อาชญากรรม

'ชูวิทย์' วิเคราะห์ 'โจ้' เปิดใจกลางวงแถลงจับกุม เป็นการเตี๊ยมให้พูด หวังกู้ภาพลักษณ์องค์กร

27 ส.ค. 2564

2.9K view

CH3ThailandNews

สรุปครบจบทุกประเด็นข่าว กับ CH3ThailandNews

กรณีเรื่องราวอื้อฉาววงการตำรวจไทย และคลิปหลุดที่สร้างความสะเทือนขวัญ และถูกประชาชนจับตาเป็นอย่างมาก ถึงกรณี พันตำรวจเอก ธิติสรรค์ อุทธนผล อดีตผู้กำกับการ สภ.เมืองนครสวรรค์ หรือ อดีตผู้กำกับโจ้ ขู่รีดเงินจากผู้ต้องหาคดียาเสพติด 2 ล้านบาท และทรมานจนผู้ต้องหาเสียชีวิต โดยใช้ถุงพลาสติกครอบหัวจนขาดอากาศหายใจนั้น


คุณสรยุทธ สุทัศนะจินดา ได้หยิบยกประเด็นนี้มาถกกับคุณ ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ในหลายมุมมองต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ โดยการกระทำนี้ของ นายธิติสรรค์ คุณชูวิทย์กล่าวว่า "ผมไม่แปลกใจ แต่แปลกใจอย่างเดียวคือผู้กำกับลงมือเอง ผมไม่เคยเจอลักษณะเช่นนี้ อย่างนี้ต้องเป็นมือของสายสืบ หรือคนในโรงพักแล้วผู้กำกับยืนดู แต่นี่ลงมือเอง"


และได้ยกตัวอย่างการใช้ถุงคลุมหัวผู้ต้องหา ในการเค้นข้อมูลยาเสพติด จากภาพยนตร์ต่างชาติอย่าง ประเทศอเมริกา - แม็กซิโก ซึ่งใช้เพียงถุงใบเดียวเท่านั้น แต่ นายธิติสรรค์ ใช้ไปถึง 6 ใบ


ซึ่งคำชี้แจงของ นายธิติสรรค์ ถึงกรณีนี้ อ้างว่าตนต้องการปิดบังไม่ให้ผู้ต้องหาเห็นใบหน้าของตนเท่านั้น โดยคุณชูวิทย์มองว่าการชี้แจงนี้ เป็นการเลี่ยงข้อหาเจตนาฆ่า


เพราะถ้าการนำถุงคลุมหัวผู้ต้องหาเช่นนี้ เข้าข่ายการเค้นสอบ แล้วผู้ต้องหาเสียชีวิตขึ้นมา จะกลายเป็นการเจตนาฆ่าทันที แต่เมื่อนายธิติสรรค์ ชี้แจงมาว่า ใช้ถุงคลุมหัวเพื่อไม่ต้องการให้ผู้ต้องหาเห็นหน้า มองว่านี้เป็นการเลี่ยงข้อหาเจตนาฆ่า


โดยต่อมาคุณสรยุทธ ได้หยิบประเด็นเรื่องของการหลบหนีไปหลายวัน แล้วมีข่าวแพร่ออกมาว่าเครียดจนอยากฆ่าตัวตาย คุณชูวิทย์มองเช่นไร โดยคุณชูวิทย์ให้ความเห็นว่า "โจ้อาจจะตกใจจริงแต่ไม่ถึงกับจะฆ่าตัวตาย"


ที่หายไป 3-4 วัน เพียงต้องการหลบไปหารือถึงข้อกฎหมาย หากสังเกตถึงการออกมาเปิดใจ ตอบคำถามสื่อมวลชนในการแถลงข่าวจับกุม เมื่อวานนี้ (26 ส.ค. 64) ลักษณะและคำชี้แจงแต่ละเรื่องของ นายธิติสรรค์ ต่างกับเรื่องราวที่ลือไปทั่วอย่างลิบลับ อีกทั้งยังมีประโยคเด็ดจาก 1 ในลูกน้องของนายธิติสรรค์ ที่พูดกับสื่อว่า "เดี๋ยวความจริงจะปรากฏ"


