อาชญากรรม

อุกอาจ! คนร้ายแต่งชุดไรเดอร์ จัดฉากทะเลาะ พนง. อ้างเรื่องชู้สาว ก่อนฉกเงิน 3.4 ล้าน หนีลอยนวล

โดย petchpawee_k

21 ก.ย. 2565

724 views

คนร้ายแต่งชุดเขียวคล้ายไรเดอร์ ทำทีเป็นทะเลาะกับพนง.บริษัท ก่อนชิงเงินสดกว่า 3 ล้าน พร้อมตะโกน “มึงแย่งแฟนกู” หลายรอบ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ ด้านจนท.พิสูจน์หลักฐานตรวจรถตู้ ตำรวจสั่งสอบแยก


วานนี้ (วันที่ 20 ก.ย.) เมื่อเวลา 13.00 น. ตำรวจ สภ.บ้านบึง เข้าตรวจสอบเหตุชิงเงิน เหตุเกิดภายในซอยราษฎรอุทิศ ด้านหลังธนาคารไทยพานิชย์ จึงนำกำลังเข้าตรวจสอบ


ในที่เกิดเหตุพบรถตู้สีขาวยี่ห้อนิสสัน รุ่นเออแวน จอดอยู่ริมถนนใกล้เคียงกับร้านหอยทอดผัดไท ที่เกิดเหตุพบผู้เสียหายคือ นางสาวประภาพร อายุ 29 ปี อยู่ในอาการตกใจ อยู่รอให้การกับทางจเรตำรวจ สอบถามทราบว่า ตนเองมีหน้าที่มาเบิกเงินกับธนาคารเพื่อเอาไปจ่ายค่าแรงให้กับพนักงานโ ดยจะมาเบิกทุกวันที่ 5 และวันที่ 20 ของเดือน


โดยวันนี้เวลา 11.40 น. ตนเดินทางมาเบิกเงินกับธนาคารกรุงเทพ สาขาบ้านบึง โดยมี นายกฤษชภัชร์ เป็นคนขับ จอดรถเอาไว้ที่จุดเกิดเหตุแล้วเดินเข้าไปเบิกเงินจำนวนเงิน 3,500,000 บาท จากนั้นเดินกลับมาที่รถ  มีนายกฤษชวัชร์ ถือกระเป๋าเป้ ใส่เงินจำนวน 3,460,000 บาท ส่วนตนเองนำเงินธนบัตรฉบับละ 20 บาท และ 100 บาท รวมกัน 40,000 บาทใส่ในกระเป๋าถือสีดำเดินกลับมาที่รถ


ขณะนั้นตนเองเดินมาที่ประตูฝั่งคนนั่งโดยสาร เมื่อเปิดประตูออกมาเห็นคนขับวางกระเป๋าเป้ไว้ด้านในระหว่างคนขับกับผู้โดยสาร จากนั้นมีชายรูปร่างสูงใหญ่สวมชุดสีเขียว คล้ายไรเดอร์ส่งอาหาร เปิดประตูพร้อมกับพูดว่า "มึงชอบเมียชาวบ้านมากใช่ไหม" ก่อนที่ชกต่อยกัน จากนั้นนายกฤษชภัชร์ ได้ใช้เท้าถีบชายคนที่มาทำร้าย โดยชายคนดังกล่าวอ้างว่ามีปืน นายกฤษชภัชร์ จึงวิ่งหนีจากรถเข้าไปในซอย ก่อนที่คนร้ายจะวิ่งตามหวังจะทำร้าย


ส่วนตนเองระหว่างเกิดเหตุร้องบอกว่าไม่ใช่ ตัวเองไม่มีแฟน ขณะที่นายกฤษชภัชร์ ก็ร้องบอกว่า ไม่ใช่ผม พี่จำผิดหรือเปล่า ต่อมาคนร้ายได้ย้อนกลับมาที่เกิดเหตุขึ้นคร่อมรถ ก่อนจะคว้าเอากระเป๋าเป้ ที่ภายในมีเงินสดไป ตนเองพยายามแย่งแต่ไม่สามารถทำได้ ส่วนคนร้ายได้เอากระเป๋าเป้วางไว้ซอกกลางตัวรถ พร้อมตะโกนว่า "มึงรักมัน ชอบมันมากใช่ไหม" ก่อนที่จะขี่รถ จยย.สีเทาไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนหลบหนีไป


อย่างไรก็ตาม ตำรวจได้ตรวจสอบจุดเกิดเหตุพบอาวุธปืนพกสั้น ตกที่เกิดเหตุ 1 กระบอก ตรวจสอบเป็นปืนปลอม และจุดเบาะที่นั่งคนขับพบแว่นตาดำ และหมวก เศษพลาสติกปืนปลอมตกที่เกิดเหตุ จึงเก็บเอาไว้เป็นหลักฐาน


