรายละเอียด เพราะบางเรื่องเช่นการปราบปรามของภาครัฐ คะแนนก็เพิ่มขึ้น


เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีของ พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 ซึ่งลี้ภัยไปอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย โดยระบุว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็ให้ร้องเรียนมาตามช่องทาง


ล่าสุด พลตำรวจตรีปวีณ พงศ์สิรินทร์ เปิดเผยกับข่าว 3 มิติ ยืนยันว่าจะกลับประเทศไทยเมื่อมั่นใจในความปลอดภัยเท่านั้น พร้อมขอบคุณองค์การบริหารนิสิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เสนอมอบดุษฎีบัญฑิตกิตติมศักดิ์ให้ ซึ่งตื้นตั้นแต่เห็นว่ายิ่งใหญ่เกินไป และกลุ่มคนที่คู่ควรคือทีมงานที่ร่วมทำคดีประวัติศาสตร์ในครั้งนี้ พร้อมเปิดเผยถึงเบื้องหลังการทำคดีค้ามนุษย์โรฮิงญา


พลตำรวจตรี ปวีณ พงศ์สิรินทร์ เปิดใจกับข่าว 3 มิติ ผ่านทางออนไลน์จากประเทศออสเตรเลีย หลังเรื่องราวของเขาถูกนำไปเปิดเผยในสภาผู้แทนราษฏร โดยยืนยันอีกครั้งว่า ข้อมูลที่นำมาเปิดเผยเป็นเอกสารจริง และพร้อมพิสูจน์ข้อเท็จจริง รวมถึงฟ้องร้องผู้ที่กล่าวหาทำให้เสียหาย และการตัดสินใจกลับประเทศไทยจะต้องมั่นใจในความปลอดภัยเท่านั้น ซึ่งยังไม่ใช่ในรัฐบาลชุดนี้ และได้ขอบคุณ องค์การบริหารนิสิตจุฒาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เสนอให้ได้รับดุษฎีบัญฑิตกิตติมศักดิ์ ซึ่งรู้สึกตื้นต้นและสูงส่งเกินไปสำหรับตนเอง และเป็นผลงานของทีมงานคณะพนักงานสอบสวนที่ร่วมกันทำคดีค้ามนุษย์โรฮิงญา ซึ่งหลายคนก็ไม่ได้รับความเป็นธรรมทางราชการ อยากคนเกียรติและศักดิ์ศรีความเป็นตำรวจให้พวกเขาด้วย


พลตำรวจตรี ปวีณ เปิดเผยถึงเบื้องหลังคดีค้ามนุษย์โรฮิงญา เมื่อปี 2558 ซึ่งจุดเริ่มต้นมาจากการพบหลุมศพชาวโรฮิงญา ที่เทือกเขาแก้ว ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จังหวัดสงขลา ซึ่งมีการกระทำเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ทำให้การสืบสวนสอบสวน ต้องใช้เจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 70-8- คน ใช้เวลาเกือบ 4 เดือน รวบรวมพยานหลักฐาน ออกหมายจับ 2 ครั้ง รวมเอกสารกว่า 5 แสนแผ่นและมีเงื่อนเวลาที่ต้องสอบสวนภายใน 84 วัน หลังการจับกุม ทำให้จบก่อนที่สิ้นเดือนกันยายน จึงทำให้ไม่สามารถสาวถึงผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด นอกจาก พลโท มนัส คงแป้น นายทหารระดับสูง และนักการเมืองท้องถิ่น รวม 103 คน


สำหรับหลักฐานสำคัญที่ทำให้เชื่อมโยงถึงพล.ท.มนัส ที่ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเปิดทางในการขนชาวโรฮิงญา หลังลงเรือมาจากเมียนมา หรือบังคลาเทศ มายังชายฝั่งจังหวัดอันดามันของไทย แล้วขึ้นรถยนต์มายังชายแดนไทยมาเลเซียที่จังหวัดสตูล และสงขลา จึงทำให้มีผู้ร่วมขบวนการจำนวนมาก รวมถึงในค่ายกักกัน ที่มีทั้งคนดูแล ผู้คม รวมถึงฝ่ายพยายาบาล โดยหลักฐานชิ้นสำคัญคือ สลิปในการโอนเงินให้กับ พล.ท.มนัส คงแป้น ทำให้สอบเส้นทางการเงินไปยังผู้เกี่ยวข้องได้


พลตำรวจตรี เปิดเผยว่า ลักษณะพฤติการณ์ของขบวนการค้ามนุษย์ เข้าข่ายเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งมีการทำมากว่า 10 ปี บางปีมีไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นคน จนกลายเป็นธรุกิจที่สร้างเงินมหาศาล ซึ่งนอกจากค่านายหน้าแล้ว ยังสามารถได้เงินจากการนำคนไปขายไม่ต่ำกว่า 1 แสนบาท ในเรือลำหนึ่งจึงมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท จึงไม่อยากให้การค้ามนุษย์เกิดขึ้นอีก


พลตำรวจตรี ปวีณ ลี้ภัยไปกว่า 6 ปีแล้ว หลังจากวันที่เข้าร่วมทำคดีค้ามนุษย์โรฮิงญา ก็ไม่คิดว่าจากวันนั้นจะไม่ได้กลับบ้านอีกเลย ทุกวันนี้ใช้ชีวิตที่ออสเตรเลีย ก็ไม่ได้มีเงินทุน เพราะตลอดชีวิตการเป็นตำรวจก็ทำงานอย่างตรงไปตรงมา ปัจจุบันต้องทำงานในโรงงานทำเบาะ หาเงินสำหรับใช้ชีวิตและค่าเช่าบ้าน แม้จะยังอยากใช้ความรู้ความสามารถของการเป็นตำรวจมากว่า 30 ปี


สำหรับคดีค้ามนุษย์โรฮิงญา หลังมีคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เมื่อ 31 ตุลาคม 2562 นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกอัยการสูงสุดเปิดเผยว่า มีการยื่นฎีกาไปเมื่อต้นปี 2563 ขณะนี้อยู่ระหว่างศาลฎีกาพิจารณาคดี

คุณอาจสนใจ