การเมือง

“อนุชา” ควง “ผอ.สำนักพุทธฯ” เผย “มติมส.” กำชับเจ้าคณะฯสอดส่องพระ จ่อออกบทกำหนดโทษ “ผิดพระวินัย”

โดย paranee_s

9 พ.ค. 2565

95 views

นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) พร้อมด้วย นายสิปป์บวร แก้วงาม ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ร่วมแถลงข่าว กรณีมีข่าวเกี่ยวกับพระสงฆ์ที่ประพฤติตนไม่เหมาะสม และสร้างความเสื่อมเสียหลายกรณีในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา


อนุชา กล่าวย้ำว่า มหาเถรสมาคม (มส.) และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ไม่ได้นิ่งนอนใจกลับประเด็นที่เกิดขึ้นในสังคม และได้นำเรื่องนี้ร่วมหารือในที่ประชุมมส. เรื่องพระภิกษุมีจริยวัตรไม่เหมาะสม ประพฤติตนไม่เอื้อต่อพระธรรมวินัย ซึ่งพศ. เห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจากความไม่เข้มงวดกวดขัน และตรวจตราพระภิกษุในปกครองอย่างเคร่งครัดของเจ้าคณะปกครองแต่ละระดับ โดยเฉพาะเจ้าคณะปกครองใกล้ชิด การที่จะทำให้ปัญหาต่างๆ นี้ยุติลง หรือป้องกันมิให้เกิดขึ้นได้ เจ้าคณะปกครองทุกระดับต้องให้ความสำคัญ และเข้มงวดกวดขันในการตรวจตราพระภิกษุในบังคับบัญชาอย่างเคร่งครัด


นายอนุชา กล่าวต่อว่า พร้อมกันนี้ที่ประชุมมส.มีมติแจ้งให้เจ้าคณะผู้ปกครองทุกระดับทุกระดับปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด คือ

1.กำชับให้พระอุปประชาปฏิบัติตามกฎมส.ต้องเข้มงวดในการคัดกรองบุคคลที่จะเข้ามาบรรพชาอุปสมบทอย่างเคร่งครัด

2. กำชับให้เจ้าอาวาส ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาใกล้ชิด ควบคุมบังคับบัญชา พระภิกษุสามเณรในปกครองประพฤติตาม พระธรรมวินัย กฎหมาย กฎ มส.ข้อบังคับ ระเบียบคำสั่งประกาศและมติของมส.อย่างเคร่งครัด

3.กำชับให้เจ้าคณะปกครองในแต่ละระดับตรวจตรา พระภิกษุ ผู้ปกครองในแต่ละระดับประพฤติให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย


หากพบเห็นหรือทราบข่าวเกี่ยวกับพฤติการณ์พระภิกษุในปกครองที่ไม่เหมาะสม ให้ดำเนินการแก้ปัญหาเพื่อยุติโดยเร็ว ขณะเดียวกัน มส. มีมติมอบหมายให้ประธานฝ่ายปกครอง คือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร ตั้งคณะกรรมการ เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ พร้อมโทษกับพระที่ปฏิบัติไม่เหมาะสม และเจ้าคณะผู้ปกครองที่ปล่อยปละละเลย ให้มีการประพฤติที่ไม่เหมาะสมเกิดขึ้น ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาบทลงโทษ


นายอนุชา กล่าวอีกว่า ตนประชุมสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) เพื่อดูแลสอดส่องร่วมกับพระผู้ปกครองในการเข้มงวดกวดขัน และเป็นหูเป็นตา ซึ่งตนเคยประชุมร่วมกับพศจ.ทุกจังหวัดแล้ว และเคยกำชับไปแล้ว ทั้งนี้ ทางสำนักงานพระพุทธศาสนา (พศ.) บางครั้งไม่สามารถตัดสินหรือก้าวก่ายได้ ก็คงจะต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของพระ เพราะส่วนตัวเป็นฆราวาส ไม่สามารถไปชี้ว่าอันไหนถูก อันไหนผิด อันไหนเหมาะสม ถูกต้อง หรือไม่ถูกต้องอย่างไร


