สรุปข่าว

เรื่องเล่าหน้าหนึ่ง 8 มิ.ย.65 ไม่ต้องผ่าจีที 200 แล้ว-ครูปรีชาไม่หวั่นแพ้3ศาล-วินหื่นหวังข่มขืน นร.

โดย thichaphat_d

8 มิ.ย. 2565

29 views

-ศาลฎีกาสั่งยกฟ้อง คดีหวย30ล้าน ไม่ใช่ทรัพย์สินครูปรีชา จึงไม่มีสิทธิ์ฟ้อง หมวดจรูญเผยโล่งใจ พิสูจน์ชัดความจริงคือความจริง ทนายตั้ม ฟ้องต่อ ทีมครูปรีชาให้การเท็จ ใส่ร้ายผู้อื่น ลั่นต้องมีคนเข้าคุกทั้งคณะ ด้านครูปรีชา ไม่หวั่นแพ้3ศาล แต่คำพิพากษาไม่ได้ฟันธงหวยเป็นกรรมสิทธิ์ของใคร เดินหน้าฟ้องแพ่ง มั่นใจหวยเป็นของตน ความจริงบางครั้งมาทีหลัง

-แม่แตงโม ควงอัจฉริยะ พบตำรวจไซเบอร์ สอบนาน 3 ชั่วโมง เผยไม่รู้สึกพลาดที่ส่งโทรศัพท์ให้บังแจ็ค เพราะเชื่อใจ 100% อนุญาตให้บังแจ็ค ก๊อบปี้ข้อมูลมือถือแตงโมเก็บไว้ เชื่อไม่มีรูปหรือคลิปน่าเกลียด

ด้านอัจฉริยะ แจงเงิน 3 แสน น่าจะเป็นสลิปปลอม ยืนยันแม่แตงโม ไม่ได้ตกลงเรื่องเงิน-ไม่มีการโอนเงิน ยืนยันจะฟ้องตรงต่อศาลได้ก่อนวันที่ 23 มิถุนายน

-วินมอเตอร์ไซค์หื่น หวังข่มขืนนักเรียนหญิงวัย 17 ขอแลกเบอร์ไปรับ-ส่งโรงเรียน อ้างเป็นแฟนเก่าของแม่เพื่อน ให้เด็กไว้ใจ ออกอุบายขอแวะไปเอาของที่ลืมในบ้าน ก่อนฉวยจังหวะใช้มีดจี้คอ ฉุดกระชาก ผู้เสียหายหนีรอดหวุดหวิด แขนหัก-หวาดผวาหนัก ขณะที่คนร้ายหลบหนี

-ชาวบ้านติดใจ แจ้งปวีณา พิสูจน์หาสาเหตุ เด็กชายวัย 6 ขวบ ผูกคอกับลูกบิดประตูเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำ แม่เด็กที่อยู่ในห้องด้วย อ้างนอนหลับไม่รู้เรื่อง เชื่อลูกชายอาจเล่นจนพลาดถูกเชือกรัดคอ หรือ เลียนแบบเกม หรือ หนังที่ชอบดู ตำรวจส่งศพไปชันสูตรหาสาเหตุการเสียชีวิต พร้อม เค้นสอบปากคำแม่ พ่อเลี้ยง ครู อย่างละเอียด

-พ่อแม่เด็กทารก อายุ15 วัน แขนหักไม่ทราบสาเหตุ หาคำตอบไม่ได้ ขึ้นโรงพักแจ้งความ แม่เผยหลังคลอดลูกสำลักน้ำคร่ำ ต้องเอ็กซเรย์ปอด ให้ออกซิเจน แต่อวัยวะอื่น ๆ ครบสมบูรณ์ หมอให้กลับบ้าน ส่วนลูกให้อยู่รักษาในโรงพยาบาล พอมาเยี่ยม พยาบาลแจ้งว่าลูกแขนหัก ด้านโรงพยาบาล ชี้ต้องประชุมสรุปหาสาเหตุ พร้อมจะชี้แจงวันนี้

-วงจรปิดจับภาพ จักรยานยนต์พุ่งชนนักเรียน บนทางม้าลายหน้าโรงเรียน ทั้งที่เดินข้ามกันมากลุ่มใหญ่ คนขับอ้างรีบไปทำงาน ไม่เห็นคนเดินข้ามถนน พี่สาวนักเรียนที่ได้รับบาดเจ็บเผย น้องข้อเท้าอักเสบ ต้องเข้าเฝือก หมอให้พัก 14 วัน ได้รับเงินค่าทำขวัญ 2,000 บาท วอนคนขับขี่ หากเห็นทางม้าลาย ต้องชะลอหยุดรถ

