อาชญากรรม

สามีทำใจไม่ได้ สาวท้อง 6 เดือน ถูกแท็กซี่ชน จนท.ขอดูบัตร ปชช.ไม่รีบส่ง รพ. สุดท้ายตายทั้งกลม

27 ต.ค. 2564

22 view

เรื่องเล่าเช้านี้

ออกอากาศ : จันทร์ - ศุกร์ เวลา 06:00 - 08:20 น.

เกิดเหตุสาวอายุ 21 ปี ตั้งครรภ์ 6 เดือน ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์สามี ก่อนเสียหลัก ถูกสุนัขตัดหน้ารถล้มหน้าตลาดบางแค จากนั้นมีรถแท็กซี่ขับมาชน ก่อนลากไปไกลกว่า 100 เมตร จนหญิงรายนี้ตายทั้งกลม ก่อนที่พลเมืองที่จะช่วยกันไล่ตามรถแท็กซี่ได้ทัน ด้านสามีทำใจไม่ได้ ถึงกับทรุด


ทีมข่าวได้คุยกับนายปาย อายุ 22 ปี สามีของผู้เสียชีวิต เล่าว่า คืนวันเกิดเหตุ แฟนอยากทานข้าวที่ร้าน ซึ่งตนก็พยายามห้ามแล้ว เพราะเป็นห่วง แต่แฟนก็ยังยืนยันจะขอไปกินที่ร้าน จึงตัดสินใจขี่รถจักรยานยนต์ไป แต่ระหว่างทาง แฟนปวดท้อง จึงจะเดินทางไปโรงพยาบาลแทน แต่แฟนลืมนำบัตรประชาชนติดตัวมา จึงจะวนรถกลับไปที่บ้าน


ระหว่างทางเมื่อขี่มาถึงสะพาน ข้ามคลอง ก่อนถึงหน้าตลาดบางแค มีสุนัขสีขาววิ่งตัดหน้า รถจึงเสียหลักล้ม เมื่อตนตั้งหลักได้ จึงหันไปจะคว้ามือแฟน มือกำลังจะเอื้อมไปถึงมือแฟน ปรากฎว่ามีรถแท็กซี่สีส้ม ขับมาด้วยความเร็ว ขับพุ่งทับแฟนตนจนไปอยู่ใต้ท้องรถ ตอนนั้นได้ยินเสียงกระดูกแฟนหัก ก่อนที่รถจะยังขับลากไปไกลกว่า 100 เมตร จนแฟนหลุดออกมาทางด้านหลังรถ รถยังพยายามขับหนีต่อไป


ตอนนั้นตนพยายามวิ่งตามสุดชีวิต จนหกล้ม มีบาดแผลที่หัวเข่า และแขนซ้าย พร้อมกับตะโกนต่อว่าแท็กซี่ และบอกว่า พี่ผมกราบล่ะ หยุดรถเถอะครับ หยุดรถเถอะ แต่คนขับยังคงขับต่อ จึงมีพลเมืองดีขี่รถไปปาดหน้าให้แท็กซี่จอด ส่วนตนก็พยายามช่วยเหลือแฟน ตอนนั้นภาพที่เห็นคือ แฟนเอามือทั้ง 2 พยายามป้องกันท้องเอาไว้ ไม่ให้ลูกเป็นอะไร ทั้งที่แขนหักผิดรูปไปหมด


ตนพยายามตะโกนขอให้คนมาช่วยแฟน ที่นอนบาดเจ็บอยู่บนถนน และเรียกแฟนให้มีสติ แต่แฟนตอบมาแค่ อือ จากนั้นจึงมีคนเรียกเจ้าหน้าที่อาสาสมัครเข้ามาช่วยปฐมพยาบาลเบื้องต้น ซึ่งช่วยดีมาก


กระทั่งรถพยาบาลมาถึง แต่แพทย์ที่มาด้วย กลับสอบถามว่า ขอเลข 13 หลักบัตรประชาชน ซึ่งตนจำไม่ได้ โดยบอกว่าถ้าไม่มีก็ไม่สามารถนำส่งได้ จึงสงสัยว่าทำไมถึงไม่รีบนำส่งโรงพยาบาลก่อนเพราะเป็นเหตุฉุกเฉิน


