การเมือง

“ศักดิ์สยาม” ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ยัน ไม่เคยแทรกแซง คค. -รับพ่อเคยเช่าที่เขากระโดง แต่เป็นคนละแปลง

โดย kanyapak_w

20 ก.ค. 2565

64 views

“ศักดิ์สยาม” ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ยันไม่เคยแทรกแซงการทำงานของคมนาคม - รับพ่อเคยเช่าที่เขากระโดง แต่เป็นคนละแปลงกับที่ถูกอภิปราย - ชี้ขายหุ้นมีหลักฐานชัดเจน -ปัดฮั้วประมูลโครงการในกระทรวง




นายศักดิ์สยาม​ ชิดชอบ​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม​ ได้ชี้แจงประเด็นที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจใน 4 ประเด็น โดยประเด็นแรก เกี่ยวข้องกับที่ดินของการรถไฟที่เขากระโดง ระบุว่ามีการตั้งคำถาม ว่าการรถไฟเหตุใดจึงไม่มีการเพิกถอนโฉนดทั้งที่มีคำพิพากษาแล้ว เป็นการจงใจไม่ให้ความร่วมมือกับกรมที่ดิน เหตุใดจึงไปฟ้องยังศาลปกครอง รวมไปถึงที่ดินเขากระโดงเป็นที่ตั้งของบริษัทตระกูลชิดชอบ มีความสัมพันธ์กับตน และรถไฟจะต้องรีบนำที่ดินจากเขากระโดงกลับมาโดยเร็ว​ ซึ่งถือได้ว่าประเด็นดังกล่าวได้ถูกหยิบยกมาอภิปรายหลายครั้งแล้ว ซึ่งปัญหาที่ดินเขากระโดงจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนานมีข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานของรัฐและประชาชนในบริเวณนั้น ตั้งแต่ปี 2502 และอยู่ระหว่างการพิสูจน์สิทธิ์ของกรมที่ดิน และการรถไฟแห่งประเทศไทย โดยต้องมีการตรวจสอบข้อมูลข้อเท็จจริง




ยืนยันว่า ไม่เคยแทรกแซงการทำงานของหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงคมนาคม และสั่งให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการไปตามขั้นตอนของกฎหมายมาโดยตลอด สิ่งที่ตนได้มอบให้การรถไฟ คือการดำเนินการทุกอย่างต้องทำภายใต้กฎระเบียบกฎหมาย ได้หลักธรรมาภิบาล



และการอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ มี 5 ประเด็นที่ตนอยากจะชี้แจงโดยประเด็นแรกตนยืนยันด้วยความบริสุทธิ์ใจ ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ครั้งที่ผ่านมาตนเป็นเพียงผู้อาศัยอยู่ในพื้นที่ เพราะทุกอย่างต้องอยู่ในกระบวนการพิสูจน์สิทธิ และดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย ส่วนข้อกล่าวหาว่าตนนั้นแทรกแซงการทำงานของหน่วยงานในสังกัด การรถไฟ




ตนยืนยันว่าได้สั่งการให้การทำงานของการรถไฟยึดหลักการดำเนินการตามกฎหมาย และหลักธรรมาภิบาลอย่างเคร่งครัด และจะต้องมีการดำเนินการในสิ่งที่กำกับดูแลอย่างชัดเจน จึงได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์การบริหารพื้นที่ เพื่อให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยในหนังสือสั่งการในฐานะที่ตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงนามให้สั่งการให้การรถไฟ แก้ไขปัญหาทางที่ดินรถไฟบริเวณเขากระโดง โดยให้มีการติดตามความก้าวหน้าและดำเนินการตามกฎหมายและหลักธรรมาภิบาลอย่างเคร่งครัด โดยให้ปฏิบัติด้วยการเท่าเทียมเสมอภาคและโปร่งใส ซึ่งมีการลงนามในเอกสารที่ปรากฏ



ส่วนการจะให้การรถไฟเป็นหน่วยงานของรัฐ การที่จะให้รถไฟไปฟ้องร้องกับประชาชนที่มีเอกสารสิทธิ์ออกโดยชอบ โดยหน่วยงานของรัฐ ไม่เป็นธรรมต่อประชาชน แต่สิ่งที่การรถไฟจะต้องดำเนินการตามมาตรฐาน คือจะต้องมีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงคือการพิสูจน์สิทธิ์ ซึ่งขณะนี้การรถไฟเชื่อว่า การออกเอกสารสิทธิ์ของกรมที่ดินมีความคลาดเคลื่อน จึงขอให้กรมที่ดินพิจารณาตามกรอบอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย เพื่อเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ออกทับซ้อนในที่ดินของการรถไฟ ซึ่งเรื่องดังกล่าวทางการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้มีคำร้องไปยังศาลปกครอง เพื่อให้มีกระบวนการในการวินิจฉัยในเรื่องนี้