-ชัชชาติ หารืออธิบดีกรมราชทัณฑ์ ได้ข้อสรุป นำนักโทษชั้นเยี่ยม ออกมาลอกท่อระบายน้ำ ตั้งเป้า 500 กิโลเมตรแรก เริ่ม 1 กรกฎาคมนี้ ราชทัณฑ์แจงเตรียมนักโทษไว้ 1,000 คน คัดนักโทษชั้นเยี่ยมออกมาปฏิบัติงานก่อน หากไม่พอจะเลือกเอานักโทษชั้นดีมากและชั้นดี ออกมาสนับสนุน



เรื่องเล่าการเมือง

-ยังคงเป็นเรื่องร้อน สำหรับกรณีจ้าง สวทช.ผ่าพิสูจน์จีที 200 เมื่อวานกองทัพบกออกมาชี้แจงเรื่องนี้ถึง 3 รอบ ยืนยันเมื่อคดีจบแล้ว ก็ไม่ต้องตรวจอีก โดยเตรียมคืนงบประมาณส่วนที่เหลือ

ในช่วงเช้าเมื่อวาน พลเอกสันติพงศ์ ธรรมปิยะ เสนาธิการทหารบก ในฐานะโฆษกกองทัพบก ได้แจกเอกสารข่าวชี้แจงภาพรวมของการดำเนินการทางกฎหมายต่อ GT 200เพิ่มเติม จากก่อนหน้านี้โฆษกกระทรวงกลาโหม / สวทช. และรองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ชี้แจงไว้

โดยไล่มาตั้งแต่เมื่อ กองทัพบกพบว่าประสิทธิภาพของ GT 200 ที่ไม่เป็นไปตามคุณสมบัติ จึง ยุติการใช้งานและได้ดำเนินการตามกฎหมายกับบริษัทเอกชนคู่สัญญา โดยตั้งแต่ปี 2559 ได้ดำเนินคดีต่อบริษัทเอกชน 2 คดี คือ คดีอาญา และปกครอง

คดีอาญา ศาลฎีกา มีคำพิพากษาเป็นที่สุดแล้ว เมื่อ 7 กุมภาพันธ์ 2565 ให้จำเลยร่วมกันคืนเงินให้กองทัพบก เป็นจำนวน 682.6 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ขณะนี้อยู่ในระหว่างการบังคับคดีให้ชดใช้เงินคืนกับกองทัพบก

ส่วนคดีทางปกครอง กองทัพบกได้ดำเนินการตามคำแนะนำของสำนักงานอัยการสูงสุด ที่ให้ตรวจ GT200 ทุกเครื่อง เพื่อยืนยันว่าไม่มีประสิทธิภาพ กองทัพบกจึงได้ตั้งงบประมาณในปี 2564 เพื่อตรวจสอบเครื่อง GT200 จำนวน 757 เครื่อง โดยส่งตรวจที่ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (ศทอ.สวทช.) เป็นการตั้งงบประมาณก่อนที่คดีจะถึงที่สุด ยืนยันว่า ไม่ได้มีการตั้งงบประมาณในปี 2566

โฆษกกองทัพบก ระบุว่า "สำหรับการตั้งงบเพื่อการตรวจสอบ GT200 นั้น หากคดีถึงที่สุดแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องใช้งบ โดยตามระเบียบราชการหากงบประมาณไม่ถูกใช้ ก็จะถูกส่งคืนตามกระบวนการงบประมาณต่อไป"

ส่วนข้อสงสัยที่ว่า ทำไมไม่นำคำพิพากษาในคดีอาญามาใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีทางปกครอง เพื่อจะได้ไม่ต้องส่ง GT200 ไปตรวจสอบนั้น โฆษกกองทัพบก ชี้แจงว่า ในขณะที่ตั้งงบเพื่อขอตรวจ GT200 คดีอาญายังไม่ถึงที่สุด

