อาชญากรรม

'ชูวิทย์' แฉ ดีลลับ 'ผกก.โจ้' พลิกลิ้น ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา - ผู้การนครสวรรค์ ยันจับตัวจริง ไม่มีฝาแฝด

29 ส.ค. 2564

4.7K view

เรื่องเล่าเสาร์-อาทิตย์

ออกอากาศ : เสาร์ - อาทิตย์ เวลา 10:20 - 12:20 น.

ความคืบหน้าคดี พ.ต.อ.ธิติสรรค์ อุทธนผล หรือ ผู้กำกับโจ้ อดีต ผกก.สภ.เมืองนครสวรรค์ ที่ร่วมกับลูกน้องชุดปราบปรามยาเสพติด ฆ่าผู้ต้องหาค้ายาเสพติด ด้วยการนำถุงคลุมศีรษะ ทรมานร่างกายจนเสียชีวิต


วันที่ 28 ส.ค.64 พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า จากการตรวจสอบข้อมูล เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ควบคุมนายมาวิน จากจุดที่เกิดเหตุ มา สภ.เมืองนครสวรรค์ แล้วขยายผล มีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ในคดีการล่อซื้อยาเสพติดนี้ประมาณ 13-15 คน


แบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยส่วนแรกคือ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดที่ทำการล่อซื้อ เป็นการกระทำโดยชอบตามกฎหมาย เพราะมีหลักฐานการลงบันทึกประจำวัน ธนบัตรล่อซื้อ มีพยานที่เกี่ยวข้อง และแฟนของผู้เสียชีวิต ยืนยันชัดเจน มียาเสพติด เป็นยาบ้าจำนวนหนึ่ง และยาไอซ์ 3 กรัม ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดที่หนึ่งเป็นการกระทำโดยชอบ ไม่ได้กระทำผิดกฎหมาย


ต่อมาส่วนที่สอง เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดที่จับกุมการล่อซื้อยาเสพติดและนำตัวไปขยายผล แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือ ส่วนที่เข้ามาที่ห้องสืบสวนข้างหลังมีทั้งผู้เสียชีวิตและแฟน ในส่วนนี้อยู่ในระหว่างการหาพยานหลักฐาน เพื่อตรวจสอบให้ได้ข้อเท็จจริงว่า มีการกระทำความผิดเพิ่มเติมหรือไม่


และส่วนที่สอง คือส่วนการขยายผลที่นำถุงดำมาคลุมศีรษะผู้ตายเป็นเหตุทำให้เสียชีวิต ถือว่าเป็นการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ นำไปสู่การแจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหาทั้ง 7 ราย ก็ถูกดำเนินคดีไปแล้ว


แต่จากการตรวจสอบแล้ว พบข้อมูลบางอย่างที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมขึ้นมา พบว่าผู้ร่วมก่อเหตุอาจจะมีมากกว่า 7 คน โดยอยู่ในจำนวน 13-15 คน ขณะนี้อยู่ในระหว่างการขยายผลต่อ ส่วนที่กรณีการลงบันทึกประจำวันเกี่ยวกับคดี ซึ่งตอนแรกยังไม่พบ แต่จากการตรวจสอบแล้ว พบบันทึกประจำวันเกี่ยวกับคดี ตำรวจชุดจับกุมยาเสพติด ได้ลงบันทึกประจำวันธนบัตรสำหรับล่อซื้อช้า เพราะหลังจากเกิดเหตุต่างคนต่างตกใจ และหลบหนีไป จึงไม่ได้นำบันทึกเข้ากระบวนการ เหมือนกรณีทั่วไป ทำให้เพิ่งเจอ แต่ยืนยันได้ว่าสำเนาประจำวันที่นี้เป็นสำเนาจริงที่ไม่สามารถลงย้อนหลังได้


ส่วนกรณีบุคคลที่ผู้กำกับโจ้ มามอบตัวนั้น ซึ่งมีข้อสงสัยว่าบุคคลนี้จะถูกดำเนินคดีด้วยหรือไม่ อาจจะเกี่ยวข้องกับการพาผู้ต้องหาหลบหนี พบว่าบุคคลที่มาส่งผู้กำกับโจ้ เป็นอดีตข้าราชการ จากการสืบสวนสอบสวนทราบว่า บุคคลดังกล่าวไม่ได้ให้ที่พักพิงหรือช่วยเหลือ และแนะนำให้มามอบตัวในคดีนี้ จนได้รับการมองตัว


ส่วนการนำผู้กำกับโจ้มามอบตัว ผู้ที่ช่วยเหลือก็มีข้อมูลเป็นกล้องวงจรปิดปรากฏในบ้าน ให้เห็นข้อเท็จจริงตามที่ชี้แจงไป ไม่ได้เป็นการให้ที่พักพิงโดยหวังให้ความช่วยเหลือ


