พระราชสำนัก

กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯไปทรงเปิดอาคารจิตติมาวิริยวัฒน์ จ.อุดรธานี - เปิดศูนย์เรียนรู้ชุมชน จ.สกลนคร

โดย panwilai_c

5 พ.ค. 2565

63 views

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงปฎิบัติพระราชกรณียกิจ ในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี จังหวัดนครพนม และจังหวัดสกลนคร



วันนี้ เวลา 9 นาฬิกา 50 นาที สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิด "อาคารจิตติมาวิริยวัฒน์" ณ โรงเรียนบ้านขาวัว อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ซึ่งได้รับพระราชทานนาม อันเป็นชื่อของอดีตข้าราชการบำนาญ กระทรวงศึกษาธิการ ที่มอบเงินให้กับ "มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา" เพื่อสร้างโรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร เป็นอาคารเรียน 1 ชั้น จำนวน 4 ห้อง โดยได้รับพระราชทานงบประมาณสนับสนุนการก่อสร้าง ทดแทนหลังเดิมที่ทรุดโทรม จำนวน 8 แสนบาท



จากนั้น ทอดพระเนตรผลการดำเนินงาน "โครงการด้วยรักและห่วงใย ในพระราชูปถัมภ์ฯ" ของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาอุดรธานี เขต 3 จำนวน 6 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนบ้านค้อดอนแคน , โรงเรียนบ้านหนองแซง , โรงเรียนบ้านดงดารา , โรงเรียนบ้านนาชุมแสง , โรงเรียนบ้านม่วงประชาบำรุง และโรงเรียนบ้านหนองสองห้อง โดยทุกโรงเรียนได้ดำเนินงานตามโครงการพระราชดำริ อาทิ โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน , โครงการฝึกอาชีพ ซึ่งช่วยส่งเสริมศักยภาพของนักเรียนเป็นอย่างดี



ทั้งนี้โรงเรียนบ้านขาวัว ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2516 โดยความร่วมแรงร่วมใจของชาวบ้าน แรกเริ่มมีเพียงโครงสร้างอาคาร ซึ่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานสังกะสีมุงหลังคาอาคารเรียน ทำให้การก่อสร้างแล้วเสร็จ ช่วยให้นักเรียนได้เรียนใกล้บ้าน ปัจจุบันเปิดสอนระดับชั้นอนุบาลปีที่ 2 ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีนักเรียน 56 คน



กิจกรรมเด่นของโรงเรียน อาทิ การฝึกทักษะอาชีพด้วยกิจกรรมทอเสื่อ , กิจกรรมสานสวิง , กิจกรรมสหกรณ์ โดยปีการศึกษา 2565 คณะคุรุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ได้สนับสนุนการเรียนการสอนวิชาภาษาจีนให้กับนักเรียน ส่วนที่อาคารปฐมวัย สาธิตกิจกรรมบ้านวิทยาศาสตร์น้อย เรื่อง เกลือมหัศจรรย์ เพื่อให้เด็กรู้จักความสำคัญของสิ่งรอบตัว



เวลา 13 นาฬิกา 16 นาที เสด็จพระราชดำเนินไปยังวัดพระธาตุพนม วรมหาวิหาร อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม โอกาสนี้ทรงวางพวงมาลัย ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายสักการะพระธาตุพนม ศาสนสถานสำคัญคู่บ้านคู่เมือง ภายในบรรจุพระอุรังคธาตุของพระพุทธเจ้า หรือ กระดูกส่วนหน้าอก โดยเป็นพระธาตุประจำวันเกิด ของผู้ที่เกิดวันอาทิตย์ และเป็นพระธาตุประจำปีเกิด ของผู้ที่เกิดปี "วอก"



ต่อจากนั้น ทรงเปิดอาคารห้องสมุดประชาชน "เฉลิมราชกุมารี" แห่งที่ 107 ที่สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย กระทรวงศึกษาธิการ จัดสร้างขึ้น เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ตั้งอยู่ภายในพื้นที่ธรณีสงฆ์ของวัดพระธาตุพนม เป็นอาคารสูง 3 ชั้น ชั้นล่าง มีมุมหนังสือพระราชทาน หนังสือพระราชนิพนธ์ และหนังสือทั่วไป ที่มุมเด็กและครอบครัว มีสาธิตการเล่านิทานประกอบหุ่นมือ ส่วนมุมอินเตอร์เน็ต มีสาธิตการใช้นวัตกรรมส่งเสริมให้ผู้สูงอายุที่ไม่รู้หนังสือ ได้ฝึกทักษะการฟัง พูด อ่าน และเขียน ชั้น 2 มีมุมน้อมรำลึก รัชกาลที่ 9 แสดงภาพความประทับใจของชาวอำเภอธาตุพนม "ภาพดอกไม้แห่งหัวใจ" และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่สำคัญ , และมีห้องสมุดพระธาตุพนมสู่มรดกโลก แสดงถึงการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการวิถีชุมชนคนธาตุพนม ที่บรรพบุรุษมีชนเผ่าสำคัญ 3 ชนเผ่า ได้แก่ ชนเผ่าผู้ไทย , ไทยข่า และชนเผ่าไทกวน ส่วนชั้น 3 มีห้องนิทรรศการเส้นทางธรรม แสดงอัตตชีวประวัติ พระเทพวรมุนี ปัญญาวโร เจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนม และห้องพระธาตุพนม