ตนจึงต้องโทรศัพท์บอกญาติให้มาที่จุดเกิดเหตุเพื่อเอากุญแจห้อง ไปไขเอาเอกสาร และกลับมาที่เกิดเหตุอีกครั้ง ซึ่งใช้เวลารวมมากกว่า 20 นาที โดยรถโรงพยาบาลจอดอยู่กับที่ จึงรู้สึกว่าบัตรประชาชนสำคัญกว่าชีวิตหรือ ซึ่งหากให้การช่วยเหลือหรือส่งไปยังโรงพยาบาลได้ทันแฟนและลูกอาจจะไม่เสียชีวิต


ซึ่งพอไปถึงมือหมอที่โรงพยาบาล ปรากฏว่าหมอบอกว่า หัวใจหยุดเต้นแล้ว คนไข้ไม่มีการตอบสนองเสียชีวิตแล้ว ตอนนั้นตนรู้สึกช็อกมาก โดยผู้เสียชีวิต ศีรษะขวาแตก ดั้งจมูกหัก แขนหักผิดรูป และมีแผลถลอกตามร่างกาย


นายทัช พลเมืองดี เล่าว่า คืนเกิดเหตุขี่รถจักรยานยนต์มา ตนเห็นจังหวะที่รถแท็กซี่ชนและลากน้องผู่หญิงไปไกลประมาณ 100 เมตร ก่อนที่จะมีพลเมืองดีคนขี่รถจักรยานยนต์ไปปัดหน้าเพื่อให้แท็กซี่จอด ซึ่งจากที่เห็นเหตุการณ์ยืนยันว่า ไม่เห็นว่าแท็กซี่มีการเบรกรถ มีเพียงการชะลอและพยายามขับต่อไป ซึ่งตอนนั้นตนได้คุยกับคนขับรถแท็กซี่วัย 68 ปี ด้วยถ้อยคำหยาบคาย ว่าทำไมจึงไม่ยอมหยุดรถ หรือจอดช่วยเหลือ แต่คนขับรถกลับตอบเพียงแค่ว่าผมไม่ได้ตั้งใจ ผมไม่เห็น


ขณะที่หญิงที่ถูกชน ยังนอนเจ็บอยู่ ตนก็พยายามบอกไม่ให้เคลื่อนย้าย จนกว่าแพทย์จะมา แต่ปรากฏว่าเมื่อทีมแพทย์ของโรงพยาบาลมาถึง กลับสอบถามว่ามีสิทธิประกันอยู่ที่ใด แล้วจึงค่อยนำเครื่องออกซิเจนมาช่วย ตนจึงถามไปว่าทำไมไม่รีบนำส่งโรงพยาบาล แต่กลับยังรอเลขเอกสารอยู่ ซึ่งใช้เวลานานกว่า 20 นาที


ด้านคดีความ ขณะนี้ พนักงานสอบสวนได้ยึดรถแท็กซี่ ไว้ที่ สน. ก่อนปล่อยตัวคนขับกลับไป และยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาใดๆ เพราะยังต้องรอการสอบสวน และอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน จากกล้องวงจรปิด รอผลทางนิติวิทยาศาสตร์ แล้วจึงเรียกทั้ง 2 ฝ่ายมาสอบปากคำต่อไป


ส่วนที่ก่อนหน้านี้ ญาติของผู้เสียชีวิต ทราบมาว่าผู้ขับขี่ เคยมีกรณีขับรถชนคนตายมาแล้วสองครั้ง นั้น ทางเจ้าหน้าที่ยังไม่ยืนยัน และขอเวลาตรวจสอบก่อน


ทีมข่าวได้ติดต่อสอบถามไปยังศูนย์กู้ชีพที่เข้ามาช่วยเหลือ ว่าเหตุใดถึงไม่ส่งผู้บาดเจ็บไปรพ.ก่อน ทำไมถึงต้องขอดูเลขบัตรปชช. เจ้าหน้าที่บอกเพียงว่า ไม่สามารถให้ข้อมูลได้ ต้องเป็นระดับผู้บริหารเท่านั้น และไม่สามารถให้ข้อมูลทางโทรศัพท์ได้



รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/K3ov1TPGR2o

ข่าวยอดนิยม