และอยากจะชี้แจงเรื่องคลิปกล้องวงจรปิดที่หลุดออกไป โดยอ้างว่าเป็นพลเมืองดีเป็นคนปล่อย เพราะเกิดจากความขัดแย้ง ของคนในหน่วยงาน ยืนยันว่าคลิปดังกล่าวมีปรากฏอยู่ในพนักงานสืบสวนสอบสวนขณะนี้ตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว แต่สาเหตุทางเจ้าหน้าที่ยังไม่ได้บอกตั้งแต่แรก เพราะเป็นการปกปิดไม่ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องหลบหนี หรือทำลายพยานหลักฐาน แต่ยืนยันว่ามีหลักฐานตั้งแต่ต้น ด้วยเหตุผลอะไรขอไม่เปิดเผย


ส่วนกรณีกระแสสังคมและสื่อมวลชน เกิดความสงสัยว่า เหตุใดไม่พาผู้กำกับโจ้ เข้าห้องขัง เหมือนผู้ต้องหาคนอื่น ๆ ชุดคลี่คลายคดีนี้ ระบุว่า เพราะต้องเร่งสอบปากคำ ตลอดทั้งคืนจนกระทั่งเช้า ไม่ได้หลับ ตำรวจก็ไม่ได้นอนพัก ทำงานต่อเนื่อง เพื่อนนำตัวผู้ต้องหาไปฝากขัง


ด้าน พล.ต.ต.ระพีพงษ์ สุขไพบูลย์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรนครสวรรค์ ได้กล่าวถึงกรณีมีการตั้งข้อสังเกตว่า ชายที่จับกุมนั้นเป็นผู้กำกับโจ้ ตัวจริงหรือไม่ และมีการตั้งข้อสังเกตว่าทำไมลักษณะใบหูแตกต่างกัน ยืนยันว่า ชายที่จับคือผู้กำกับโจ้ตัวจริง ผู้กำกับโจ้ไม่มีฝาแฝด


ขณะที่ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ โพสต์เฟซบุ๊กประเด็นผู้กำกับโจ้ ระบุว่า "ดีลลับ โจ้พลิกลิ้น ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา" อิทธิฤทธิ์ และปาฏิหาริย์ เบื้องหลังการจับกุม "โจ้ มือคลุมถุงฆ่า"


ด้วยเหตุที่มีแบ็คผู้ใหญ่ดี จึงมีการตกลง "ดีล" สำคัญในการมอบตัว ชนิดที่ว่า จู่ ๆ อดีตผู้กำกับฯโจ้ ก็เหาะมาปรากฎตัวที่บางแสน มอบตัวคนเดียว ไม่รู้ ไม่เห็น ไม่ทราบว่ามาได้ไง ใครพามา จำอะไรไม่ได้


แรก ๆ ไหนว่าข้ามชายแดนไปเมียวดีพม่าแล้ว ข่าวหลอกตามเคย ที่แท้ไม่ได้ไปไหน อยู่กรุงเทพฯ นั่งวางแผนในบ้านผู้ใหญ่นี่เอง พอถึงเวลาก็ขับออกจากกรุงเทพฯ ไปสภ.แสนสุข บางแสน จังหวัดชลบุรี แค่ครึ่งชั่วโมงถึง ไม่เสี่ยงผิดคิวอีก


ข้อต่อสู้คดีที่สำคัญอยู่ที่ "กระทำการเพื่อขยายผลในการค้นหายาเสพติดรายใหญ่" ไม่ได้มีเจตนาฆ่า เพราะที่คลุมถุงเพียงเพื่อไม่ให้จำหน้าได้ ไม่ต้องการให้ตาย แถมยังช่วยเหลือด้วยการปั๊มหัวใจ


ต่อจากนี้ จึงเป็นกระบวนการกฎหมายที่มี "อิทธิฤทธิ์และปาฏิหาริย์" เข้ามาอีกมาก เริ่มจากคดีที่มีคนตายจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ จะต้องมีการ "ไต่สวนการตาย" สำนวนชันสูตรพลิกศพ ต้องส่งให้ศาลไต่สวนก่อนตามกฎหมาย แม้ศพจะถูกเผาไปแล้วก็ตามเหมือนกรณี 6 ศพที่วัดปทุมฯ


อัยการต้องทำสำนวนการชันสูตรพลิกศพร่วมกับตำรวจด้วยเพื่อความโปร่งใส และให้เสร็จภายใน 30 วัน ตามกฎหมายอีก เมื่อสำนวนชันสูตรพลิกศพเรียบร้อย (แม้ไม่มีศพให้ชันสูตรเพราะเผาไปแล้ว) อัยการต้องส่งสำนวนให้ศาลไต่สวนการตาย


อดีตผู้กำกับโจ้ เป็นตำรวจ ถือเป็นเจ้าพนักงาน หากกระทำผิดต่อหน้าที่ เป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช. ทำคดี แต่โดยปกติ ป.ป.ช. ไม่รับทำเรื่องแบบนี้ เพราะกำลังคนและความเชี่ยวชาญไม่มี ป.ปช. ถนัดแต่คดีเอกสาร เช่น การฮั้วประมูล ทุจริตจัดซื้อจัดจ้าง ส่วนการยื่นฟ้อง ต้องฟ้องไปยังศาลคดีทุจริต ซึ่งคงต้องหารือกันว่าไปศาลทุจริตกลาง หรือศาลทุจริตภาค 6 ที่เกิดเรื่อง คงต้องหารือกันอีกที


