การเมือง

'นิติธร' จี้ทบทวนสร้างสถานกงสุลใหญ่ประจำเชียงใหม่

โดย attayuth_b

25 เม.ย. 2565

80 views

“นิติธร” แกนนำกลุ่มประชาชนคนไทย นำมวลชนเชียงใหม่ยื่นจดหมายเปิดผนึกถึง “โจ ไบเดน” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผ่านกงสุลใหญ่ฯ ประจำเชียงใหม่ จี้ทบทวนกรณีการก่อสร้างสถานกงสุลสหรัฐฯ เชียงใหม่แห่งใหม่ ย้ำอย่าให้ส่งผลกระทบมิตรประเทศของไทย หวั่นดอดติดตั้งอุปกรณ์จารกรรมสอดแนมจีน

วันนี้(25 เม.ย.65) ที่สถานกงสุลใหญ่สหรัฐอเมริกา เชียงใหม่ ถนนวิชยานนท์ ตำบลช้างม่อย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ นายนิติธร ล้ำเหลือ และนายพิชิต ไชยมงคล แกนนำกลุ่มประชาชนคนไทย(ปท.) พร้อมด้วย “แดง สารภี” ตัวแทนกลุ่มคนเสื้อแดงจังหวัดเชียงใหม่ และตัวแทนกลุ่มคนเชียงใหม่ปกป้องสถาบัน รวมทั้งตัวแทนกลุ่มมวลชนต่างๆ ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ รวมตัวกันเข้ายื่นจดหมายเปิดผนึกถึงนายโจเซฟ อาร์. ไบเดน จูเนียร์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ผ่านกงสุลใหญ่สหรัฐอเมริกาประจำเชียงใหม่ เพื่อเรียกร้องให้ทบทวนการใช้ประโยชน์ของสถานกงสุลใหญ่สหรัฐฯ ไม่ให้ส่งผลกระทบมิตรประเทศของไทย โดยทางกงสุลใหญ่สหรัฐอเมริกาประจำเชียงใหม่ ได้มอบหมายให้ตัวแทนเป็นผู้รับมอบจดหมายเปิดผนึกดังกล่าว ท่ามกลางการอารักขารักษาความปลอดภัยโดยกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจนับสิบนาย

โดยการยื่นจดหมายเปิดผนึกในครั้งนี้สืบเนื่องจากกรณีที่สหรัฐอเมริกามีการสร้างสถานกงสุลใหญ่สหรัฐอเมริกา เชียงใหม่ แห่งใหม่ บนพื้นที่ 16 ไร่ ติดถนนซุปเปอร์ไฮเวย์เชียงใหม่-ลำปาง ตำบลหนองป่าครั่ง อำภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ มูลค่าการลงทุนก่อสร้างประมาณ 8,800 ล้านบาท หรือ 284 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มีแผนก่อสร้างเสร็จในปี พ.ศ.2566 ซึ่งประวัติศาสตร์ทั้งการก่อตั้งสถานกงสุลใหญ่สหรัฐอเมริกา เชียงใหม่ เมื่อ 72 ปีที่แล้ว ที่แรกเริ่มใช้เป็นสถานีข่าวกรอง หรือค่ายรามสูร ที่จังหวัดอุดรธานี เมื่อปี 2513 สมัยสงครามเวียดนาม ที่สหรัฐฯ ใช้สอดแนมฝ่ายตรงข้ามและเป็นสถานีข่าวกรองทางการทหาร จึงหวั่นเกรงว่ากรณีนี้อาจจะมีการใช้พื้นที่จังหวัดเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางข่าวกรองและการสอดแนมจารกรรมในภูมิภาค โดยการฉวยโอกาสติดตั้งอุปกรณ์จารกรรมที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง จนส่งผลให้เชียงใหม่กลายเป็นพื้นที่ความขัดแย้งและส่งผลกระทบต่อมิตรประเทศของไทย