อีกมุมมองที่คุณชูวิทย์เห็นว่า การที่นายธิติสรรค์ ออกมาเปิดในกลางวงแถลงข่าวนั้น เพียงต้องการออกมาเพื่อกอบกู้ภาพลักษณ์ของตำรวจ และองค์กร มากกว่าที่จะออกมาพูดถึงเจตนาของตน อีกทั้งยังกล่าวถึงการกระทำว่าเป็นเพียงความต้องการที่จะทำงานเพื่อประชาชนเท่านั้น


และเมื่อพูดไปถึงประเด็นคนปล่อยคลิป นายธิติสรรค์ ได้ตอบผ่านสื่อว่า "ผมอโหสิกรรมให้" คุณชูวิทย์ กล่าวว่า "คนที่ควรอโหสิกรรมคือพ่อแม่ผู้เสียชีวิต จะไปอโหสิกรรมให้คนปล่อยคลิปทำไม"


เมื่อพูดถึงคนปล่อยคลิป ที่มีกระแสข่าวออกมาว่าเป็นตำรวจชั้นผู้น้อยที่ทนการกระทำของ นายธิติสรรค์ไม่ไหว จึงส่งคลิปให้ทนายตามที่ข่าวไปนำเสนอไป คุณชูวิทย์มองว่า ไม่เป็นเช่นนั้น ตำรวจชั้นผู้น้อยไม่มีจริง แต่เป็นความขัดแย้งของตำรวจด้วยกัน ที่แสร้งเขียนจดหมายอ้างว่าเป็นเพียงตำรวจชั้นผู้น้อย


ซึ่งคุณชูวิทย์ ได้กล่าวอีกว่า กรณีเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ในความเป็นจริงจะไม่มีทางได้เห็นคลิปชัดขนาดนี้แน่นอน เมื่อมองไปถึงความขัดแย้งกันเองภายใน


คุณชูวิทย์มองว่า นายธิติสรรค์ เป็นถึงระดับผู้กำกับ ทำพฤติกรรมเยี่ยงนี้หากต้องการสั่งลบภาพวงจรปิด อย่างไรเสียก็ทำได้ แต่ทำไมถึงยังมีหลงเหลืออยู่ นั่นก็เพราะมีคนกู้ไฟล์ขึ้นมา และยิ่งไปกว่านั้นการเข้าถึงข้อมูลในองค์กร ส่วนใหญ่ต้องมีรหัสผ่าน การที่จะเข้าถึงข้อมูลได้ต้องเป็นคนในเท่านั้น


หากมองว่านี้เป็นการกระทำของตำรวจชั้นผู้น้อย คุณชูวิทย์ บอกว่าเชื่อล้านเปอร์เซ็นต์ เป็นไปไม่ได้ เพราะไม่น่าจะมีความกล้าถึงเพียงนี้ นอกเสียจากมีผู้ใหญ่สั่งให้ทำ เพราะความขัดแย้งทางผลประโยชน์กันเอง


เมื่อพูดถึงกลุ่มลูกน้อง นายธิติสรรค์เองก็แจงว่า ตนทำคนเดียวลูกน้องไม่เกี่ยว อีกทั้งยังห้ามปรามแล้วด้วย แต่ตนไม่ฟัง คุณชูวิทย์กลับมองว่าไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะถ้าห้ามจริง ลูกน้องคงไม่เข้ามาช่วยล็อกกุญแจมือ คุณสรยุทธ ก็ได้กล่าวเสริมว่า การกระทำเช่นนี้ แค่ยืนดูก็ถือว่ามีความผิดแล้ว อีกทั้งสถานที่ที่เกิดเหตุยังเป็นโรงพักอีกด้วย