โฆษกกองทัพบก ย้ำว่า "การตั้งงบในการตรวจสอบ GT200 จำนวน 7.57 ล้านบาท เป็นการตั้งงบก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษา...ซึ่งนอกจากดำเนินการตามกฎหมายต่อบริษัทคู่สัญญาแล้ว เจ้าหน้าที่ของทางราชการที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดหา GT200 ก็ถูกนำเข้าสู่กระบวนการสอบสวนทางวินัยและทางกฎหมายเช่นกัน"

ต่อมา พลเอกสันติพงศ์ ให้สัมภาษณ์ กับสื่อเพิ่มเติมสั้นๆ โดย ยืนยันว่าไม่ต้องผ่าจีที 200 แล้ว

และในช่วงเย็น โฆษกกองทัพบก ชี้แจงอีกเป็นรอบที่สามผ่านไลน์ โดยระบุว่า ในปีงบประมาณ 2564 กองทัพบกได้ทำสัญญากับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ให้ดำเนินการตรวจสอบเครื่อง จำนวน 320 เครื่อง วงเงิน 3.2 ล้านบาท ซึ่งได้ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว

สำหรับในปีงบประมาณ 2565 ยังไม่ได้มีการทำสัญญาจ้างตรวจกับ สวทช. และไม่มีการใช้งบประมาณในเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด

ด้านศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สวทช. เปิดเผยกับทีมข่าวของเราว่า ได้รับแจ้งจากกองทัพบก ว่า ไม่ต้องตรวจทดสอบเครื่องจีที 200 ชุดที่ 2 ที่เหลืออีก 437 เครื่องแล้ว (จากทั้งหมด 757 เครื่อง ตรวจไปแล้ว 320 เครื่อง) จากก่อนหน้านี้ทางกรมสรรพวุธ กองทัพบกได้ยื่นเสนอให้ตรวจทดสอบเครื่องชุดที่ 2 เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2565 แต่ยังไม่ได้ลงนามสัญญาและรับเงิน จึงยกเลิกตรวจสอบได้ และผลตรวจทดสอบเครื่องจีที 200 ชุดแรก ก็พบว่า ใช้ไม่ได้จริง ไม่มีประสิทธิภาพ


-เมื่อวานนับเป็นครั้งแรกที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องการผ่าพิสูจน์จีที 200

โดย พล.อ.ประยุทธ์ บอกว่า เรื่องงบประมาณที่พูดถึงกันมันเรื่องเก่า ยุติไปแล้ว ย้ำว่าไม่เกี่ยวกับงบประมาณปี2566 ขออย่าเอามาปนกัน

เหตุผลที่จบไปแล้ว พลเอกประยุทธ์ บอกว่า มันเป็นเรื่องของงบประมาณปี2565 เมื่ออัยการสูงสุดบอกว่ามันได้จบและยุติไปแล้ว การตรวจสอบ GT200 ก็ไม่จำเป็นต้องตรวจสอบอีก งบประมาณก็ไม่จำเป็นต้องใช้แล้ว

นักข่าวก็ถามว่า แล้วงบปี65 ที่เบิกไปจะต้องคืนกลับมั้ย ท่านนายกฯ ยืนยันว่า ยังไม่มีการเบิกจ่าย งบประมาณ ปี 2565 งบยังอยู่ที่รัฐบาล เพราะหน่วยงานไม่สามารถเบิกเงินไปก่อนล่วงหน้าได้ เว้นแต่ถ้าเป็นงบประมาณของกระทรวงต่างๆที่ได้รับการอนุมัติไปแต่ไม่สามารถทำงานได้สำเร็จ ตามระเบียบก็ต้องส่งคืน

ขณะที่ นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล ผู้อภิปรายเปิดประเด็นเรื่องนี้ ให้ความเห็นหลังกองทัพบกออกมาชี้แจง ว่า เป็นการตบหน้าประชาชนซ้ำสอง เนื่องจากยังโกหกประชาชน หากตนไม่อภิปรายเรื่องนี้ ไม่มีใครรู้เรื่อง เงิน 7 ล้านบาทก็จะหายไปเลย

นายจิรัฏฐ์ กล่าวอีกว่า อยากให้กองทัพชี้แจงอีกครั้งในชั้นกรรมาธิการงบประมาณ และรอให้ ป.ป.ช.พิจารณา เหตุใดยังเงียบอยู่ เพราะถ้าจำไม่ผิดยังเหลืออีก 5 คดีที่ยังค้างอยู่ แต่ ป.ป.ช.ก็มีการเลื่อนไปไม่มีกำหนด

