การเมือง

ผู้ว่าฯกทม.ยืนยัน ตลอด 1 เดือนทำงานเต็มที่

โดย onjira_n

7 ก.ค. 2565

75 views

วันนี้ (7 ก.ค.) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครกล่าวถึงกรณีการอภิปรายใน สภา กทม. ไม่มีเอกสิทธิ์คุ้มครองทั้งคดีแพ่งและอาญา ในส่วนของ ส.ก. และผู้ที่ร่วมประชุมระมัดระวังเรื่องคำพูด การกล่าวอ้างถึงบุคคลที่ 3 โดยเมื่อวานนี้ (6 ก.ค.)รองโฆษก สภา กทม. ระบุว่าเตรียมผลักดันให้มีเอกสิทธิ์คุ้มครอง


นายชัชชาติ กล่าวว่า ยังไม่รู้รายละเอียด แล้วแต่ทาง สภา กทม. จะมองอย่างไร จริงๆแล้วควรอยู่ในกรอบ แต่ถ้ามีการคุ้มครองเหมือนสภาใหญ่ได้ก็ดี


เมื่อถามว่าในวันนี้มีการแถลงผลงานในรอบ 30 วันของผู้ว่าฯ กทม. ภายหลังเข้ารับตำแหน่งและเริ่มทำงาน มีประชาชนมองว่าเป็นสัญญาณแห่งความหวัง ส่วนตัวมองอย่างไรนั้น นายชัชชาติ ระบุว่า เราก็ทำเต็มที่นะ แต่ก็มีข้อที่ควรปรับปรุงเยอะ หลายเรื่องที่ยังไม่ก้าวหน้าก็มี คงต้องประเมินอย่างเป็นจริงว่าอะไรไม่ก้าวหน้าก็ต้องปรับปรุงให้ดีขึ้น อยากจะฟังคำติเยอะๆจะได้นำไปปรับปรุง


นายชัชชาติ ยังกล่าวว่า ตอนนี้ให้ประชาชนเป็นคนตัดสินเอง เพราะประชาชนเป็นผู้เลือกเรามา เราคงตัดสินตัวเองไม่ได้หรอก


ผู้สื่อข่าวยังถามว่าประชาชนก็เห็นว่ามีหลายนโยบายได้ทำขึ้นแล้ว นายชัชชาติ บอกว่า ก็พยายาม มีหลายรูปแบบที่ไม่ได้ใช้งบประมาณ ก็ทำไปก่อน นโยบายหลักคือเอาประชาชนเป็นที่ตั้ง อะไรที่ช่วยให้ประชาชนหายจากความทุกข์ยากได้ก็ทำ และปีงบประมาณนี้ของเราเต็มๆแล้ว ต้องทำให้ดี ต้องลงรายละเอียดเส้นเลือดฝอยให้มากขึ้น และพร้อมเดินหน้าลุยอย่างเต็มที่


และในวันนี้ (7 กรกฎาคม) ที่อาคารธานีนพรัตน์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานครดินแดง นายเอกวรัญญู อัมระปาล ผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและโฆษกกรุงเทพมหานคร แถลงข่าว 30 วัน กทม. สร้างความร่วมมือทุกมิติ โปร่งใสสำหรับทุกคน


โดยนายเอกวรัญญู ระบุว่าการทำงานของผู้ว่าฯกทม.เน้นการเข้าถึงง่าย ติดดินและเป็นตัวของตัวเอง สาเหตุหนึ่งที่ต้องมีการไลฟ์ เพราะเมื่อไลฟ์แล้วพบปัญหา ปัญหาที่เกิดขึ้นจะได้รับการแก้ไข โดยไม่ต้องสั่งการจากเจ้าหน้าที่ กทม.


สำหรับประเด็นที่จะแถลงวันนี้ เริ่มด้วย 214 นโยบาย นโยบายใดที่ต้องใช้เงิน ทีมผู้บริหารได้ผูกเข้ากับโครงการต่างๆ ของกทม.ชุดเดิม ที่มีอยู่แล้ว ในปีงบประมาณ 2565 และงบประมาณ ปี 2566 ที่สภา กทม.กำลังพิจารณาอยู่ เพราะถ้าไม่ผูกเข้าโครงการต่างๆ จะไม่สามารถผลักดันได้เนื่องจากงบประมาณไม่เพียงพอ


ประเด็นที่สอง ที่ต้องชี้แจง คือนโยบายเร่งด่วน 4 ด้าน ประกอบด้วย การแก้ปัญหาน้ำท่วม, ความปลอดภัยบนท้องถนนและทางม้าลาย, หาบเร่แผงลอย และสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว


ส่วนการแก้ปัญหาน้ำท่วม ในเบื้องต้นจะให้ความสำคัญเรื่องการขุดลอกท่อในพื้นที่ กทม. จากความยาวรวมกันกว่า 6,564 กิโลเมตร ในปีงบประมาณ 2565 ตั้งเป้าจะทำให้ได้ 3,390 กิโลเมตร ซึ่งข้อมูลล่าสุด วันที่ 2 กรกฎาคม พบว่าขุดลอกท่อไปแล้ว 2,387 กิโลเมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 70.4 ฉะนั้นอีกภายใน 2 เดือนจะสำเร็จตามเป้าหมาย เพราะได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากกรมราชทัณฑ์


สำหรับ เรื่องความปลอดภัยบนท้องถนนและทางม้าลาย พบว่าทางม้าลายใน กทม.มีอยู่ 2,591 จุด สำรวจแล้วพบปัญหา 1,620 จุด ภายในเดือนกันยายนนี้ มีแผนจะติดตั้ง เสาสัญญาณข้าม แบบมีปุ่มกกและไฟกระพริบบริเวณทางม้าลาย 80 จุด


นอกจากนี้สำนักเทศกิจจะเร่งทำทางม้าลาย และจัดเจ้าหน้าที่ดูแลใกล้ชิดตามโครงการ School care ที่เดิมมีเจ้าหน้าที่ดูแลโรงเรียนอยู่แล้ว 346 โรงเรียน ทั้งสังกัด กทม.และสพฐ. แต่ในวันที่ 11 กันยายนนี้ ผู้ว่าฯกทม.มีคำสั่ง ให้เทศกิจเข้าดูแลโรงเรียนในสังกัด กทม. 437 โรง ทั้งส่วนการจราจร ความสะดวก และความปลอดภัยของเด็กนักเรียน


ส่วนปัญหาพื้นผิวจราจรผู้ว่าฯกทม. ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคืนพื้นผิวจราจร อำนวยความสะดวกให้ประชาชน และการพัฒนาทางเท้า ซึ่งเป็นปัญหาที่ได้รับการร้องเรียนเป็นอันดับ 2 ในระบบทราฟฟี่ ฟองดูว์ และอีกเรื่องที่สำคัญคือเรื่องการจัดการสายไฟ และสายสื่อสาร ได้หารือกับนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ตั้งเป้าจะตัดสายตาย หรือสายที่ไม่ได้ใช้งานออกให้ได้ 800 กิโลเมตร


นอกจากนี้ยังมีเรื่องหมวกนิรภัยสำหรับเด็ก ที่ได้รับความอนุเคราะห์จากสมาคมประกันวินาศภัยไทย และบริษัทกลาง คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ มอบหมวกนิรภัยให้เด็กนักเรียนได้ใช้ 126,117 ใบ


ประเด็นการแก้ปัญหาหาบเร่แผงลอย จากเดิมมีหาบเร่แผงลอยที่ประกาศอย่างถูกกฎหมายอยู่ 55 จุด กทม.จึงเห็นชอบประกาศพื้นที่เพิ่มอีก 31 จุด และให้แต่ละเขต ไปสำรวจพื้นที่สาธารณะเพิ่มเติมอีก 198 จุด นอกจากนั้นยังมีพื้นที่ของภาครัฐและเอกชนอีก 124 จุด เพื่อทำให้ผู้ประกอบการ ชาวบ้าน พ่อค้าแม่ค้ามีพื้นที่ทำมาหากิน โดยจะจัดระเบียบให้ผู้ประกอบการ มีการลงทะเบียนที่เป็นระบบ ซึ่งจะครอบคลุมทั้งเรื่องความเป็นระเบียบเรียบร้อย และการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งนี้ยังมีมาตรการลดราคาค่าเช่าแผงค้าในตลาดของ กทม. ร้อยละ 50 เป็นเวลา 3 เดือน และลดดอกเบี้ยโรงรับจำนำของ กทม.


เรื่องสุดท้ายของนโยบายเร่งด่วน คือการจัดการสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว ล่าสุดจากการหารือกับบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ได้ข้อสรุปว่าสัญญาเดินรถส่วนต่อขยายทั้ง 2 ส่วน มีมติต้องเก็บค่าโดยสารในเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อนำเงินมาจ่ายค่าดอกเบี้ย และค่าเดินรถเอกชน และอีกเรื่อง คือการตั้งใจที่จะเปิดเผยสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวให้ประชาชนได้ทราบ


ส่วนนโยบาย Open bangkok คือความตั้งใจหลักที่จะแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใส โดยเริ่มจากการเปิดร่างงบประมาณให้ประชาชนได้ทราบรายละเอียด งบจำนวน 7.9 หมื่นล้านบาท เพราะผู้ว่าฯกทม.ต้องการดำเนินงานให้โปร่งใส ประชาชนตรวจสอบได้