โอกาสนี้ พระราชทานพระราชวโรกาสให้ อธิการบดีมหาวิทยาลัยนครพนม กราบบังคมทูลเบิกผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยนครพนม ประจำปีการศึกษา 2563 เป็นบัณฑิตที่ตกค้าง ไม่สามารถเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรได้ในวันจริง เฝ้าทูลละอองพระบาท รับพระราชทานปริญญาบัตร ในวันนี้ จำนวน 5 คน



เวลา 16 นาฬิกา 10 นาที เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดศูนย์เรียนรู้ชุมชนต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียงบ้านคำข่า อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ในการนี้ สมาพันธ์เกษตรอินทรีย์แห่งประเทศไทย น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายข้าวเปลือกอินทรีย์ จำนวน 70 ตันเศษ เพื่อทรงใช้สอยตามพระราชอัธยาศัย 



โดยชาวบ้านคำข่าส่วนใหญ่เป็นชาวภูไท มีอาชีพหลักทำนา ปัจจุบันมีเกษตรกรผู้ทำนา หันมาทำเกษตรอินทรีย์เป็นจำนวนมาก และเข้าร่วมเป็นสมาชิกของสมาพันธ์เกษตรอินทรีย์แห่งประเทศไทย สำหรับศูนย์ดังกล่าว ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2553 เป็นสถานที่อบรมฟื้นฟูเกษตรกรลูกค้า โครงการพักชำระหนี้ของรัฐบาลโดย ธกส. มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้ามาส่งเสริมกิจกรรม เพื่อสร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ และขยายโอกาสการสร้างอาชีพของคนในชุมชน เพื่อยกระดับให้เป็นผู้ประกอบการในอนาคต ในปี 2556 ได้รับคัดเลือกเป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบของ ธกส. นอกจากนี้ ยังได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 77 ชุมชนต้องเที่ยว ปัจจุบันสามารถพัฒนาเป็นแหล่งฝึกอบรม ให้กับหน่วยงานราชการ และองค์กรต่างๆ เนื่องจากมีศักยภาพในการรองรับการให้บริการ รวมถึงมีที่พักแบบโฮมสเตย์รองรับนักท่องเที่ยวพักค้างได้ จำนวน 200 คนต่อคืน



ในการนี้ ทอดพระเนตรกิจกรรมภายในศูนย์ฯ ได้แก่ กิจกรรมผ้าย้อมคราม สาธิตกระบวนการผลิต และผลิตภัณฑ์จากผ้าฝ้ายย้อมคราม เช่น เสื้อ ผ้าถุง และกระเป๋า , กิจกรรมแปรรูปผลิตภัณฑ์กล้วย เพื่อเพิ่มมูลค่า เช่น กล้วยฝอยน้ำพริกเผา และกล้วยผง , กิจกรรมโรงสีพระราชทาน ที่หลังจากได้รับมอบเครื่องสีข้าวพระราชทานเมื่อปี 2563 ได้ให้บริการสีข้าวแก่สมาชิก คนในชุมชน และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ข้าวบรรจุถุง และกิจกรรมสถาบันการเงินชุมชนตำบลไร่ โดยเป็นสถานที่รับฝากและถอนเงิน และเป็นแหล่งเงินทุนสำรองสำหรับสมาชิก เพื่อใช้เป็นทุนในการประกอบอาชีพ เป็นการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ



พร้อมกันนี้ ทอดพระเนตรนิทรรศการของสมาพันธ์เกษตรอินทรีย์แห่งประเทศไทย ที่มีสมาชิกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือทุกจังหวัด เช่น สมาพันธ์เกษตรอินทรีย์จังหวัดขอนแก่น จัดแสดงกระเป๋าผ้าไหม ผ้าไหม และผักพื้นบ้าน ส่วนสมาพันธ์เกษตรอินทรีย์จังหวัดศรีสะเกษ จัดแสดงผักพื้นบ้าน เชื้อเห็ดฟาง และเชื้อเห็ดนางฟ้า นอกจากนี้ มีตัวแทนสมาชิกจากภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคใต้ ร่วมจัดแสดงนิทรรศการด้วย

Related News