อาชญากรรม

ครอบครัวระทม หลานถูกฉีดยาจนสิ้นลม จากคลินิก ผอ.รพ. สู้ 9 ปี โดนฟ้องกลับกลายเป็นแพะรับบาป

30 มี.ค. 2564

746 view

โหนกระแส / โหนกระแสแต่เช้า

ออกอากาศ วันจันทร์-ศุกร์ : 12.20 - 12.45 น. | วันอาทิตย์ : 06.50 - 07.20 น.

วันที่ 30 มี.ค.2564 รายการโหนกระแส พูดคุยกับครอบครัวที่ร้องขอความเป็นธรรม หลัง ผอ.โรงพยาบาล สุขภาพตำบลแห่งหนึ่ง ฉีดยาให้หลานอายุ 3 ขวบ เสียชีวิตตั้งแต่ปี 2555 แต่คดีไม่คืบ แถมถูกฟ้องกลับอ้างให้การเท็จ


นายปองพล วงษาชัย และนางทองบาง ตาและยาย เล่าว่า เมื่อปี 2555 พวกตน ได้พาหลานไปรักษาอาการไข้ ที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลแห่งหนึ่ง โดยมีผู้อำนวยการโรงพยาบาลมาแนะนำให้พาหลานไปรักษาที่คลินิกเอกชน ที่ภรรยาของ ผอ.คนดังกล่าว เป็นผู้รับใบอนุญาตจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ก่อนที่ ผอ.จะตามมาตรวจ พร้อมทั้งแจ้งว่า หลานป่วยลำไส้อักเสบต้องฉีดยา 1 เข็ม ก่อนอนุญาตให้กลับบ้านได้


ซึ่งระหว่างทาง หลานมีอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก น้ำลายฟูมปาก ปัสสาวะราดและคอพับ หมดสติ ตนจึงได้ขี่จักรยานยนต์ พาหลานกลับมาที่คลินิกเอกชนดังกล่าวอีกครั้ง โดยหลานอยู่ในอาการหมดสติ ก่อนจะนำส่งโรงพยาบาลบุณฑริก และเสียชีวิตในเวลาต่อมา ก่อนจะนำร่างหลานกลับบ้าน ซึ่ง ผอ.คนดังกล่าว ก็ไม่สอบถาม หรือเยียวยาครอบครัวแต่อย่างใด


หลังจากนั้นตนได้เข้าร้องขอความเป็นธรรม ต่อสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อให้ตรวจสอบการรักษา ว่าถูกต้องตามกระบวนการขั้นตอนหรือไม่ โดยทาง สสจ.อุบลราชธานี ได้ตั้งกรรมการสอบ พบว่า ผอ.ที่รักษาน้องหมวย เป็นผู้บริหารสถานีอนามัย ไม่มีสิทธิและอำนาจหน้าที่ในการรักษาคนไข้ แต่กลับฉีดยาให้คนไข้จนเสียชีวิต ในเวลาต่อมานายเสริม ชัยณรงค์ ผู้ว่าราชการอุบลราชธานี ในสมัยนั้น ได้มีคำสั่งลงโทษผอ.คนดังกล่าว โดยให้ปลดออกจากราชการ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2557 แล้ว


หลังจากนั้น ผอ.รายดังกล่าวได้ยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดเดชอุดม เพื่อดำเนินคดีต่อตนเองและภรรยา (ตายาย)ว่าเบิกความเท็จต่อเจ้าพนักงาน และศาลให้ยกฟ้องปี 2562 ที่ผ่านมา แต่คดีอาญาได้ส่งต่อไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ


นายปองพล บอกว่า คดีที่ตนเป็นผู้เสียหายขณะนี้ ไม่รู้ต้องรออีกนานแค่ไหน ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครอบครัวได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก จึงตัดสินใจร้องขอความเป็นธรรมกับนายอัจฉริยะดังกล่าว


ขณะที่นายอัจฉริยะ ประธานชมรมช่วยเหลืออาชญากรรม บอกว่า จากการลงพื้นที่ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจและนักงานอัยการได้ทำสำนวนเป็น 2 สำนวน สำนวนแรกเป็นส่วนของ ผอ.โรงพยาบาลสุขภาพตำบล ที่ฉีดยา เรื่องนี้ส่งให้อัยการศาลทุจริตภาค 3 จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งตนยังไม่เห็นสำนวน แต่จากการตรวจสอบเบื้องต้นน่าจะครบองค์ประกอบความผิดชัดเจน


นอกจากนี้ยังพบว่า ผอ.และภรรยาประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และไม่มีใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม ปล่อยให้คนอื่นบุคคลอื่นมาประกอบวิชาชีพเวชกรรม ซึ่งมีความผิดตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล

ข่าวยอดนิยม