ส่วนที่มีการตั้งคำถามว่าเหตุใดการรถไฟจึงต้องฟ้องแย่งศาลปกครองนั้น​ นายศักดิ์สยาม ระบุว่า ทางการรถไฟได้รายงานว่า ศาลปกครองกลางสามารถมีคำสั่งให้เพิกถอนที่ดินทั้งแปลงตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 61 ได้ และจะทำให้เกิดความสะดวกรวดเร็วและรัดกุม ซึ่งจะทำให้ไม่มีที่ดินส่วนใดส่วนหนึ่งตกหล่นรวมทั้งระยะเวลาในการพิจารณาจนเสร็จสิ้นกระบวนการมีเพียง 2 ศาล คือชั้นศาลปกครองกลาง​ และชั้นศาลปกครองสูง​ ซึ่งเรื่องนี้การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ใช้สิทธิ์ทางศาล ยื่นฟ้องกรมที่ดินในฐานะนายทะเบียนต่อศาลปกครอง ขณะนี้ได้มีคำวินิจฉัยรับคำร้องไว้พิจารณาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว



ฉะนั้นเรื่องนี้เมื่อเข้าสู่กระบวนการการพิจารณาของศาล ซึ่งเป็นกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเป็นหลักสำคัญในการปกครองประเทศ ในอำนาจอธิปไตยของเรา ต้องเชื่อมั่นในกระบวนการพิจารณาของศาล จะต้องรอคำวินิจฉัยของศาลว่าจะให้ดำเนินการอย่างไร หากศาลวินิจฉัยออกมาอย่างไรก็ให้ปฏิบัติไปตามนั้น โดยขอให้พึงระวังสิ่งทีานำอภิปราย อาจจะเป็นการก้าวล่วงการพิจารณาของศาลและสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดอำนาจศาล ซึ่งทุกคนต้องให้ความเคารพต่อกระบวนการยุติธรรม



ขณะเดียวกันในเรื่องการพิสูจน์สิทธิ ในการยื่นต่อศาลปกครองกลาง นายชัย ชิดชอบ ซึ่งเป็นพ่อของตนเอง ที่เสียชีวิตไปแล้ว ยอมรับว่าพ่อของตนเคยเช่าที่ดินของการรถไฟจริงแต่เป็นที่ดินคนละแปลงกับที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 3466 ติดกันแปลงที่ถูกนำมา ได้พ่อของตนก็ได้ไปขอทำสัญญาอาศัยที่ดินดังกล่าว มีเนื้อที่ประมาณ 6 ไร่ 1 งาน 48 ตารางวา โดยมีการทำสัญญาตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2516 ส่วนที่ดินแปลงที่ดิน หมายเลข 3466 มีเนื้อที่ 7 ไร่ 1 งาน 55.8 ตารางวา โดยมีการยื่นออกเอกสารสิทธิ์จากกรมที่ดิน มีการรับรองแนวเขตจากผู้ที่มีสิทธิ์ข้างเคียง ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ของการรถไฟไปรับรองแนวเขตให้ด้วย







ส่วนที่นายทวี​ สอดส่อง​ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชาติ ได้มีพูดว่าเมื่อศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาว่ากรรมสิทธิ์ในที่ดินที่เขากระโดงเป็นของการรถไฟการรถไฟสามารถนำผลของคำพิพากษาไปใช้ต่อบุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 145 ซึ่งจริงๆ มาตรา 145 เป็นเรื่องของการที่จะใช้สำหรับยืนยันสิทธิ์ของการรถไฟ ในที่ดินแปลงที่อยู่ในคำพิพากษาเท่านั้น จะไปยืนยันกับบุคคลภายนอกหากมีบุคคลภายนอกมาอ้างสิทธิ์ แต่ไม่สามารถที่จะนำไปใช้ในการที่จะบังคับกับที่ดินแปลงอื่นๆ ที่ไม่ได้อยู่ในคำพิพากษา





ส่วนข้อกล่าวหาที่ดินเขากระโดงว่าตนมีการสั่งการหน่วงเวลาไม่ให้มีการดำเนินการในการบังคับใช้ในกรณีที่มีคำพิพากษาศาลฎีกาและอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2562 ให้มีการดำเนินการกับที่ดินของนายเอ (นามสมมุติ) การดำเนินการดังกล่าวการรถไฟได้มีการดำเนินการตามกระบวนการ คือต้องมีการสืบทรัพย์สินของนายเอ มีการตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการของกรมบังคับคดี ซึ่งการรถไฟจะต้องรอ โดยทั้งหมดเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายทุกประการ




