การเมือง

'คกก.โรคติดต่อ' ปรับโควิดเป็นโรคประจำถิ่น 1 ก.ค. 65

โดย sujira_s

9 มี.ค. 2565

1.7K views

ที่ประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติเห็นชอบมาตรการรองรับการเปลี่ยนผ่านการแพร่ระบาดโรค โควิด-19 สู่การเป็นโรคประจำถิ่น โดย สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธานประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติครั้งที่2 / 2565 โดยในการประชุมได้หารือสถานการณ์การระบาดของโรค โควิด-19 ในระดับโลกพบสายพันธุ์โอมิครอนเป็นสายพันธุ์หลัก



แต่สถานการณ์ในประเทศไทยขณะนี้ ยังพบผู้ติดเชื้อรายวันในระดับสูง แม้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่มีอาการหรือมีอาการน้อย แต่จำนวนผู้ป่วยปอดอักเสบ ผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจ ผู้ป่วยเสียชีวิตเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนของผู้ป่วยใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และผู้ที่มีโรคประจำตัว พบว่ามีอัตราป่วยตายสูงจากสาเหตุอื่นร่วมกับการติดเชื้อโควิด สำหรับผู้สูงอายุที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนหรือผู้สูงอายุที่ครบกำหนดรับวัคซีนเข็มกระตุ้น กระทรวงสาธารณสุขได้กำชับทุกหน่วยงานเร่งค้นหา ติดตาม และจัดฉีดวัคซีนเชิงรุกให้มากที่สุด เพื่อป้องกันความเสี่ยงและลดอาการรุนแรงหากติดเชื้อโควิด 19 โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่จะมีการเดินทางข้ามจังหวัดจำนวนมาก ซึ่งอาจนำเชื้อไปแพร่ได้



ทั้งนี้ ภาพรวมประเทศไทยฉีดวัคซีนโควิด 19 แล้วกว่า 125 ล้านโดส ครอบคลุมเข็มแรกร้อยละ 78เข็มที่สองร้อยล 72 และเข็มที่สามกว่า ร้อยละ30



ขณะที่ในกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ครอบคลุมเข็มแรก ร้อยละ83 เข็มที่สองร้อยละ 79และเข็มที่สามกว่า ร้อยละ 31 ยังพบมีกลุ่มผู้สูงอายุอีกกว่า 2 ล้านคนที่ยังไม่ได้รับวัคซีน ซึงถือว่าเป็นความเสี่ยงในการติดเชื้อและจะมีการป่วยหนัก



นอกจากนี้ ทางคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบหลักเกณฑ์การปรับค่าใช้จ่ายผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตโควิด 19 (UCEP) โดยกลุ่มสีเหลืองและแดงยังสามารถเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลได้ทุกแห่งจนหาย โดยไม่ต้องย้ายโรงพยาบาล และไม่กำหนดระยะเวลาจ่ายค่าชดเชยเฉพาะ 72 ชั่วโมงแรก



ในขณะที่กลุ่มสีเขียวสามารถเข้ารับการรักษาฟรีในโรงพยาบาลตามสิทธิ เน้นการดูแลแบบ OPD ผู้ป่วยที่มาตรวจ AKT ที่โรงพยาบาลให้รับยาที่จุดตรวจ ATK ก่อนกลับบ้าน ผู้ป่วยที่ตรวจด้วยตนเองสามารถมารับยาที่โรงพยาบาลหรือการแจ้งโรงพยาบาลให้ส่งยาไปที่บ้าน และเยี่ยมติดตามอาการหลังครบ 48 ชั่วโมง



นายอนุทินได้แถลงเพิ่มเติมต่อสื่อมวลชนหลัง จากการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติครั้งที่ผ่านมา ได้มีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์การพิจารณาให้บริหารจัดการโควิด 19 แบบโรคประจำถิ่น (Endemic approach) ซึ่งเวลานี้มีหลายประเทศที่เตรียมการเปลี่ยนผ่านโควิด 19 ไปสู่โรคประจำถิ่น เช่น ประเทศในทวีปยุโรป สำหรับประเทศไทยมีการเตรียมมาตรการในการบริหารจัดการให้สอดคล้องกับระดับสถานการณ์ โดยคำนึงถึงทุกมิติ อาทิ การเดินทางเข้าประเทศไทยตามโปรแกรม Test &Go ที่มีเงื่อนไขด้านสุขภาพพร้อมกับการอำนวยความสะดวกให้กับนักเดินทางต่างชาติและคนไทย ช่วยสร้างรายได้เข้าประเทศฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ


โดยได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้เดินเข้าประเทศกำกับดูแล มาตรการป้องกันและควบคุมโรค มาตรการด้านการแพทย์ รวมถึงมาตรการทางกฎหมายและสังคม เพื่อให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตเป็นปกติภายใต้หลัก Universal Prevention เศรษฐกิจของประเทศเดินหน้าได้