ต่อมาทางตำรวจได้สอบถามว่าได้เบิกเงินเป็นจำนวนเท่าไหร่ นางสาวประภาพร บอกว่าเบิกเงินมาทั้งหมด 3,500,000 บาท สาเหตุที่แบ่งใส่กระเป๋าตนเอง 40,000 บาทเนื่องจากกระเป๋าเป้ใส่เงินเต็ม จึงเอาส่วนที่เหลือมาใส่ไว้ในกระเป๋าถือของตนเอง โดยการเบิกเงิน จะมีธนบัตรแบงก์ย่อยเพื่อความสะดวกแก่การจ่ายค่าแรงพนักงาน


ด้านแม่ค้าก๋วยเตี๋ยว ผู้เห็นเกตุการณ์ เล่าว่า มีรถตู้สีขาวขับมาจอดใกล้ๆกับร้านตน จากนั้นก็ลงจากรถเดินหายไป ผ่านไป 5 นาที จึงกลับมาที่รถ และเห็นรถจยย.มีชายรูปร่างใหญ่ขี่จยย.มาจอดเทียบ ครั้งแรกคิดว่าเปิดประตูรถแล้วไปโดนรถจยย.ล้ม ได้ยินแน่เสียงคนขี่จยย.บอกว่า ชอบแย่งแฟนคนอื่นใช่ไหม จึงมีการลงมือทำร้ายร่างกายกัน จากนั้นคนขับรถตู้จึงวิ่งหนี ส่วนคนขี่ จยย.วิ่งไล่ตาม ก่อนที่จะกลับมาที่รถ จยย.และเอากระเป๋าวางไว้ระหว่างซอกขาขี่หลบหนีไป


ความคืบหน้าล่าสุด พลตำรวจตรี อิทธิพร โพธิ์ทอง รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 ได้เรียกประชุมเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.บ้านบึง สืบสวนจังหวัด และสืบสวนภาค 2 โดยได้เน้นแยกสอบตนขับรถ พนักงานคนที่เบิกเงิน และได้เชิญผู้จัดการบริษัทและพนักงานด้านการเงินมาสอบสวนเพิ่มเติม เนื่องจากตำรวจ มีความสงสัยในประเด็นบางส่วน


พลตำรวจตรี อิทธิพร ได้เปิดเผยว่าในขณะนี้ทางตำรวจ กำลังเร่งกันสืบสวน ในหลายๆประเด็น ซึ่งคาดว่าคงไม่พ้นฝีมือตำรวจ โดยอยากฝากถึงบริษัทร้านค้า ว่าหากมีการมาเบิกเงินครั้งละมากๆ ควรที่จะประสานตำรวจ เพิ่มคอยอำนวยความสะดวกและป้องกันเหตุ ซึ่งในคดีนี้ขอเวลาเจ้าหน้าที่สักนิด คาดว่าน่าจะได้ตัวหรือรู้เรื่องราวที่เกี่ยวกับคดีนี้


ความคืบหน้าล่าสุดเจ้าหน้าที่ ตรวจสอบกล้องวงจรปิด ริมถนนใกล้จุดเกิดเหตุ ได้จับภาพ คนร้าย ได้ขี่รถจักรยานยนต์ มาจอดริมถนน มีท่าทีพิรุธ จอดดูเหยื่อที่บริเวณด้านหน้าของธนาคาร จำนวน 3 รอบ หลังจากนั้นก็ขี่รถไปด้านหลังธนาคาร หลังก่อเหตุก็ได้ขับไปเส้นทางหลังเทศบาลและออกไปทางซ.เซิดน้อย เหมือนเดิม ไปทางเส้นตำบลมาบไผ่ ก่อนที่จะหลบหายไป


ขณะที่เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานภาค 2 ได้ลงมาตรวจเก็บรอบยนิ้วมือ และหลักฐานต่างๆ บริเวณรอบรถและในรถตู้ ตามคำกล่าวอ้างของพนักงานทั้งสอง ให้การก่อนหน้านี้ ว่ากระเป๋าเงิน วางไว้ตรงกลางระหว่าเกียร์


ด้านบรรยากาศที่ สภ.บ้านบึง ทางพนักงานสอบสวน ชุดสืบสวน ได้แยกสอบทั้งนายกฤษชภัชร์ และนางสาวประภาพร อย่างละเอียดตั้งแต่หลังเกิดเหตุ โดยเฉพาะนางสาวประภาพร ทางเจ้าหน้าที่ได้สอบสวน โดยไม่อนุญาต ให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าพูดคุย ซึ่งในเบื้องต้นทางตำรวจ มีข้อสงสัยในหลายประเด็น ที่พนักงานทั้งสอง ยังคงให้การอันเป็นพิรุธ


จากการสอบถามนายกฤษชภัชร์ ได้เปิดเผยว่า ตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องราวทั้งหมด ไม่มีส่วนรู้เห็นกับคนร้าย ต่อข้อถามว่าทำไมถึงไม่ต่อสู้กับคนร้าย นายกฤษชภัชร์ บอกว่าตนสู้โดยได้ถีบ คนร้ายไป 1 ครั้ง ก่อนจะโดนทั้งต่อยและปืนตบจนหน้าแตกอย่างที่เห็น


คุณอาจสนใจ

Related News