ในประเทศ

รพ.แจงปมชายวัย 62 ปี เสียชีวิตหน้าบ้าน หลังกลับจาก Hospitel ชี้รักษาครบตามกำหนด ไม่พบอาการผิดปกติจึงให้กลับบ้าน

08 พ.ค. 2564

5.3K view

เรื่องเล่าเสาร์-อาทิตย์

ออกอากาศ : เสาร์ - อาทิตย์ เวลา 10:20 - 12:20 น.

เรื่องสะเทือนใจกับสังคม กรณีที่มีการแชร์ภาพชายสูงอายุ นอนเสียชีวิตหน้าบ้าน และมีการนำผ้ามาคลุมศพไว้ พอมีการแชร์ภาพนี้ออกไป พร้อมข้อความว่า ชายรายนี้ติดเชื้อโควิดไปรักษาที่โรงพยาบาลแต่กลับมาบ้านและเสียชีวิตโดยที่ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น


โดยต่อมานายสุวัฒน์ โชติจำรัส หลานของผู้เสียชีวิต เปิดเผยว่า คุณอาพักอาศัยกับครอบครัวในชุมชนนี้ และพบว่าติดเชื้อโควิดจากเพื่อน ไปทำการตรวจเชื้อโควิดเมื่อวันที่24เมษายน และรถรพ.มารับไปรักษาที่ฮอตพิเทล โรงแรมใบหยกบูติค เมื่อวันที่27เมษายน ซึ่งประเมินอาการแล้ว คุณอาไม่มีอาการรุนแรง แม้ว่าจะอายุเยอะแล้ว


จากนั้นคุณอาแจ้งว่าจะได้กลับบ้านแล้ว ตนก็ตกใจทำไมได้กลับไวเพราะยังไม่ครบ14วัน แต่ก็ได้จัดเตรียมห้องชั้นบนของบ้านให้อาอยู่เพื่อพักฟื้น และมาช่วงเช้าวันนี้ เพื่อนบ้านก็มาเรียกให้ไปดูคุณอาที่นอนเสียชีวิตหน้าบ้านเพื่อนบ้าน ซึ่งห่างจากบ้านเพียงแค่ 50 เมตร


หลานเล่าเหตุการณ์ ภาพจากกล้องวงจรปิด แท็กซี่มาจอดที่หน้าปากซอย คุณอาเดินลงจากรถด้วยอาการปกติ และข้ามถนนเข้าไปในซอยบ้านพักของตัวเอง โดยไม่มีท่าทีอิดโรย หรืออ่อนเพลีย และต่อมาได้เสียชีวิต


ซึ่งครอบครัวติดใจการเสียชีวิต เพราะคุณอาไม่มีโรคประจำตัว แข็งแรงดี แต่ไปรักษาโรคโควิด และกลับมาก็เสียชีวิตแบบนี้ ครั้งแรกทุกคนก็ดีใจที่คุณอาจะได้กลับบ้าน แต่กลับมาต้องเสียชีวิตแบบนี้ อยากได้รู้สาเหตุการเสียชีวิตเกิดจากอะไร หากเกิดจากความบกพร่องในการรักษาโรคโควิด หน่วยงานที่รับผิดชอบจะแก้ไขอย่างไร และขอให้ทุกรพ.ศึกษากรณีนี้ไว้เป็นตัวอย่างกับผู้ป่วยโควิดรายอื่นๆ


ล่าสุดนายแพทย์จินดา โรจนเมธินทร์ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ รพ.ที่รักษาผู้เสียชีวิต ชี้แจงว่า ผู้เสียชีวิตเข้ารับการรักษาที่ฮอตพิเทล ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์พยาบาลสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่27เมษายน ซึ่งจากการประเมินผู้ป่วยอยู่ในกลุ่มสีเขียว ไม่มีอาการแทรกซ้อน เมื่อรับตัวเข้ามารักษา ก็ทำการเอ็กซเรย์ปอด ปอดก็ปกติ จึงทำการรักษาให้ยาตามอาการในแต่ละวัน


ทีมแพทย์จะให้ผู้ป่วยตรวจระดับอ๊อกซิเจน วัดไข้ และสอบถามอาการทุกวัน ก็ไม่พบว่าผู้ป่วยรายนี้มีการบ่งชี้อาการอื่นแทรกซ้อนหรืออาการทรุด เป็นปกติทุกอย่าง เมื่อเอ๊กซเรย์ปอด ก็พบว่าปอดปกติ ซึ่งทีมแพทย์จะตรวจอาการและคุยกับผู้ป่วยทุกวัน ส่วนการเอ๊กซเรย์ปอด ทำเพียงครั้งเดียว เพราะอาการที่เชื้อลงปอดจะต้องมีการบ่งชี้ที่ค่าอ๊อกซิเจน หรือมีไข้ แต่ผู้ป่วยรายนี้ไม่มีอาการ


ส่วนการรักษาครบ14วัน ไม่ได้ให้กลับบ้านก่อนกำหนด โดยการรักษาจะเริ่มนับตั้งแต่วันแรกที่ผู้ป่วยไปตรวจเชื้อคือวันที่24 เมษายน ครบ14วันคือวันที่7พ.ค . จึงอนุญาตให้ผู้ป่วยกลับบ้านก่อนกลับบ้าน เจ้าหน้าที่ก็จะแนะนำวิธีการปฏิบัติตัวช่วงพักฟื้น จากนั้น รพ.ก็สอบถามว่าจะให้ญาติมารับ หรือกลับรถแท๊กซี่ ซึ่งทางรพ.มีรถแท๊กซี่ที่รับส่งผู้ป่วยที่รักษาหายแล้ว ผู้ป่วยรายนี้ก็บอกว่าจะกลับด้วยรถแท๊กซี่ จึงอนุญาตให้กลับเมื่อช่วงเช้ามืดวันที่7พ.ค


ซึ่งการที่ให้กลับในช่วงเช้ามืด เพราะต้องจัดการห้องผู้ป่วยทำความสะอาด เพื่อจะรองรับผู้ป่วยรายใหม่มารักษา ซึ่งทางรพ.จะไม่ให้ผู้ป่วยรายใหม่และผู้ป่วยที่รักษาหายแล้วเจอกัน จึงให้กลับไปในช่วงเช้ามึด


เหตุการณ์การเสียชีวิตครั้งนี้ ทีมแพทย์ก็เสียใจ เพราะไม่รู้สาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัด แต่ยืนยันว่า การรักษาโรคโควิดนั้นทีมแพทย์พยาบาลดูแลผู้เสียชีวิตตามขั้นตอนทุกอย่าง


ส่วนที่หลายๆฝ่ายกังวลว่า ผู้เสียชีวิตจะแพร่เชื้อโควิดนั้น นายแพทย์จินดา ยืนยันว่า ผู้เสียชีวิต ไม่สามารถแพร่เชื้อได้ เพราะเชื้อโควิดตายแล้ว ไม่สามารถแพร่เชื้อได้ แต่ในร่างกายผู้เสียชีวิตยังมีเชื้ออยู่ ประชาชนผู้ใกล้ชิดและญาติพี่น้องรวมทั้งแท๊กซี่ที่รับผู้ป่วยให้สบายใจได้


สำหรับเช้าวันนี้ครอบครัวจะติดต่อขอรับศพ จากสถาบันนิติเวชรพ.ตำรวจ ไปประกอบพิธีฌาปนกิจศพ


ชมผ่านยูทูบที่ : https://youtu.be/jiRxjA36BLc

ข่าวยอดนิยม