การเมือง

'ปวีณา' ส่งสัญญาณหนุน 'ชัชชาติ' ชิงผู้ว่าฯ กทม. - 'ดร.เอ้' เผยลุย กทม.ครบ 50 เขต

โดย thichaphat_d

21 มี.ค. 2565

14 views

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ในนามอิสระ พร้อมด้วย นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณา หงสกุลเพื่อเด็กและสตรี และ ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ กลุ่มเพื่อนชัชชาติ ร่วมกันเปิดสำนักงานเพื่อนชัชชาติ กรุงเทพฯเหนือ เขตสายไหม พร้อมกับรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของแต่ละชุมชน


โดยนายชัชชาติ เปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ 20 มี.ค. เป็นการลงพื้นที่เขตสายไหม ซึ่งเป็นเขตพื้นที่การดูแลของนางปวีณา ส่วนตัวรู้จักกับนางปวีณามานาน จึงได้เชิญมารับฟังปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่สายไหม


นอกจากนี้ ยังเชิญประธานชุมชน 50 ชุมชนมาพูดคุย โดยสาเหตุที่เลือกเขตสายไหม เพราะเป็นพื้นที่สำคัญ เนื่องจากมีประชากรมากที่สุดในกรุงเทพฯ และมีอัตราการย้ายเข้าสูงขึ้น ตลอดระยะเวลา 6 ปี ส่งผลถึงปัญหาด้านการพัฒนาเมือง เช่น ขยะ น้ำท่วม ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของตน


จากการสำรวจยังพบว่าชุมชนต่างๆ มีปัญหาอยู่มาก ย้ำว่านโยบายและแนวคิดของตน กรุงเทพฯจะต้องรักษาอาการเส้นเลือดฝอยให้เข้มแข็ง ควบคู่ไปกับเส้นเลือดใหญ่ เพื่อให้ชีวิตของคนกรุงเทพฯ ดีขึ้น


ส่วนการกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน นายชัชชาติ กล่าวว่า ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ของเมืองอยู่แล้ว ซึ่งตนมองว่ากรุงเทพฯจะต้องหันมาสนใจเรื่องเศรษฐกิจให้มากขึ้น เพราะมีวิธีกระตุ้นหลายอย่าง และ กทม. มีพื้นที่กระตุ้นเศรษฐกิจให้ดีขึ้นได้หลายพื้นที่


สำหรับการเตรียมตัวก่อนเลือกตั้ง นายชัชชาติ ระบุว่าส่วนตัว ได้เตรียมตัวเป็นอย่างดีเนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่านมาตนได้มีการวางนโยบาย จำนวน 200 นโยบาย โดยยุทธศาสตร์หลักคือการสื่อสารทำความเข้าใจให้กับพี่น้องประชาชนให้เข้มข้นขึ้น


ส่วนจะมีการปรับการสื่อสารอย่างไรบ้างนั้น ตนคิดว่าคงไม่มีการปรับอะไรมาก เพราะไม่อยากที่จะผลักดันนโยบายให้เป็นพลุแตก อยากให้ทุกอย่างค่อยเป็นค่อยไปมากกว่า และตลอดระยะเวลา 60 วันที่เหลือนี้ ประชาชนก็สามารถเข้ามาดูเว็บไซต์ หรือแม้แต่แสดงความคิดเห็นได้ตลอดเวลา


ด้าน ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ลงพื้นที่เพื่อไปดูปัญหาที่เขตบางกะปิ โดยกล่าวว่า เขตบางกะปิถือเป็นเขตที่มีตลาดเช้าไปจนถึงตลาดค่ำที่น่าสนใจ อีกทั้งย่านรามคำแหงเป็นพื้นที่ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดย่านหนึ่งในกรุงเทพฯ เมื่อฝนตกลงมาก็ทำให้พื้นที่ดังกล่าวจมน้ำทันที ดังนั้น การจะแก้ปัญหาในพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกได้ จำเป็นจะต้องพยายามรักษาแก้มลิงตามธรรมชาติไว้


และหากมีประตูระบายน้ำอัตโนมัติ คลองดังกล่าวจะสามารถทำหน้าที่ช่วยระบายน้ำ ใช้เป็นพื้นที่รับน้ำตามธรรมชาติได้ และบริเวณริมคลองสามารถพัฒนาให้มีทางเดินออกกำลังกาย หรือทำเป็นทางขี่จักรยานได้อีกด้วย


