การเมือง

‘เพื่อไทย’ เรียกร้องรัฐบาล แก้น้ำท่วม แบบสถานการณ์พิเศษ วอน กกต.ปรับกฎเหล็ก 180 วัน เปิดทางช่วยปชช.

โดย attayuth_b

4 ต.ค. 2565

19 views

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์ เรื่อง การช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย

จากสถานการณ์ปัจจุบันที่ประเทศประสบภัยพิบัติน้ำท่วม ก่อให้เกิดความเสียหายทั้งระบบสาธารณูปโภค การคมนาคม และความเสียหายต่อบ้านเรือนราษฎร และพื้นที่ทำกินในหลายพื้นที่อย่างกว้างขวาง ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนอย่างรุนแรง และประสบความยากลำบากในการดำรงชีวิต ซึ่งพรรคเพื่อไทยได้ตระหนักถึงวิกฤตปัญหาดังกล่าว พรรคเพื่อไทยจึงออกแถลงการณ์มาเพื่อเรียกร้องทั้งรัฐบาล และผู้เกี่ยวข้องได้ดำเนินการ ใน 2 เรื่อง ดังนี้

1. ขอเรียกร้องให้รัฐบาลได้ถือว่าปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในครั้งนี้ที่เป็นเรื่องที่มีความสำคัญยิ่ง และต้องถือว่ากรณีนี้ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนจำเป็นฉุกเฉิน จึงต้องบริหารแบบสถานการณ์พิเศษ มิใช่บริหารแบบสภาพการณ์ปกติทั่วไป จะต้องระดมสรรพกำลังเข้าไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในทุกพื้นที่อย่างทั่วถึง และทันท่วงที โดยต้องมีมาตรการให้ความช่วยเหลือเฉพาะหน้า และมาตรการเยียวยาในระยะต่อไปอย่างชัดเจน

นพ.ชลน่าน กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยมีประสบการณ์รับน้ำท่วมในปี 2554  ซึ่งได้กำหนดมาตรการไว้อย่างมีแบบแผน เมื่อเปรียบเทียบกับสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในขณะนี้ พบว่ามีปัญหาใน 7 เรื่องสำคัญ ได้แก่

1.1.การเตือนภัย น้ำท่วมครั้งนี้มีปัญหาเรื่องการเตือนภัยให้กับพี่น้องประชาชนที่ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ เพราะคาดไม่ถึงว่าน้ำท่วมจะรุนแรง จนรับมือไม่ได้ เช่น อุบลราชธานี ซึ่งตนเองได้ลงพื้นที่เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าปริมาณน้ำท่วมมีความรุนแรงใกล้เคียงกับปี 2562  และ ณ วันนี้รุนแรงกว่าปี 2562  เนื่องจากอุบลราชธานีเป็นจังหวัดรับน้ำก่อนลงสู่แม่น้ำโขง ครั้งนี้ปริมาณน้ำเข้าสู่พื้นที่อย่างรวดเร็ว ทำให้ประชาชนเก็บข้าวของไม่ทัน จากระบบการเตือนภัยของรัฐบาลที่ขาดการใส่ใจจากหลายฝ่าย การออกคำเตือนล่าช้า มาตรการไม่มีความพร้อม

1.2 ในสถานการณ์น้ำท่วมปี 2554 รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้วางแผนเตรียมการไว้  โดยประเมินการรับมือในระดับเลวร้ายที่สุด  ( worst case scenario) เตรียมมาตรการรองรับเอาไว้ หากไม่เกิดขึ้น  ก็ถือเป็นโอกาสที่ดีในการเตรียมการ

1.3 รัฐบาลต้องบริหารจัดการภายใต้สถานการณ์ภาวะเสี่ยง มาบริหารประเทศในขณะนี้  ไม่ใช่สถานการณ์ปกติ    

1.4 วางระบบในการบริหารจัดการ โดยหน่วยดูแล บัญชาการ ปฏิบัติการชัดเจน ครอบคลุมระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้การช่วยเหลือพี่น้องประชาชนเป็นไปอย่างชัดเจน