เร่งรัดการให้วัคซีนป้องกันโรคหัดและหัดเยอรมัน ภายใต้โครงการกำจัดโรคหัดและหัดเยอรมันตามพันธะสัญญานานาชาติ ตามที่องค์การอนามัยโลกได้ทบทวนการกำจัดโรคหัดและหัดเยอรมันของประเทศไทย เสนอแนะให้เร่งรัดฉีดวัคซีนในเด็กต่างด้าว เด็กที่ยังไม่ได้รับวัคซีน รวมถึงผู้ใหญ่กลุ่มเสี่ยง เช่น แรงงานต่างด้าว พื้นที่ชายแดน ผู้ลี้ภัย เพื่อยกระดับภูมิคุ้มกัน โดยมอบหมายให้คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด/กรุงเทพมหานคร เป็นผู้บริหารจัดการวัคซีน


แนวทางการรักษาผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบ ซี ด้วยวิธี Test and Treat เนื่องจากประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบ ซี ประมาณ 400,000 ราย ในจำนวนนี้ เกิดภาวะตับแข็งประมาณ 80,000 ราย และมะเร็งตับประมาณ 3,200 รายต่อปี กระทรวงสาธารณสุขจึงเพิ่มยารักษาโรคไวรัสตับอักเสบ ซี ในบัญชียาหลักแห่งชาติ บัญชี (จ2) เพื่อเป็นสิทธิประโยชน์สำหรับคนไทย และใช้แนวทางการวินิจฉัยด้วยวิธี Test and Treat เพื่อให้ผู้ติดเชื้อได้รับการตรวจวินิจฉัยยืนยันและได้รับยารักษาเร็วที่สุด โดยให้โรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลทั่วไปดูแลผู้ป่วย และเปิดโอกาสให้แพทย์ทั่วไปที่ผ่านการฝึกอบรม สามารถจ่ายยาและติดตามการรักษาผู้ป่วยได้ โดยมีอายุรแพทย์ด้านระบบทางเดินอาหารหรืออายุรแพทย์ที่ปฏิบัติงานด้านระบบทางเดินอาหารเป็นที่ปรึกษาได้ ไม่ว่าโรคอะไรจะพยายามให้รักษาได้ทุกสิทธิ์ เข้าถึงทุกโรค จริงๆ


ส่วนการเปลี่ยนผ่านโรคประจำถิ่น ต้องมีแผนรองรับอยู่แล้วโดยต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก เริ่มตั้งแต่ พฤษภาคมเป็นต้นไป ทุกอย่างต้องพร้อม เตียง ยา เวชภัฑณ์ ต้องดูแลผู้ป่วยได้ อัตรส่วนการเสียชีวิตต้องอยู่ในระดับที่รับได้เหมาะสมตามข้อมูล อยู่ที่ร้อยละ 0.1 หรือ1คนใน1 พันคน รวมไปถึงมาตรการทางสังคมอื่นๆที่จะต้องมีการปรับให้สอดลคล้องเช่นการยกเลิก ประกาศ พรก.ฉุกเฉินเพื่อการควบคุมการแพร่ระบาดโควิด -19


ในส่วนของประชาชน ก็ยังต้องปฏิบัติตามมาตรการส่วนบุคคลอยู่ และเคร่งเรื่องการรับวัคซีนตามกำหนด ซึ่งส่วนที่จะเปลี่ยนแปลงไปชัดๆคือระบบการรักษา ระบบการเยิกจ่าย เมื่อเป็นโรคประจำถิ่น ซึ่งจะสอดคล้องกับ การยกเลิก ยูเซปโควิด ซึ่งมีผลบังคับใช้ในวันที่ 16 มีนาคม นี้


นายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธาณรสุขกล่าวเพิ่มเติม แผนการปรับสู่โรคประจำถิ่น ควรมีแผนการปรับเปลี่ยน โดยตอนนี้มีแนวทางแบ่งเป็น4เดือน ในช่วงเดือนมีนาคม -เมษายน จะต้องคุมจำนวนผู้ติดเชื้อให้ทรงตัวหรือลดลง


และพฤษภาคม จำนวนผู้ติดเชื้อลดลงจากระนาบจนอยู่ในระดับที่ และในเดือนมิถุนายนต้องพิจารณาข้อมูล เพื่อการปรับลดระดับ


โดยแผนที่ต้องลดความรุนแรงของโรค สามารถควบคุมโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างภูมิต้านทานให้กับประชาชน เพื่อให้โรคโควิดเป็นเหมือนโรคไข้หวัด ซึ่งต้องมีการพิจารณาปรับแก้ข้อกฏหมาย อีกหลายฉบับคาดซึ่งตามแผนจะปรับสู่โรคประจำถิ่นได้ 1 กรกฏาคม นี้


ส่วนของมาตรการทางสังคม ต่อไปอาจจะแบบแผนการปฏิบัติในตอนนี้ไปเป็นมาตรฐานของการใช้ชีวิตในสังคมปกติ

คุณอาจสนใจ

Related News