ขณะที่ประเด็นการขายหุ้นห้างหุ้นส่วนจำกัดบุรีเจริญ​ ถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นนิติกรรมอำพราง เพื่อให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ประโยชน์ในการลงทุนของ หจก.บุรีเจริญในโครงการรับเหมาของกระทรวงคมนาคม นายศักดิ์สยาม ระบุว่า เรื่องนี้มีการซื้อขายกันจริง กับนายศุภวัฒน์ซึ่งเป็นเพื่อนของตน ตั้งแต่เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2561 โดยได้มีการโอนเงินเสร็จเรียบร้อยมีหลักฐานยืนยันจากธนาคารธนชาตสาขาบุรีรัมย์ มีการโอนเงิน 3 ครั้ง ครั้งแรกวันที่ 2 เดือนสิงหาคม 2560 จำนวน 35 ล้านบาท จากธนาคารธนชาต​ สาขาบางบัวทอง ครั้งที่ 2 วันที่ 5 เดือนกันยายนปี 2560 จำนวนเงิน 35 ล้านบาทจากธนาคารธนชาตสาขาบางบัวทอง และครั้งสุดท้ายโอนเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2561 จำนวนเงิน 49,500,000 บาท จากธนาคารธนชาตสาขาบางบัวทอง











โดยมีนายศุภวัฒน์เป็นผู้โอน รวมจำนวนเงินกว่า 119 ล้านบาท ซึ่งเรื่องนี้เป็นประเด็นที่มีการดำเนินการซื้อขายจริง และมีการจด เปลี่ยนหนังสือรับรองของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าของกระทรวงพาณิชย์เมื่อวันที่ 28 มีนาคมปี 2561 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับห้างหุ้นส่วนจำกัดบุรีเจริญอีกเลย เพราะฉะนั้นสิ่งที่พูดถือหุ้นหรือห้างหุ้นส่วนจำกัดบุรีเจริญ ไปดำเนินธุรกิจธุรกรรมอะไรก็เป็นเรื่องของเขา ซึ่งตนเขาไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้อง หากมีข้อสงสัยอะไรคงต้องไปสอบถามจากทางหจก. บุรีเจริญ และทำไมการจดการขายซื้อหุ้นครั้งนี้จึงไม่มีการยื่นหลักฐานไปที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าด้วย ตนยืนยันว่าเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ว่ากรณีที่ต้องยื่นมีเรื่องเดียวเพียง มีการเพิ่มการลงทุนหรือจดใหม่ ส่วนที่มีการโอนหุ้นและซื้อขายถูกต้องไม่จำเป็นต้องยื่น









ยืนยันว่ามีหลักฐานทั้งหมด เพราะฉะนั้นจะต้องเรียนว่าตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2561 ที่ผ่านมาตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจ ของห้างหุ้นส่วนจำกัดบุรีเจริญ ส่วนเงินที่ได้จากการซื้อขายหุ้นก็เป็นเรื่องส่วนตัวว่าจะนำไปใช้อะไร ไม่ต้องรายงานต่อที่ประชุมสภา







ส่วนการรายงานเป็นบัญชีทรัพย์สินต่อไปนั้น นายศักดิ์สยาม ชี้แจงว่า เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนเป็น ส.ส. ซึ่งไม่ได้อยู่ในข้อบังคับที่จะต้องมาชี้แจง







นายศักดิ์สยาม ยังชี้แจงถึงงานของกระทรวงคมนาคมโครงการต่างๆ ยืนยันว่าไม่มีการฮั้วประมูล หากมีการฮั้วประมูลจริงจะมีการลงโทษแน่นอน







ส่วนข้อกล่าวหาการจัดงบประมาณของกรมทางหลวงชนบทและกรมทางหลวง ไปยังจังหวัดบุรีรัมย์มากผิดปกตินั้น ในการจัดทำงบประมาณ พิจารณาในเรื่องขอตั้งงบประมาณที่มีการดำเนินการของกระทรวงคมนาคมในเรื่องกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท ย้อนหลัง 10 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2557 -2566 โดยปี 2566 ยังไม่มีการจัดสรรงบประมาณอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2566 ของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะพบว่าการของบประมาณของกระทรวงคมนาคมขอไปมาก แต่จะได้รับการจัดสรรไม่เกิน 1 ใน 3 ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีทั้งเรื่องของการจัดตั้งงบประมาณที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นงบผูกพัน การจัดตั้งงบประมาณขนาดเล็กหรืองานปีเดียว ส่วนที่อ้างว่ามีการกระจุกตัวนั้น 10 ปีที่ผ่านบุรีรัมย์ มีงบของกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท ดำเนินการในพื้นที่หากเปรียบเทียบย้อนหลัง จะเห็นได้ว่าจังหวัดบุรีรัมย์ กับจังหวัดใหญ่ๆอย่างนครราชสีมา นครปฐม จังหวัดอื่นๆได้รับงบประมาณจัดสรรมากกว่าจังหวัดบุรีรัมย์







คุณอาจสนใจ

Related News