ทั้งนี้นายนิติธร ล้ำเหลือ แกนนำกลุ่มประชาชนคนไทย(ปท.) เปิดเผยว่า การยื่นจดหมายเปิดผนึกในครั้งนี้เนื่องจากมีข้อห่วงใยและความวิตกกังวลเกี่ยวกับการก่อสร้างสถานกงสุลใหญ่สหรัฐอเมริกา เชียงใหม่ แห่งใหม่ โดยได้มีการหารือร่วมกันระหว่างกลุ่มมวลชนทุกฝ่ายในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมทั้งเชื่อมโยงข้อมูลและประวัติศาสตร์ต่างๆ แล้ว ต่างมีความเห็นตรงกันว่าการก่อสร้างสถานกงสุลสถานกงสุลใหญ่สหรัฐอเมริกา เชียงใหม่ แห่งใหม่ อาจจะเป็นภัยต่อเชียงใหม่และประเทศได้ จึงยื่นจดหมายเปิดผนึกในครั้งนี้เพื่อขอให้มีการพิจารณาประเด็นต่างๆ ที่ห่วงใยและเรียกร้อง เพราะที่ผ่านมาการชี้แจงยังไม่สมเหตุสมผล และไม่สามารถตรวจสอบการก่อสร้างหรือการติดตั้งอุปกรณ์ได้ โดยหวังว่าทางสหรัฐอเมริกาจะไม่กระทำการใดๆ ตามที่ประชาชนคนไทยมีความห่วงใยและเป็นกังวล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความสงบและความปลอดภัย

ขณะที่ “แดง สารภี” หนึ่งในแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า แม้ว่าที่ผ่านทางกลุ่มมวลชนที่เข้าร่วมกันในครั้งนี้ จะมีการเคลื่อนไหวและจุดยืนทางการเมืองในประเทศแตกต่างกัน แต่ในกรณีนี้เห็นตรงกันว่ามีความล่อแหลมและสุ่มเสี่ยงต่อการผลักดันให้ประเทศชาติบ้านเมืองเข้าไปอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งระดับโลก จึงร่วมกันยื่นจดหมายเปิดผนึกเพื่อขอให้ทางสหรัฐอเมริการพิจารณาทบทวนเกี่ยวกับ การสร้างสถานกงสุลใหญ่สหรัฐอเมริกา เชียงใหม่ แห่งใหม่ ด้วยกันในครั้งนี้ โดยมุ่งที่ประเด็นประโยชน์ของประเทศชาติบ้านเมืองเป็นสำคัญที่สุด เช่นเดียวกับตัวแทนกลุ่มคนเชียงใหม่ปกป้องสถาบัน ที่ระบุว่า ไม่ต้องการให้เชียงใหม่กลายเป็นจุดศูนย์กลางของความขัดแย้งระหว่างประเทศมหาอำนาจ และอยากให้สงบสุขเหมือนที่เป็นมาตลอด

สำหรับจดหมายเปิดผนึกดังกล่าวมีเนื้อหาโดยละเอียดระบุว่า จากกรณีที่นายฌอน เค.โอนีลล์ กงสุลใหญ่สหรัฐอเมริกา เชียงใหม่ แถลงถึงโครงการก่อสร้างสถานกงสุลใหญ่สหรัฐแห่งใหม่ ที่ตำบลหนองป่าครั่ง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ว่า เริ่มทำการก่อสร้างแล้วบนพื้นที่ขนาด 16 ไร่ ติดถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ เชียงใหม่-ลำปาง ซึ่งตามแผนจะก่อสร้างเสร็จสิ้นในปีพ.ศ. 2566 โดยโครงการก่อสร้างดังกล่าวมีมูลค่าการลงทุน 284 ล้านดอลลาร์หรือประมาณ 8,800 ล้านบาท