ประเด็นต่อมาของการสนทนาเรื่องการเค้นสอบของนายธิติสรรค์ คุณชูวิทย์ คิดว่าการทรมานผู้ต้องหาเยี่ยงนี้ เป็นการเจตนาที่จะทรมานแต่ไม่ได้คิดว่าผู้ต้องหาจะเสียชีวิต และยังอธิบายอีกว่า การเค้นสอบมีอีกหลายวิธี แต่ที่นายธิติสรรค์ทำ เป็นพฤติกรรมของศาลเตี้ย โดยคุณชูวิทย์ ได้กล่าวว่า "อย่างนี้ไม่ต้องมีศาลก็ได้" "จะมีกฎหมายไปทำไม?"


คุณชูวิทย์ มองว่าการแถลงข่าวจับกุม นายธิติสรรค์ เมื่อวานนี้ (26 ส.ค. 64) เป็นการเตี๊ยมกันมา โดยกล่าวว่า "เตี๊ยมมา เตี๊ยมกับผู้ใหญ่มา ว่าให้ออกมาพูดเช่นนี้ เพราะต้องการกู้ภาพลักษณ์"


และได้ย้อนถามคุณสรยุทธว่า คิดว่าการกระทำของ นายธิติสรรค์ นั้น เกิดขึ้นครั้งแรกจริงหรือ? "ครั้งแรกผมไม่เชื่อเลย" คุณชูวิทย์กล่าว "เชี่ยวชาญถึงขนาดนั้น มีคลุมแล้วบิดไม่ให้มีอากาศ มันชัดแล้วนะ"


ที่เป็นปมสงสัยอีกกรณี คือเมียของผู้ตาย ที่ถูกจับกุมมาในวันเดียวกันนั้น กลับถูกปล่อยตัวหลังจากที่สามีที่เป็นผู้ต้องหาเสียชีวิต ไม่มีลงบันทึกในการจับกุมและดำเนินคดีต่อเกี่ยวกับคดียาเสพติด


ในเรื่องของโทษคดีนี้ คุณชูวิทย์ได้วิเคราะห์ไว้ว่า ไม่มีทางที่นายธิติสรรค์ จะรอด หรือหลุดจากคดีนี้อย่างแน่นอน เพราะความจำนนต่อหลักฐาน และได้วิเคราะห์ต่อว่า อาจจะติดคุกถึง 15 ปี เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีอุกฉกรรจ์ ที่กระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐ อย่างทารุณ ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย


อีกหนึ่งประเด็นที่โซเชียลวิจารณ์หนัก คือ กุญแจมือนายธิติสรรค์ ที่ทางตำรวจใช้แบบสายเคเบิ้ลไทร์ ชาวเน็ตมองว่าเป็นการปฏิบัติกับผู้ต้องหาคดีฆ่าคนตาย ดีไปหรือเปล่า?


คุณชูวิทย์ ให้คำตอบว่า การใช้สายรัดข้อมือแบบสายเคเบิ้ลไทร์นั้น ถูกตามหลักสากลแล้ว ตำรวจต่างประเทศก็ใช้เช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร


ท้ายคลิปบทสนทนาระหว่างคุณสรยุทธ สุทัศนะจินดา และ ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ได้สรุปไว้ว่า สภ.เมืองนครสวรรค์ อาจจะมีการโยกย้ายยกโรงพัก เพื่อเป็นการล้างเรื่องอื้อฉาวนี้ และไม่ว่าจะผ่านไปนานอีกเท่าไหร่ คดีนี้จะถูกฝังลึกลงไปในเรื่องราวประวัติศาสตร์ของตำรวจไทยอย่างแน่นอน


คุณชูวิทย์ ยังทิ้งท้ายฉายาเด็ดให้ นายธิติสรรค์ อีกว่า "ผมไม่เรียกโจ้เฟอร์รารี่แล้ว เรียกโจ้มือคลุมถุงฆ่า"

ข่าวยอดนิยม