1.5 การบริหารสถานการณ์น้ำท่วม  ต้องไม่นำระเบียบเดียวกัน  มาบังคับเหมือนกันทั่วประเทศ  ต้องดูรายพื้นที่ เช่น พื้นที่น้ำท่วมถาวร  พื้นที่น้ำท่วมทุกปี พื้นที่น้ำท่วมขังนาน เป็นต้น  แต่ละพื้นที่ต้องมีวิธีการจัดการที่แตกต่างกัน  โดยการกำหนดพื้นที่ให้ชัดเจนว่าจะกำหนดมาตรการอย่างไร   โดยเฉพาะพื้นที่ที่น้ำท่วมขังเป็นเวลานาน  

1.6 ต้องให้ความสำคัญกับภาคท้องถิ่นซึ่งมีความใกล้ชิดพี่น้องประชาชนมากที่สุดเข้ามาแก้ปัญหา รวมทั้งภาคส่วนเอกชน อาสาสมัครต่างๆ

1.7 แผนบริหารจัดการน้ำทั้งประเทศ ของรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์  ที่แม้ถูกตีตกไป ถือว่าเป็นกรรมของประเทศมาถึงปัจจุบัน  ที่ไม่มีระบบการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ  จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งนำแผนไปดำเนินการ  และหากพรรคเพื่อไทยมีโอกาสในการบริหารประเทศ  พรรคเพื่อไทยมีแนวคิดจะดำเนินการ

2.ขอเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้พิจารณากำหนดเงื่อนไข และแนวทางปฏิบัติ ปรับปรุงระเบียบให้พรรคการเมืองและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะผู้แทนของปวงชนสามารถเข้าไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ประสบอุทกภัยอยู่ในขณะนี้ แม้จะอยู่ในช่วงระยะของ 180 วัน ก่อนวันครบอายุสภาผู้แทนราษฎรที่ต้องถือปฏิบัติตามกฎหมาย และเป็นระเบียบว่าด้วยวิธีการหาเสียง และลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงก็ตาม เพื่อมิให้ระเบียบ หรือข้อห้ามต่างๆ เป็นอุปสรรคในการจำกัดหรือทำให้การช่วยเหลือพี่น้องประชาชนซึ่งกำลังเดือดร้อนอย่างสาหัสอยู่ในขณะนี้  

นพ.ชลน่าน กล่าวว่า หากเปิดสมัยประชุมสภา พรรคเพื่อไทยจะเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในมาตราที่เกี่ยวกับการกำหนดค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งและการหาเสียงเลือกตั้ง เช่น มาตรา64,65,68 ต่อไป

“คำพูดที่ฟังแล้วอนาจใจ คือ เดี๋ยวก็ชินแล้ว ประชาชนให้สัมภาษณ์สื่อว่า พวกคุณลองมาอยู่ไหม เพราะชั้นสองของบ้านยังนอนไม่ได้ ทางแก้ระยะต่อไปต้องเร่งสร้างอาชีพรองรับในระยะ 3 เดือน  ฟื้นคืนระบบโลจิสติกส์  เร่งจ่ายชดเชยต่อไร่การปลูกข้าว ค่าเยียวยาพื้นที่รับน้ำต้องเร่งจ่าย  เพราะน้ำท่วมในปีที่แล้วประชาชนยังไม่ได้” นพ.ชลน่าน กล่าว

ขณะที่ น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ส.ส.กทม. และโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมขังกว่า 10 จุดใน กทม. ตั้งแต่วันที่ 3 ต.ค. 65 พรรคเพื่อไทย  โดย ส.ส. ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. ส.ก. รวมทั้งคณะทำงาน กทม. ของพรรค  ได้พยายามทำหน้าที่ในส่วนของตนเองเพื่อช่วยเหลือพี่น้องชาว กทม.อย่างเต็มกำลังความสามารถ  ทีมงานของพรรคเพื่อไทยได้ลงพื้นที่ตรวจสอบระดับน้ำในคลองสายหลักพบว่า คลองหลายแห่งยังสามารถใช้ระบายน้ำได้อีก