อย่างไรก็ตามเมื่อกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา(White House) เผยแพร่ รายงาน "ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก ของสหรัฐอเมริกา" (INDO-PACIFIC STRATEGY OF THE UNITED STATES) โดยระบุถึงประเทศไทยว่า เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ในฐานะพันธมิตรของสหรัฐฯ ณ จุดศูนย์กลางอาเซียน จึงทำให้โครงการสร้างสถานกงสุลใหญ่สหรัฐแห่งใหม่ ถูกจับตาและวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นกลไกสำคัญของยุทธศาสตร์ดังกล่าว

เมื่อผนวกกับความเคลื่อนไหวของสหรัฐในการฝึกซ้อมรบ "คอบร้าโกลด์ 2022" ที่ผ่านมา ยิ่งทำให้เกิดข้อสงสัยอย่างยิ่งว่า สหรัฐฯใช้ห้วงโอกาสนั้นนำอุปกรณ์จารกรรมที่มีเทคโนโลยีชั้นสูง ระบบควบคุมปฏิบัติการอากาศยานไร้คนขับ หรือUnmanned Aerial Vehicle : UAV และระบบควบคุมขีปนาวุธเข้ามาในประเทศไทย ด้วยเหตุที่ในสถานกงสุลใหญ่ อยู่ห่างเพียง 300 กิโลเมตรจากชายแดนจีน และยังใกล้กับเมียนมาและลาว

ด้วยเหตุนี้การเสริมขีดความสามารถในการรวบรวมข่าวกรองจากพื้นที่ภาคเหนือของไทยให้กับสถานกงสุลใหญ่สหรัฐ เชียงใหม่ จึงสอดคล้องกับการดำเนินนโยบายด้านความมั่นคงของสหรัฐ เพื่อหวังสกัดและคานดุลอำนาจกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นมิตรประเทศของไทยที่สำคัญเมื่อเกิดสถานการณ์ความไม่มั่นคงในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา หรือพม่า ที่มีความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลเมียนมา ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัสเซียและจีน กับบรรดาชนกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ซึ่งได้รับ

การสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา จนทำให้ไทยต้องแบกรับภาระหนักเรื่องผู้ลี้ภัย โดยเฉพาะแถบจังหวัดชายแดนภาคเหนือของไทย

กลุ่มประชาชนคนไทยขอย้ำว่า ข้อห่วงกังวลที่มีต่อการก่อสร้างสถานกงสุลใหญ่แห่งใหม่ มิใช่ข้อกล่าวหาที่เลื่อนลอย เมื่อประวัติศาสตร์ของการก่อตั้งสถานกงสุลใหญ่สหรัฐ ที่เชียงใหม่เมื่อ 72 ปีที่ผ่านมา เริ่มแรกถูกใช้เป็นสถานีข่าวกรองเพื่อปฏิบัติการร่วมกับกองพล 93 ก๊กมินตั๋ง หรือพรรคคณะชาติของจีน ที่อพยพออกจากประเทศจีนไปยังรัฐฉาน ทางตะวันออกของเมียนมาในปีพ.ศ. 2493 หลังพ่ายแพ้สงครามกลางเมืองในจีนแผ่นดินใหญ่

นอกจากนี้สหรัฐเคยใช้ประเทศไทยเป็นพื้นที่ในการสอดแนมและจารกรรมมาแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 ในสมัยสงครามเวียดนาม เช่น กรณีค่ายรามสูรในจังหวัดอุดรธานี ซึ่งกองทัพสหรัฐได้มาตั้งสถานีเรดาร์เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวทางทหารของฝ่ายตรงข้าม โดยค่ายแห่งนี้ติดตั้งเครื่องมือสื่อสารและการข่าวทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ค่ายรามสูรจึงทำหน้าที่เป็นสถานีข่าวกรองทางทหารสำหรับการสื่อสารระหว่างสหรัฐอเมริกากับหน่วยข่าวกรองต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออก

ดังนั้นเมื่อทบทวนบทเรียนจากอดีต จึงทำให้กลุ่มประชาชนคนไทย ต้องจับตาความเคลื่อนไหวล่าสุดของสหรัฐฯในภาคเหนือของผืนแผ่นดินไทย เพื่อไม่ให้จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงด้านการท่องเที่ยว ด้านวัฒนธรรม สำหรับประชาชนชาวไทยและชาวโลก ทั้งยังเป็นพื้นที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง กลับกลายเป็นพื้นที่ความขัดแย้งไร้ความปลอดภัย และอาจเกิดการเผชิญหน้ากับมิตรประเทศของไทย

กลุ่มประชาชนคนไทย จึงขอเรียกร้องมายังท่าน เพื่อส่งผ่านความปรารถนาดี สื่อสารข้อเท็จจริงและความมุ่งมั่นต่อการสร้างสันติภาพในภูมิภาคนี้มายังรัฐบาลและประชาชนของสหรัฐอเมริกาว่า

1. พิจารณาทบทวนการก่อสร้างสถานกงสุลใหญ่สหรัฐ เชียงใหม่ ให้ปลอดจากการก่อสร้างในลักษณะที่เป็นศูนย์รวบรวมและกระจายอาวุธยุทโธปกรณ์ และควบคุมปฏิบัติการทางทหาร หรือกองกำลังติดอาวุธ รวมถึงการเป็นฐานปฏิบัติการของสำนักข่าวกรองกลาง หรือ ซีไอเอ

2.ราชอาณาจักรไทย เป็นประเทศที่ต้องการเชื่อมสัมพันธ์กับทุกประเทศในมิติแห่งการสร้างสรรค์ร่วมกันพัฒนาเพื่อความผาสุกของประชาชน เพื่อความมั่นคงของภูมิภาค และสันติภาพของโลก หากการดำเนินนโยบายเพื่อความมั่นคงของสหรัฐ แต่สร้างความเสี่ยงภัยให้กับประชาชนไทยและสร้างความเคลือบแคลงจากจีน การก่อสร้างสถานกงสุลใหญ่สหรัฐ เชียงใหม่ จึงควรทบทวน เพื่อมิให้เกิดเงื่อนไขการเผชิญหน้ากับมิตรประเทศของไทย

3.สถานการณ์ความไม่มั่นคงในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เป็นเรื่องภายในของเมียนมา ซึ่งสหรัฐควรเคารพจุดยืนในความเป็นกลางของไทย และบรรทัดฐานอาเซียนต่อการไม่แทรกแซงกิจการภายในของเมียนมา

4.ขอให้สหรัฐอเมริกายุติการส่งยุทโธปกรณ์หรือกองกำลังผ่านชายแดนไทยไปยังเมียนมา เพื่อขจัดความเสี่ยงภัยที่จะลุกลามไปสู่สงครามตัวแทนในอนาคต

กลุ่มประชาชนคนไทย ขอยืนยันว่าประชาชนชาวไทยยังคงความเป็นมิตรกับสหรัฐฯ ที่มีความสัมพันธ์ต่อเนื่องยาวนานกว่า 200 ปี นับเป็นหุ้นส่วนเก่าแก่ทางด้านการค้า การลงทุน และความร่วมมือหลากหลายด้าน เพื่อพัฒนาความมั่นคง ความเจริญของประเทศ และคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน ตลอดจนในช่วง 72 ปีที่ผ่านมาของการก่อตั้งสถานกงสุลใหญ่สหรัฐ เชียงใหม่ ยังมีส่วนสำคัญในการสร้างความร่วมมือค้านสาธารณสุข วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนสร้างความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจในพื้นที่ทางภาคเหนือร่วมกัน โดยต่างยึดถือหลักคุณธรรม เคารพยอมรับความมีอธิปไตย ให้เกียรติซึ่งกันและกันอย่างจริงใจ

คุณอาจสนใจ

Related News