จึงต้องให้มหาเถรสมาคม (มส.) ทราบปัญหาและแก้ไข เราเพียงแค่มีส่วนช่วย สนับสนุนการทำงานของพระผู้ปกครอง และมหาเถรสมาคม เพื่อให้การปกครองของพระภิกษุ เป็นไปด้วยความราบรื่น ถูกต้อง ปราศจากข้อท้วงติ่งและขัดแย้งทางสังคม ที่อาจจะมีทั้งคนที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย ดังนั้นเราต้องช่วยพระและมหาเถรสมาคมช่วยสอดส่องดูแล และรายงานเรื่องต่าง ๆ ให้ทันต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคม


นายสิปป์บวร เสริมเรื่อง การตรวจสอบเส้นทางการเงินของวัด และกิจกรรมต่าง ๆ ว่า การจัดทำบัญชีของวัดปัจจุบัน ได้มีการจัดทำบัญชีพื้นฐานรับและจ่าย ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการประสานความร่วมมือกับเจ้าคณะผู้ปกครองให้รายงานสถานะทางการเงินของวัดมายังพศ.


เมื่อถามถึงกรณีอดีตพระกาโตะ มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนเรื่องที่เกิดขึ้นมีความคืบหน้าอย่างไร นายอนุชา กล่าวว่า ในส่วนนี้ การสอบสวนมีหลายขั้นตอน ทางพระผู้ปกครองและฝ่ายบ้านเมือง ได้ทำการตรวจสอบอย่างจริงจังเข้มงวด ไม่มีการช่วยเหลือกันอย่างแน่นอน


ยืนยันว่า ทางองค์กรสงฆ์ได้ทำหน้าที่ของพระฝ่ายปกครองอย่างเต็มที่ แม้กระทั่งการกำหนดขั้นตอนในส่วนของการปาราชิกให้มีผลย้อนหลังไปก่อนที่อดีตพระกาโตะจะสึก ซึ่งจะขาดตั้งแต่ที่ได้กระทำความผิดพระวินัย ทั้งนี้ ผลสอบอย่างเป็นทางการไม่ได้มีการขีดเส้นตาย เพราะมีรายละเอียดเรื่องของบัญชีต่าง ๆ คงต้องรอรายละเอียดที่ชัดเจน ไม่ให้เป็นที่เคลือบแคลงสงสัยของสังคม


ส่วน นายสิปป์บวร ยอมรับว่า การตรวจสอบอดีตพระกาโตะ ยอมรับว่าอาจมีความล่าช้า เนื่องจากต้องทำอย่างรอบคอบ ส่วนเรื่องการปาราชิกนั้น ระบุว่าเกิดขึ้นตั้งแต่มีการเสพเมถุนบนสันเขื่อน ซึ่งจะทำให้อดีตพระกาโตะ ไม่สามารถกลับมาบวชได้ตลอดชีวิต


สุดท้ายนี้ นายอนุชา กล่าวถึงเรื่องลัทธิแปลก ๆ ว่า ทางพศ. ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องของลัทธิ ลัทธิเป็นเรื่องของความเชื่อ ซึ่งเป็นเรื่องของคนที่ปฏิบัติการสร้างความเชื่อของลัทธิต่าง ๆ เป็นเรื่องของฝ่ายปกครองที่ตรวจสอบ ถ้าลัทธิที่ทำคุณงามความดี สามารถทำเป็นสมาคมที่จะสร้างประโยชน์ให้กับสังคม แต่ถ้าสร้างลัทธิขึ้นมาแล้วทำความเดือดร้อนในสังคม ก็เป็นหน้าที่ของฝ่ายปกครองและกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ต้องเข้าไปตรวจสอบ

คุณอาจสนใจ

Related News