เศรษฐกิจ

แพงได้อีก! จ่อขึ้นก๊าซหุงต้มอีก 1 บาท ถัง 15 กก.พุ่ง 378 บาท แจงต้นทุนจริงถังละ 450 บาท

โดย thichaphat_d

15 มิ.ย. 2565

158 views

วันนี้ (15 มิ.ย. 65) จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ที่มีนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาวน์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน


โดยจะมีการประชุมพิจารณาหลายประเด็น ทั้งด้านน้ำมัน ไฟฟ้า ก๊าซธรรมชาติ และก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี)


เบื้องต้นมีรายงานว่า กบง.กำลังพิจารณาปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้มเดือนกรกฎาคมนี้ อัตรา 1 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) เป็น 378 บาทต่อถัง 15 กก. เพื่อลดภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ยังอุดหนุนอยู่ ซึ่งอุดหนุนแอลพีจี


โดย ปัจจุบัน บัญชีแอลพีจีติดลบถึง 36,515 ล้านบาท มีผลวันที่ 1 กรกฎาคม โดยจะใช้โมเดลเดียวกับที่ขึ้นเดือนเมษายน-มิถุนายน 2565 ส่วนเดือนถัดไปจะปรับอีกหรือไม่ ต้องรอดูสถานการณ์ตลาดโลก และกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอีกครั้ง


รายงานข่าวระบุว่า ปัจจุบันต้นทุนจริงของแอลพีจีอยู่ที่ประมาณ 450 บาทต่อถัง 15 กก. ขณะที่ปัจจุบันอยู่ที่ 363 บาทต่อถัง 15 กก. เพราะขึ้นมาแล้ว 3 ครั้ง ใน 3 เดือน คือ ... (เดิมตรึงราคา 318 บาทต่อถัง 15 กก.)

  • เดือนเมษายนขึ้นเป็น 333 บาทต่อถัง 15 กก.
  • เดือนพฤษภาคม 348 บาทต่อถัง 15 กก.
  • เดือนมิถุนายน ราคา 363 บาทต่อถัง 15 กก.
  • หากขึ้น เดือนกรกฎาคมจะเป็น 378 บาทต่อถัง 15 กก.

---------

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาวน์ ได้เรียกผู้ที่เกี่ยวข้องมาประชุมนอกรอบ ที่กระทรวงการคลัง ซึ่งมีหลายหน่วยงานเข้าร่วมการประชุม นานชั่วโมงครึ่ง ไม่ว่าจะเป็น ...

  • นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง
  • นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)​ หรือสภาพัฒน์
  • นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายบริหารการสื่อสารองค์การ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)​
  • นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง
  • ปลัดกระทรวงการพลังงาน
  • ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)
  • ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง


โดยได้ข้อสรุปถึงมาตรการที่จะออกมาช่วยเหลือเพิ่มเติมแล้ว สั่งการให้แต่ละหน่วยงานไปสรุปรายละเอียดอีกครั้ง เพื่อเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)​ พิจารณาอนุมัติในวันอังคารที่ 21 มิ.ย.  เพื่อให้ทันการประกาศใช้ในเดือนก.ค.


ส่วนแหล่งเงินที่จะนำมาใช้ในการดำเนินมาตรการ ให้กระทรวงการคลังไปสรุปรายละเอียดอีกครั้ง แต่ขอยืนยันว่า มีแหล่งเงินที่จะนำมาใช้แน่นอน


ส่วนด้าน นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังยังต้องกลับไปพิจารณารายละเอียดอีกครั้ง


ด้าน นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)​ หรือสภาพัฒน์ กล่าวว่า เป็นเพียงหน่วยงานรวบรวมข้อมูลมาตรการ บอกรายละเอียดไม่ได้

----------

ซึ่งก่อนที่จะมีการประชุมด่วนนั้น นายสุพัฒนพงษ์ กล่าวถึง การประชุมร่วมหน่วยงานทางด้านเศรษฐกิจเพื่อพิจารณาต่อมาตรการช่วยค่าครองชีพประชาชน ที่จะหมดอายุในเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม ว่าจำเป็นจะต้องพิจารณากันว่ามาตรการต่อไปจะเป็นอย่างไร โดยมีหน่วยงานในการพิจารณา ดังนี้

  • กระทรวงการคลัง
  • ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
  • สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
  • กระทรวงพลังงาน