นายจิรัฏฐ์ ระบุว่า พรรคก้าวไกลอาจจะนำเรื่องนี้ไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯด้วย พล.อ.ประยุทธ์ อยู่มา 8 ปีใช้เงิน 28.8 ล้านล้านบาท อาจจะมาตกม้าตายเพราะเงิน 7,000,000 บาทก็ได้


- เรื่องกระแสข่าวของพรรคพลังประชารัฐ ที่คาดการณ์กันว่าพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีจะเข้ามารับหน้าที่หัวหน้าพรรคแทนพลเอกประวิตรนั้น

เมื่อวานนี้ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนและพูดถึงกระแสข่าวที่เกิดขึ้น ยืนยันว่าเพิ่งทราบจากสื่อมวลชนเช่นกัน เพราะไม่เคยคิดเรื่องนี้มาก่อนและยังไม่วางอนาคตไปถึงการเลือกตั้งครั้งหน้า เพราะต้องการทำหน้าที่ตอนนี้ให้ดี ประคับประคองรัฐบาลให้ทำหน้าที่ต่อไปจนครบวาระ

เช่นเดียวกับ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ยืนยันว่าไม่ทราบกระแสข่าวที่เกิดขึ้น และ มองว่า นายกรัฐมนตรียังมีเวลาอีกนานที่จะตัดสินใจเรื่องอนาคตทางการเมือง

ส่วนการประชุมพรรคพลังประชารัฐช่วงบ่ายเมื่อวานนี้ พลเอกประวิตร ไม่ได้มาประชุมด้วยตัวเอง แต่มีการเรียกประชุม แกนนำพรรคระดับรัฐมนตรี และ กรรมการบริหารพรรคบางส่วน ไปหารือในช่วงเย็นที่มูลนิธิป่ารอยต่อฯ

ตามรายงานบอกว่า พลเอกประวิตร มีการพูดคุยถึงการเตรียมการเลือกตั้ง ส.ส. และการเตรียมอบรมผู้สมัคร ส.ส.ในพื้นที่ภาคต่างๆ และยังพูด ถึงกระแสข่าว ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะมาเป็นหัวหน้าพรรค ด้วยว่า โดยย้ำว่าไม่มีเรื่องตามที่เป็นกระแสข่าว เพราะยังอยู่ด้วยกัน รักกัน ไม่ได้มีอะไร มาเสี้ยมให้แตกกันได้ และอยู่ด้วยกันมานานตั้งแต่ท่านนายกฯเป็นแค่ร้อยตรี


-กฎหมายที่มีการเรียกร้องกันมาอย่างยาวนานเพื่อความเท่าเทียมในสังคมของคู่รักเพศเดียวกัน ในที่สุดเมื่อวานนี้ คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่าง พ.ร.บ. คู่ชีวิต เตรียมนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯต่อไป

การประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวานนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของคู่รัก เพศเดียวกัน 2 ฉบับด้วยกัน ได้แก่

- ร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิต

- ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

-ตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ เพื่อให้เป็นกฎหมายที่รองรับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเพศเดียวกัน ที่ไม่แตกต่างไปจากคู่สมรส

สาระสำคัญ ของ ร่าง พ.ร.บ.คู่ชีวิต เป็น ให้สิทธิและหน้าที่คู่ชีวิต ในการอุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกัน /มีอำนาจจัดการแทนเช่นเดียวกับสามีหรือภริยา /มีสิทธิรับบุตรบุญธรรมร่วมกัน /มีสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรม ตลอดไปจนถึงสิทธิเซ็นยินยอมให้รักษาพยาบาลอีกฝ่าย เป็นต้น

และการจดทะเบียนคู่ชีวิตจะทำได้ต่อเมื่อบุคคลทั้งสองฝ่ายยินยอม มีอายุ 17 ปีบริบูรณ์

ส่วน ร่าง พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีสาระสำคัญในการแก้ไข อาทิ การเพิ่มคำว่า”คู่ชีวิต” ให้มีสถานะเทียบเท่ากับ คำว่า “คู่สมรส”

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ เป็นอีกกฎหมายที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลก และเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่ต้องได้รับการคุ้มครอง

หลังจากนี้จะเดินหน้าแก้ไขกฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับร่างกฎหมายฉบับนี้ ต่อไป


รับชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/wanSD9FxWJs

คุณอาจสนใจ

Related News