ทั้งนี้ในฐานะ ส.ส.กทม. ขอเรียกร้องให้รัฐบาลปรับเปลี่ยนกฎเหล็กของ กกต.เพื่อให้ ส.ส.ได้เข้าช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้   และควรจัดสรรงบกลาง เพื่อใช้ในการบริหารจัดการน้ำทั้งประเทศ  รวมถึง กทม.อย่างมีประสิทธิภาพ   ไม่ควรใช้งบกลางในการยังไว้ในการจัดสรรอำนาจของตนเอง   พร้อมทั้งขอให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จัดสรร เครื่องสูบน้ำแรงสูงระยะไกล  เพื่อเตรียมทอนน้ำไปยังคลองสายหลักสำหรับฝนที่กำลังจะมาอีก และขอให้ทุกภาคส่วนของ กทม.เข้ามาช่วยแก้ปัญหา และบรรเทาความเดือดร้อนจากน้ำท่วมเฉียบพลันให้ชาว กทม.อย่างทันท่วงที

นอกจากนี้ขอให้รัฐบาลปรับปรุงระบบเตือนภัยให้มีความรวดเร็วและแม่นยำ เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ดังเช่นวานนี้เกิดขึ้นอีก เพราะประชาชนไม่รู้ตัวว่า ฝนจะตกเมื่อไหร่ ที่ไหน และปริมาณมากน้อยเพียงใด จนก่อให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายเช่นที่เกิดขึ้นในวันนี้  พร้อมทั้งขอให้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี  อย่ามัวแต่สร้างภาพลงพื้นที่ชี้นิ้วสั่งการข้าราชการให้แก้ปัญหาน้ำท่วมเพียงอย่างเดียว แต่ขอให้ท่านใช้สติปัญญาในฐานะผู้นำประเทศ เร่งวางนโยบาย และแผนบริการจัดการน้ำ ภาคเหนือจรดภาคใต้ ให้เป็นระบบ ครอบคลุม เป็นรูปธรรม และป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำซ้ากอีก เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน  

สำหรับโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ของรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ผ่านการคิดและหารือร่วมกันโดยนักวิชาการหลากหลายสถาบัน  เป็นแผนจัดการน้ำรวม 10 โมดูล หากดำเนินการในวันนั้น  จะสามารถบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนได้ในวันนี้ พรรคเพื่อไทยได้นำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำอย่างเป็นระบบมาโดยตลอด  แต่รัฐบาลไม่เคยเปิดใจรับฟัง   ทั้งที่ปี 2554 พลเอกประยุทธ์  เคยเดินคู่นางสาวยิ่งลักษณ์ ติดตามสถานการณ์น้ำท่วม แต่ไม่เคยใช้โอกาสนั้นเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหา ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียใจเป็นอย่างยิ่ง และยังไม่สายที่จะนำแผนบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาทไปดำเนินการ   เพราะในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์  ไม่มีแผนการบริหารจัดการน้ำท่วม- น้ำแล้งแต่อย่างใด  แต่เป็นไปเพื่อรักษาอำนาจเท่านั้น  หมดเวลาของพลเอกประยุทธ์แล้ว ปล่อยให้บุคคลที่มีความรู้ความสามารถมาบริหารประเทศ

“ขอให้รัฐบาลนำเอาเทคโนโลยีมาใช้ในการเตือนภัยล่วงหน้า ป้องกันปัญหาไม่ให้เกิดขึ้นจะดีกว่าค่ะ  อย่าหันกลับไปใช้ทรานซิสเตอร์อีกเลย เพราะนอกจากไม่ช่วยอะไรแล้ว  ยังเป็นภาระที่ประชาชนจะต้องจัดหาเงินมาจัดซื้ออีก” น.ส.ธีรรัตน์ กล่าว

คุณอาจสนใจ

Related News