----------

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2565 ที่ประชุม ครม.ถึงมาตรการช่วยเหลือประชาชน โดยหามาตรการช่วยเหลือประชาชนโดยเร่งด่วน 10 ข้อ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มต้นได้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม จนถึงเดือนกรกฎาคมนี้ ดังนี้

1. การเพิ่มเงินช่วยเหลือเพื่อซื้อก๊าซหุงต้มสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 3.6 ล้านคน โดยเพิ่มเงินจากเดิม 45 บาท เป็น 100 บาท/เดือน

2. ส่วนลดซื้อก๊าซหุงต้ม เดือนละ 100 บาท สำหรับผู้ค้าหาบเร่แผงลอยที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวนประมาณ 5,500 คน

3. ช่วยเหลือค่าน้ำมันให้กับผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมการขนส่งทางบก จำนวน 157,000 คน โดยช่วยลดค่าใช้จ่ายน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 250 บาทต่อเดือน และขอให้กรมการขนส่งทางบกกำกับราคาการให้บริการเพื่อให้ประชาชนที่ต้องใช้บริการมอเตอร์ไซค์รับจ้างมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางเท่าเดิม

4. คงราคาขายปลีกผู้ที่ใช้ก๊าซ NGV ไว้ที่ 15.59 บาทต่อกิโลกรัม

5. ผู้ขับขี่แท็กซี่มิเตอร์ภายใต้โครงการลมหายใจเดียวกัน สามารถซื้อก๊าซได้ในราคา 13.62 บาท/กิโลกรัม

6. ช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้นสำหรับผู้ที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน โดยลดค่า FT ลง 22 สตางค์ต่อหน่วย ในช่วงเดือนพ.ค.-ส.ค.

7. ตรึงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลที่ 30 บาทต่อลิตร ไปจนถึงสิ้นเดือน เม.ย.2565 หลังจากนั้นรัฐบาลจะเข้าไปช่วยเหลือส่วนที่ราคาน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มขึ้นครึ่งหนึ่ง

8. กำกับดูแลการปรับราคาก๊าซหุงต้มในช่วงตั้งแต่เดือน เม.ย.- มิ.ย. โดยใช้กองทุนน้ำมันเข้าไปช่วยลดผลกระทบจากการปรับราคาให้ไม่ขึ้นสูงเกินไป

9. ลดอัตราเงินสบทบของนายจ้างและลูกจ้างที่อยู่ในระบบประกันสังคมมาตรา 33 จาก 5% เหลือ 1% เพื่อให้ลูกจ้างและนายจ้างสามารถมีกำลังในการใช้จ่ายและผู้ประกอบการสามารถมีสภาพคล่องเพิ่มขึ้นในการดำเนินธุรกิจในช่วงถัดไป

10. ลดอัตราเงินสมทบผู้ประกันตนมาตรา 39 จาก 9% เหลือ 1.9% และลดอัตราเงินสมทบของผู้ประกันตนมาตรา 40 ลงเหลือ 42-180 บาทต่อเดือน

--------

เมื่อนักข่าวถามว่า จะมีการขยายมาตรการที่ใช้ในขณะนี้ต่อไปใช่หรือไม่ นายสุพัฒนพงษ์ระบุว่า ในเบื้องต้นจะดูรายมาตรการเพื่อนำมาพิจารณาว่าจะดำเนินการอะไรต่อ อะไรจำเป็นหรือไม่จำเป็นแล้ว ซึ่งจะดูในภาพรวมทีละเรื่อง โดยเป็นการพิจารณาร่วมกันไม่ใช่กระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง เพื่อให้ทันการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเดือนนี้ให้ได้


มื่อถึงกำหนดที่ต้องทำอะไรเราก็ทำเต็มที่ เพราะตอนนี้ต้องคิดถึงเสมอว่าเราอยู่ในสภาวะวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งเรื่องโควิด-19 สงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่มีแนวโน้มจะยืดเยื้อ จึงต้องการให้ทุกฝ่ายเข้าใจว่าเรายังไม่หลุดจากภาวะวิกฤตโลก และเชื่อว่าวิกฤตพวกนี้ต้องมีวันจบ และเสถียรภาพการเงินการคลังของเรายังดีอยู่




รับชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/dt4mq8Aww2g

คุณอาจสนใจ

Related News