ซึ่งการลงพื้นที่ครั้งนี้ จะเป็นการลงพื้นที่ครบ 50 เขต โดย ดร.เอ้มีแผนจะลงพื้นที่เขตลาดกระบังเป็นเขตปิดท้าย และบอกว่า ตนเองมีทีมงาน ส.ก. ทั้ง 50 เขต ที่มีความมุ่งมั่นแก้ปัญหา ทำงานเกาะติดใกล้ชิดในพื้นที่มานาน สามารถเป็นกระบอกเสียงได้ ทำให้ผู้รับผิดชอบสามารถเข้าแก้ปัญหาได้ทันท่วงที


ด้าน วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ได้โพสต์เฟซบุ๊กแฟนเพจว่า 

"[ ทำไมฝนตกปุ๊บ น้ำรอการระบายทุกที! เกิดอะไรขึ้นกับ อุโมงค์ยักษ์ และโครงการก่อสร้างเพื่อปรับปรุงการระบายน้ำ ]


วันนี้ผมขับรถผ่าน ถ.ประชาราษฎร์บำเพ็ญ และ ถ.ประชาอุทิศ ที่พอฝนตกทีไร ก็จะประสบกับปัญหาน้ำระบายไม่ทันอยู่ทุกครั้ง


ตกลงแล้วอุโมงค์ยักษ์ ที่ประเคนงบประมาณให้กับนายทุนผู้รับเหมาถึงปีละ 2,000 ล้านบาท ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหานี้เลยหรือ


ผมย้ำมาโดยตลอดว่า การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ กทม. เราต้องให้ความสำคัญกับ "การลอกท่อ ลอกคลอง" เพราะหากท่อตัน ท่อแตก เต็มไปด้วยขยะอุดตัน คูคลองตื้นเขิน ก็จะไม่สามารถ ผลักดันน้ำเข้าไปสู่อุโมงค์ยักษ์ได้


งบประมาณที่เกี่ยวกับท่อระบายน้ำ ที่จัดสรรเอาไว้แค่ 580 ล้านบาท เมื่อหักเงินเดือนบุคลากร และค่าใช้จ่ายประจำ แล้วเหลือเพียง 117 ล้านบาทต่อปี สะท้อนว่า กทม. ไม่ได้ให้ความสำคัญกับท่อระบายน้ำเลย


อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่ในเขตห้วยขวางนี้ มีอีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะเป็นพื้นที่ที่มีโครงการก่อสร้างเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ มีอยู่ 2 จุด คือ จุดที่ 1 ที่ ถนนประชาสงเคราะห์ จากวงเวียนหอนาฬิกา ถึงถนนประชาราษฎร์บำเพ็ญ และจุดที่ 2 ถนนประชาสุขตลอดสาย ที่เป็นโครงการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพสถานีสูบน้ำคลองห้วยขวาง ที่มีกำหนดเสร็จในปี พ.ศ. 2564


ก็คงต้องตรวจสอบต่อไปว่า โครงการแล้วเสร็จตามสัญญาหรือไม่ ผู้รับเหมารายใดเป็นผู้ก่อสร้าง ถ้าก่อสร้างเสร็จแล้ว ทำไมปัญหานี้ยังคงเรื้อรังแบบนี้ การตรวจรับงานถูกต้อง หรือไม่อย่างไร


ปัญหาการระบายน้ำในพื้นที่ กทม. มันไม่ใช่แค่เส้นเลือดใหญ่ และเส้นเลือดฝอย บางทีมันอาจจะเป็นปัญหาที่โครงสร้างของร่างกาย นั่นก็คือ "กระดูก"


ซึ่งจำเป็นต้องไปตรวจสอบต่อว่า กระดูกนั้นมีการผุการหัก จากการประมูลจัดซื้อจัดจ้างที่นายทุนเอาโครงการไปจ้างช่วงฟันหัวคิว แล้วก็ติดสินบนเพื่อให้งานคุณภาพต่ำ ผ่านการตรวจรับงาน หรือไม่


ถ้าพบว่ากระดูกมันผุ มันหัก แต่ไม่สนใจ คิดจะแก้แค่เส้นเลือดฝอย สุดท้ายขาแข้งก็เดินไม่ได้อยู่ดี แถมกระดูกที่หัก ก็จะทำให้เส้นเลือด เส้นประสาทมีปัญหาไม่จบไม่สิ้น"



รับชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/449h6FgfGvo

คุณอาจสนใจ