อัยการจะเป็น "กลจักรกฎหมาย" สำคัญ ที่ต้องร่วมกับตำรวจในการทำคดีนี้ และ ป.ป.ช. ต้องมีมติชัดว่า "ไม่ดำเนินการเอง ให้ดำเนินคดีตาม ป.วิอาญา กฎหมายปกติ"


คดีนี้มีแต่ตำรวจกระทำความผิดที่ล้วนอยู่ในหน่วยเดียวกัน แม้ปรากฏในคลิปชัดเจน แต่ไม่มีพยานบุคคลอื่นใด


"ดีลของโจ้" มามอบตัวแล้วตีบทแตก ยอมให้พูดกับผู้สื่อข่าวว่า "ขยายผลเรื่องยาเสพติดรายใหญ่ ไม่ได้มีเจตนาฆ่า ลูกน้องไม่เกี่ยว นายสั่งไม่มี เรื่องทุจริตไม่เคย" เพื่อกันไว้รับจบที่ตัวเองคนเดียว


อีกทั้งกระทำเป็นครั้งแรก ไม่ได้เอาถุงคลุมเพื่อฆ่า แต่มีเจตนาไม่ต้องการให้เห็นหน้า เพราะผู้ต้องหาเป็นผู้มีอิทธิพล เครือข่ายใหญ่ ต้องการขยายข้อมูลยาเสพติดเพิ่มเติม จึงเป็นการกระทำผิดพลาดพลั้งมือ หาใช่เจตนาฆ่าให้ตายด้วยการทรมานหรือไตร่ตรองไว้ก่อนไม่


ติดคุกน่ะติดแน่ แต่ด้วยโจ้ "กำของดี" ในมือไว้มาก และไม่โบ้ยแฉทั้งลูกน้อง ทั้งนาย ทำงานเป็น "ลูกรัก" ด้วย เก่งวิธีเอาใจผู้ใหญ่ จัดให้สม่ำเสมอ ที่สำคัญยังมีเหลืออีกบานเบอะ


หากรับจบคนเดียว "ยอมเจ็บอย่างเสือ ไม่เห่าอย่างหมา" ด้วยอิทธิฤทธิ์และปาฏิหาริย์ของกระบวนการกฎหมาย ใช้ "เป่าเสก" คาถา "นโมหาย ธรรมโมรอด" มีให้เห็นมานักต่อนัก


ไม่ว่าทั้งคดีบอส คดีกำพลวิคตอเรีย ที่ตอนนี้หายตัวไปหมด และหากไม่มีใครกระตุก ป่านนี้กลับมาเดินเล่นที่เมืองไทยกันแล้ว แม้แต่ขนาด "มันคือแป้ง" ยังอยู่กระหึ่มก้องในโสตประสาทคนไทยและเทศ แถมยังมีอีกมากที่ไม่เห็นเป็นข่าว เหล่านี้ล้วนเป็นอิทธิฤทธิ์และปาฏิหาริย์ทั้งสิ้น


ว่ากันว่า "เสือย่อมไม่กินเนื้อเสือฉันใด ตำรวจย่อมไม่ฆ่าตำรวจที่ตามจับคนร้ายขายยา แล้วพลั้งมือท่ายาก ทำการปั๊มหัวใจไม่เป็น ทั้งมีเจตนาเอาข้อมูลขยายผล สกัดตัดวงจรเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่เพื่อปกป้องสังคมเยาวชน ฉันนั้น"


แบบนี้แล้ว จะไม่เห็นใจคนทำงานกันบ้างหรือ? ดีลอาจจบที่คุกแน่ แค่ไม่นานเกินรอ แล้วกลับมาทำงานเป็นมือไม้เบื้องหลังได้ ไม่มีอะไรเสียหาย เพราะไม่ได้ไปฆ่าคนดีตายเสียที่ไหน? คนตายมันขายยาฆ่าลูกหลานคนไทย


อย่างนี้นี่เอง โจ้ถึงยืนกรานปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และใช้สิทธิต่อสู้ตามกระบวนการของกฎหมาย ที่ยังอีกยาวไกล แบบนี้เรียก "รู้งาน" สถานการณ์ตอนไหนต้องเร็ว และตอนไหนต้องช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม ติดคุกน้อย ออกเร็ว


ดีลจบลงด้วยการออกมาแบบ วิน-วิน จับตัวโจ้ได้ นำมาแถลงข่าวพร้อมยอมรับต่อหน้ากล้องและนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ แต่ถึงเวลากลับไม่รับสารภาพ ปฎิเสธทุกข้อกล่าวหา ขอสู้คดี ทั้งที่หลักฐานภาพชัดเป็นประจักษ์พยาน เพราะหากไปยอมรับสารภาพ ก็จบเร็ว จบหนัก หาใช่ที่ตกลงกันไม่ว่า "จากหนักเป็นเบา จากเบาเป็นหาย"


รับชมผ่านยูทูบ : https://youtu.be/U9WscX09zQA

ข่าวยอดนิยม