แต่การจะทำงานให้สำเร็จ ผู้ว่าฯกทม.ได้เน้นย้ำให้ทำงานแบบประสานงานร่วมมือกัน เป็นหัวใจหลัก ในระยะเวลา 1 เดือน กทม.ได้หารือร่วมกับหน่วยงานรัฐบาล 29 หน่วยเอกชน 15 หน่วย องค์กรศึกษาและวิจัย 8 หน่วย ภาคประชาสังคม 5 หน่วยและต่างประเทศ 14 ประเทศ ความสำเร็จที่เห็นจากการประสานงานคือนโยบายต้นไม้ล้านต้น ภายใน 1 เดือน มียอดปลูกแล้วมากกว่า 1 ล้าน 3 แสนต้นเป็นความร่วมมือ ทั้งจากภาครัฐและเอกชน


และนโยบายผู้ว่าฯสัญจร ก็เป็นหนึ่งในการประสานงาน เพราะการประสาน คือการรับเรื่องร้องเรียนปัญหาและลงพื้นที่แก้ไข


ส่วนแอปพลิเคชัน Traffy fondou ปัจจุบันมีเรื่องร้องเรียนแล้ว 60,750 เรื่อง เฉลี่ยใน 1 วัน มีเรื่องร้องเรียน 2,025 เรื่อง ปัญหาร้องเรียนมากสุดคือเรื่อง ถนน รองลงมาคือปัญหาทางเท้า แสงสว่าง ขยะ และน้ำท่วมตามลำดับ ซึ่งหน่วยงานที่รับเรื่องแก้ไขแล้วมากที่สุด คือสำนักการโยธา แก้ไขปัญหาแล้ว 27,937 เรื่อง


นายเอกวรัญญู กล่าวสรุปว่า ภาพรวมการทำงานของ ทีมบริหาร กทม. ใน 30 วัน ผู้ว่าฯกทม.เน้นเรื่องการทำงานโปร่งใส ตรวจสอบได้ แก้ไขคอร์รัปชัน และเน้นการประสานงาน เพราะ 30 วันที่ผ่านมา สามารถประสานงานไปแล้วกว่า 100 หน่วยงาน และสุดท้ายสิ่งสำคัญคือการสื่อสารภายในองค์กร ที่จะมุ่งเน้นไปที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง ไม่ต้องมีท่อผ่านหลายขั้นตอน


ในช่วงท้ายของการแถลงข่าว นายต่อศักดิ์ โชติมงคล ประธานที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ความยากของการทำงานใน 1 เดือน โครงการต่างๆ ใช้เงินน้อยมาก สิ่งที่ยากสุดคือเรื่องการเชื่อมนโยบาย เพราะงบประมาณมีจำกัด แต่ต้องสามารถขับเคลื่อนทุกอย่างให้เป็นไปด้วยกันได้ ต่อมาคือเรื่องการจัดการภายใน ที่ช่วงเดือนแรกต้องปรับให้ข้าราชการเข้าใจรูปแบบการทำงานของผู้ว่าฯ กทม.


นายต่อศักดิ์ กล่าวต่อว่า สำหรับใครที่ห่วงเรื่องปัญหาสุขภาพของผู้ว่าฯกทม.ต้องบอกว่าตนเองทำงานกับผู้ว่าฯมา 3 ปี ท่านทำงานหนักตลอด ทุกคนไม่ต้องห่วงผู้ว่าฯ เพราะที่ผ่านมา ท่านทำแบบนี้เป็นปกติ นานกว่า 30 ปีแล้ว ขนาดหมอทัวร์หรือนายแพทย์ฉันชาย สิทธิพันธุ์ พี่ชายผู้ว่าฯกทม. ยังบอกว่าไม่ต้องห่วง เพราะเป็นเรื่องปกติของผู้ว่าฯ สรุปคือการทำงานหนักเป็นเรื่องปกติของผู้ว่าฯ แต่เราเองอาจจะมองว่าไม่ปกติ


การจะทำงานกับผู้ว่าฯกทม.สิ่งสำคัญคือต้องทำมากกว่า 100% เพราะผู้ว่าฯ ตั้งแต่สมัยเรียนไม่เคยสอบได้ที่ 2 ทำอะไร ทำเกินร้อยเสมอ การที่เราทำได้ 100% นั่นหมายความว่าอาจจะได้เพียง 90% ของผู้ว่าฯ และที่สำคัญคือไม่ชอบคนเดินตาม ถ้าไม่ได้เกี่ยวข้องกับงาน เพราะจะไม่ได้ทำงานที่ควรทำ ผู้ว่าฯชอบคนที่ผลงาน เอาผลงานมาโชว์กัน


คุณอาจสนใจ

Related News